มีไว้เพื่อซาบ (อุรุดา โควินท์)


สมัยเรียนมัธยมปลาย เคยอ่านเรื่องสั้น เราคือลูกพระแม่ธรณี ของคุณอิศรา ซึ่งแกคงเขียนหนังสือดีๆ ไว้เยอะ แต่กับเรื่องนี้เราเกลียดมันเข้ากระดูกเลย เป็นเรื่องสั้นตอแหลๆ จากผู้ชายที่ไม่ยอมเข้าใจอะไรทั้งนั้นนอกจากตัวเอง และอุดมคติ มีอย่างที่ไหนผู้หญิงซึ่งสูญเสียลูกไปทั้งคนจะยอมอภัยให้กับผืนแผ่นดินอันโหดร้าย เพียงเพราะต้นหญ้าสองสามต้น เราคือลูกพระแม่ธรณี ไม่ใช่เรื่องสั้นลักษณะนี้เรื่องเดียวในสังคมไทย ผลพวงจากพลังนักศึกษา และ 16 ตุลาฯ ทำให้แวดวงวรรณกรรมบ้านเราเต็มไปด้วยเรื่องสั้นเพื่อชีวิตของผู้ชายวนขวา

ตรงนี้เองทำให้เราถูกอดถูกใจ มีไว้เพื่อซาบ แทบไม่เคยเลยจะได้อ่านวรรณกรรม ที่ไม่ใช่แนวโรมานซ์ ซึ่งเขียนได้ผู้หญิงวนซ้ายขนาดนี้ กระทั่งคุณเดือนวาด ซึ่งชอบเล่นประเด็นความแตกต่างทางเพศก็ยังถูกแวดวงหล่อหลอมจนเขียนหนังสือเหมือนผู้ชาย หรืออย่างเก่งก็ไร้เพศไปเลย สำหรับผลงานของพี่อุรุดา บอกตรงๆ ชีวิตนี้ไม่คาดคิดว่าจะได้อ่านเรื่องสั้นอย่าง ช่างทำผม ซึ่งพูดถึงการเสริมสวยล้วนๆ

มีไว้เพื่อซาบ คือเรื่องสั้นเพื่อชีวิตจากมุมมองผู้หญิง เกิดอะไรขึ้น เมื่อชายหนุ่มลูกทุ่งพรากสาวเมืองกรุงไปตกระกำลำบากในบ้านนา ถ้าเป็นงานเขียนทั่วไป ผู้หญิงคงเอะอะรักความสบายในช่วงแรกๆ ก่อนจะหลงใหลเสน่ห์บ้านนอก แต่ มีไว้เพื่อซาบ บอกเล่าการต่อสู้ และปรับตัวของหญิงสาวในบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมซึ่งเธอเป็นคนนอก ตัวละครหญิงในรวมเรื่องสั้นชุดนี้ ถ้าไม่ฝันถึง ก็อย่างน้อยสักนิดหนึ่งโหยหาชีวิตสะดวกฉับไวในเมืองหลวง แต่เพราะความรักสามีเท่านั้น เธอถึงทนตกระกำลำบาก แต่บางครั้งยังอดไม่ได้จะรู้สึกเปราะบาง ไม่มั่นคง ไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่

ชอบประเด็นคนนอก โดยเฉพาะจากเรื่องเอก มีไว้เพื่อซาบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชนบท เมือง และหญิง ชาย ไม่อาจเวียนมาบรรจบกันอย่างแท้จริง จากทุกเรื่องในเล่ม เสียดายมือ น่าจะเป็นเรื่องสั้นซึ่งตรงขนบสุด แม้ตัวละครหญิงในเรื่องจะยอมรับบทบาทตัวเอง แต่ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นหญิง รักสวยรักงาม และแอบเสียดายโอกาสบางอย่าง อีกเรื่องที่น่ารักน่าชังคือ เงาะเพื่อชีวิต ที่แม้จะได้อารมณ์เบาๆ สบายๆ แต่ก็พูดถึงการปรับตัวสาวเมืองหลวงในบ้านนอกแปลกถิ่น

ระยะหลังนี้ชอบพูดถึงเอกลักษณ์ และปัจเจก เลยอดไม่ได้จะบอกว่านี่คือหนังสือซึ่งแต่ละเรื่องสั้นค่อนข้างเหมือนกัน เราไม่รู้สึกว่านี่เป็นจุดด้อย แต่ก็มีหลายคนทนงานเขียนลักษณะนี้ไม่ได้ จุดด้อยจริงๆ คือสองเรื่องสุดท้ายที่เขียนล่าสุดค่อนข้างอ่อนอย่างเห็นได้ชัด หวังว่าคงเป็นแค่การค้นหาแนวทางชั่วคราวของพี่อุรุดานะครับ

2 comments:

ดอกแก้ว said...

ชื่นชมบทวิจารณ์ของคุณมากค่ะ

อ่านไป ตบเข่าไป...

หลายฉาดทีเดียว ^^

คนเฝ้าประภาคาร said...

เห็นที่งานมหกรรมหนังสืออยู่เหมือนกัน เปิดอ่านหน่อยๆ แล้วตัดสินใจไม่ซื้อมาอ่าน ช่วงนี้กำลังบ้าความเรียง สารคดี หนังสือเก่า หนังสือแปล

ถ้าไม่ติดอะไรมาก ลองหาหนังสือบรรยายธรรม ของ พระไพศาล วิสาโล มาอ่านดูนะ เล่มนี้ก็ดี เพิ่งได้มาเมื่อวาน อ่านจบไปเมื่อคืน ชื่อ มิตรในเรือนใจ

เอาไว้ดับความพลุ่งหล่าน เวลาหงุดหงิดกับนั่นนี่ของชีวิต