
ประโยคเด็ดจาก Other People ที่เอมิสย้ำคิดย้ำทำอยู่ตลอดทั้งเรื่องคือ "เวลาคือเงินตรา...การค้าขายอย่างเดียวที่มนุษย์เราค้ากันคือการค้าเวลา" ซึ่งก็จริงของเขา ในโลกนี้ไม่มีอะไรอีกแล้วที่มีค่าไปกว่าเวลา ถ้าใครรู้จักเอาเวลามาใช้ทำมาหากิน รับรองไม่มีวันอดตาย ขนาดเงินตราเองก็ยังไม่มีค่าเท่ากับเวลาเลย เพราะ "เราสามารถประหยัดเงินได้ด้วยการจับจ่ายใช้สอย" หากถ้าเราอยู่เฉยๆ เวลาก็มีแต่จะถูกใช้ให้หมดไปวันๆ ความคิดของเอมิสตรงนี้สะท้อนประโยคเด็ดของอัลแบร์ กามูส์จาก A Happy Death ว่า "ความสุขต้องอาศัยเวลา และถ้ามีเงินตราก็สามารถซื้อเวลาได้"
นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสอีกคนที่มีอิทธิพลกับนิยายเล่มนี้ไม่แพ้กามูส์คือซาร์ต ชื่อนิยายก็มาจากวจีอมตะของซาร์ตในบทละคร No Exit "นรกคือผู้อื่น" (Hell is other people.) เคยพูดถึงบทละครเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ให้สรุปความคิดสั้นๆ มนุษย์เรานี่แหละ มีศักยภาพที่จะทรมานกันเองไม่ว่าจะจงใจ หรือโดยบริสุทธิ์ใจ ยิ่งเสียกว่าไฟนรก น้ำกรด หรือหอกหลาวใดๆ ทั้งนั้น
ตัวเอกของ Other People คือแมรี แลมป์ หญิงสาวผู้สูญเสียความทรงจำ เมื่อเปิดนิยายมา เธอเหมือนเด็กเพิ่งเกิด ผู้ไม่รับรู้ใดๆ ทั้งนั้น ไม่รู้จักอันตราย ไม่รู้จักความปลอดภัย ไม่รู้จักกระทั่งร่างกายของตัวเอง คนรอบข้างมองว่าเธอหัวทึบ คุณสมบัติเดียวของแมรีเลยคือ "ความสวยงาม" ซึ่งเป็นคุณสมบัติอันตราย ไม่ว่าแมรีจะไปแห่งหนใด เธอเหมือนเทพธิดามรณะที่นำพาความพินาศสู่คนรอบข้าง ทั้งแมรีและ “ผู้อื่น” ต่างทำร้ายกันอย่างน่าเศร้า
ทุกครั้งที่หายนะเกิดกับแมรี พรินซ์ นายตำรวจลึกลับจะปรากฎตัวขึ้นมา แมรีชิงชังพรินซ์ เพราะเธอมองเขาเป็นสัญลักษณ์ของความเจ็บปวด และล้มเหลวในชีวิตเธอ แต่ขณะเดียวกัน พรินซ์ก็เหมือนจะกุมความลับในอดีตของแมรีเอาไว้ เขาเหมือนจะรู้จักเอมี ซึ่งเป็นตัวตนของแมรี ก่อนที่เธอจะสูญเสียความทรงจำ แมรี เกรงกลัวเอมี เธอเชื่อว่าเอมีไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีนัก และยิ่งสืบสาวหาต้นตอของตัวเองเท่าไหร่ ความเชื่อนี้ก็ยิ่งฝังใจหนักขึ้นๆ
ชอบตอนจบของบทรองสุดท้ายมาก เป็นการพบปะกันระหว่างเอมี และแมรี ซาร์ต และกามูส์ เวลา และเงินตราได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในนรกที่เกิดจาก “ผู้อื่น” เสียดายที่ Other People ลากต่อไปอีกบทหนึ่ง ซึ่งจริงๆ ก็เปิ่นแปลกดี เหมือนภาพยนตร์ของเดวิด ลินซ์ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้นิยายอ่อนลงไปด้วย (อาจเป็นความจงใจของเอมิสก็ได้)
สิ่งหนึ่งที่ชอบมากในเล่มนี้คือตัวตนของ “ผู้เล่าเรื่อง” หรือ “ผม” ที่ปรากฎขึ้นมาเป็นระยะ การใส่ “ผม” ลงไปในนิยายบุรุษที่สามไม่ใช่ของง่าย ถ้าใครสักแต่ว่าทำเอากิ๋บเก๋ แล้วออกมาไม่ดี จะแลดูเสร่อมากๆ เอมิสเล่นกับการทลายกำแพงที่สี่ได้อย่างชาญฉลาด เขาไม่ใช่นักพากย์ราคาถูก ที่พยายามกลบเกลื่อนจุดอ่อนในการเล่าเรื่อง หากใช้โอกาสนี้ พูดกับคนอ่าน เพื่อเสริมเติมแต่งนิยาย (ส่วนหนึ่งเพราะช่วงแรกแมรี แลมป์ไม่มีความทรงจำด้วย ทำให้เทคนิกตรงนี้ลื่นไหลไปกับเนื้อเรื่อง) ที่ชอบมากๆ คือ “ผม” ไม่เคยบอกคนอ่านโต้งๆ ว่าตัวเองเป็นคนเขียน และจวบจบหน้าสุดท้าย “ผม” กลายเป็นตัวละครตัวหนึ่ง ที่มีเนื้อหนัง ลมหายใจ และจับต้องได้ ไม่แพ้ทั้งแมรี และเอมี
M. Amis's "Other people"
R. Davies's "A Mixture of Frailties"

ยากจังแฮะ กับการถามตัวเองว่าชอบหรือเปล่า A Mixture of Frailties นิยายเล่มสุดท้ายในไตรภาคซัลเตอร์ตัน เราชอบสองเล่มก่อนหน้านี้มาก แต่กับ A Mixture of Frailties ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันใกล้เคียงกับความเป็นโรเบิร์ตสัน เดวีส์ที่หลายต่อหลายคนรู้จัก Fifth Business นิยายที่โด่งดังสุดของแก ก็คือเล่มถัดจากเล่มนี้ไป โดย A Mixture of Frailties มีหลายอย่างคล้ายคลึงกับนิยายในไตรภาคเดปฟอร์ดมากกว่า Tempest Tost หรือ Leaven of Malice มันมีความอึมครึม และบรรยากาศชวนสะพรึงบางอย่าง
A Mixture of Frailties ว่าด้วยโมนิกา หญิงสาวยากจนในเมืองซัลเตอร์ตัน ผู้วันดีคืนดีได้รับเงินทุนมหาศาลให้ไปศึกษาต่อวิชาขับร้องในประเทศอังกฤษ นิยายทั้งเล่มนี้คือการผจญภัย และเติบโตของเธอในดินแดนแปลกถิ่น จุดนี้เองที่ A Mixture of Frailties คล้ายคลึงกับนิยายในไตรภาคเดปฟอร์ด เมืองซัลเตอร์ตันเป็นพื้นหลังของตัวละครมากกว่าสถานที่เกิดเหตุการณ์ในเรื่อง รวมไปถึงความเป็นนิยายชีวประวัติของมัน ซึ่งแตกต่างจากเล่มอื่นๆ ในไตรภาคซัลเตอร์ตัน
ชื่อนิยาย “ส่วนผสมของข้อเสียหาย” น่าจะหมายถึงความเป็นศิลปินที่ต้องมีนิสัยเสียบางอย่างอยู่ในตัว สิ่งที่โมนิกาเรียนรู้ในลอนดอนไม่ใช่เพียงเทคนิกการใช้เสียง วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ดนตรี แต่รวมไปถึงข้อเสียหาย และสิ่งเลวร้ายในตัวศิลปินผู้เป็นอาจารย์ และผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่รอบกายเธอ รวมไปถึงการยอมรับข้อเสียของตัวเองด้วย ขณะเดียวกัน “ส่วนผสมของข้อเสียหาย” ก็เป็นสิ่งที่เดวีส์ต้องการบอกคนอ่านว่า ในตัวมนุษย์เราทุกคนมีข้อเสีย บางครั้งก็ต้องแกล้งปิดตา มองข้ามข้อเสียหายเหล่านั้น เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า
เรายอมรับบทเรียนตรงนี้ได้นะ และนั่นก็เป็นบางอย่างที่สรุปได้จากนิยายสองเล่มก่อนหน้านั้น ผิดแต่ข้อเสียของตัวละครใน A Mixture of Frailties อาจเป็นบางอย่างที่เรารับไม่ได้ เรารับได้กับความหยิ่งยะโสของตัวละครใน Tempest Tost และ Leaven of Malice แต่เรารับไม่ได้กับความโง่งายงมของหลายตัวละครในเล่มนี้ รวมไปถึงตัวโมนิกาเองด้วย โมนิกามีพื้นหลังมาจากครอบครัวที่ยากจน และคลั่งศาสนา และสุดท้ายแม่ของเธอก็จบชีวิตเพราะความงมงายดังกล่าว นั่นคือสิ่งที่เราควรจะมองข้ามไปให้ได้อย่างนั้นหรือ
หลังจากอ่านนิยายของเดวีส์มาแล้วเจ็ดเล่ม ยากยิ่งนักที่จะบอกว่าเดวีส์เชื่อ หรือไม่เชื่ออะไรบ้างที่เขาเขียน A Mixture of Frailties พูดถึงปรัชญาศิลปะแบบต่างๆ บางข้อก็ขัดแย้งกันเอง ไม่นับว่ามันขัดแย้งกับเล่มอื่นๆ ที่เดวีส์เคยเขียนไว้ และจะเขียนต่อไปในอนาคตบ้างหรือเปล่า ตรงนี้กระมังที่ทำให้ A Mixture of Frailties เป็นนิยายที่สลับซับซ้อน และตัวโรเบิร์ตสัน เดวีส์ เป็นนักเขียนที่มีอะไรให้น่าค้นหาอยู่ตลอดเวลา
G. Flaubert's "Madame Bovary"

โอ้ คนฝรั่งเศส!
Madame Bovary ทำให้เรานึกถึงพวกวรรณกรรมฝรั่งเศสที่เคยอ่านสมัยยังเป็นนักเรียน เพราะมันช่างเป็นนิยายที่ฝรั่งเศ๊ส ฝรั่งเศสอะไรจะปานนี้ อ่านแล้วก็ถึงบางอ้อเลยว่าทำไม ขณะที่เราคุ้นเคยกับวรรณกรรมอังกฤษ เยอรมัน อิตาลี รัสเซีย หรือกระทั่งยุโรปชาติอื่นๆ วรรณกรรมฝรั่งเศสเป็นบางอย่างที่เราไม่ค่อยแตะต้อง ถ้าให้จำกัดความกันแบบ stereotype สุดๆ วรรณกรรมฝรั่งเศสจะวนเวียนอยู่กับเรื่อง "รักใคร่" และ "ศีลธรรม" พลอตสุดฮิตคือเรื่องการนอกใจสามี หรือภรรยา โดยมุ่งประเด็นไปที่ทางเลือกของตัวละครระหว่าง "รักใคร่" และ "ศีลธรรม" ตั้งแต่ The Princess of Cleves จนถึง Dangerous Liaisons โดยต่างผู้เขียน ต่างยุคสมัยก็สนับสนุนทางเลือกที่ต่างกันไป
ขณะที่วรรณกรรมอังกฤษจะผูกเรื่องโดยเอาประเด็นเงินๆ ทองๆ มาเป็นเงื่อนไข (สมกับเป็นประเทศแห่งอดัม สมิธ บิดาแห่งระบบทุนนิยม) คนฝรั่งเศสดูจะรำคาญเรื่องเงินๆ ทองๆ อยู่ไม่น้อย ถ้าไม่แกล้งทำลืมๆ หรือไม่กล่าวถึงเสียเลย ก็จะมีทีท่าเช่นเดียวกับฟลอเบิร์ตใน Madame Bovary คือจงใจให้มันวุ่นวาย สับสน และน่ารำคาญ ทั้งที่เอาเข้าจริง ประเด็นเงินทองนี่แหละเป็นประเด็นหลักของ Madame Bovary ไม่แพ้เรื่องรักใคร่เลย สิ่งที่ผลักดันตัวละครไปสู่จุดไคลแม็กของเรื่องก็คือเงินทอง ไม่ใช่ความรัก
สังเกตว่าวรรณกรรมอังกฤษจะเน้นการโต้ตอบกันระหว่างตัวละคร วรรณกรรมเยอรมันเน้นปรัชญา โดยมีตัวละครเป็นกระบอกเสียง ส่วนวรรณกรรมฝรั่งเศสจะเน้นที่ความคิด และการเติบโตของตัวละคร มีบางอย่างคล้ายคลึงกับงานเขียนแนวชีวประวัติ อย่าง Madame Bovary ก็เป็นชีวิตของนางเอมมา โบวารี นี่แหละ ฟลอเบิร์ตบอกที่มาที่ไป ให้เรารู้ว่าทำไมเธอถึงเป็นตัวละครอย่างที่เธอเป็น ทำไมเธอถึงนอกใจสามี ทำไมเธอถึงใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ค่อยแปลกใจเลยว่าทำไมนักอัตถิภาวนิยมในศตวรรษที่ 20 ถึงมักเป็นคนฝรั่งเศส
และจากที่กล่าวมาข้างต้น ก็ไม่แปลกใจอีกเช่นกัน ทำไมวรรณกรรมฝรั่งเศสถึงไม่ค่อยโดนจริตเรา
จริงๆ ก็ไม่ค่อยอยากใช้ Madame Bovary เป็นตัวตายตัวแทนของวรรณกรรมฝรั่งเศสทั้งหมดหรอก นี่เป็นนิยายน่าอ่าน และมีอะไรให้ขบคิดมากมาย หลายคนชอบเปรียบเทียบเอมมา โบวารี กับดอน คิโฮเต้ ซึ่งก็เป็นการเปรียบเทียบที่ไม่เลวนัก ทั้งคู่ชอบอ่านหนังสือ เป็นนักฝัน หลงอยู่ในโลกลวงตา และสุดท้ายชีวิตก็ถูกทำลายอันเนื่องมาจากว่าโลกแห่งความจริง ไม่ได้เป็นเช่นเดียวกับโลกในนิยายแล้ว โศกนาฏกรรมของพวกเขาคือการใช้ชีวิตในโลกที่ปราศจากทางเลือก และการผจญภัย ขณะที่ดอน คิโฮเต้หลอกตัวเอง มองกังหันลมเป้นมังกร เอมมา โบวารี หนีเข้าไปในเพศสัมพันธ์ และใช้การคบชู้สู่ชายเป็นทางออกของชีวิตเธอ
R. Davies's "Leaven of Malice"

เพิ่งค้นพบข้อมูลน่าสนใจ ปรากฎว่าไตรภาคซัลเตอร์ตันนี้เป็นไตรภาคแรกของโรเบิร์ดสัน เดวีส์ เท่ากับว่า Tempest Tost ก็เป็นนิยายเล่มแรกของเดวีส์เช่นกัน สารภาพว่าแปลกใจมาก Fifth Business ดูมีความเป็นนิยายเล่มแรกมากกว่าเป็นไหนๆ มันบรรจุความพลุ่งพล่านของนักเขียนหน้าใหม่ไฟแรง ขณะที่ Tempest Tost ดูเป็นนิยายเบาสมองของผู้ใหญ่ที่พึงพอใจกับสถานภาพชีวิตตัวเองแล้ว (ประกอบกับการที่ Fifth Business และไตรภาคเดปฟอร์ดคือชุดนิยายที่โด่งดังสุดของเดวีส์ด้วย ตรงนี้ยิ่งทำให้เราไขว้เขวเข้าไปใหญ่)
Leaven of Malice คือภาคต่อจาก Tempest Tost เช่นเดียวกัน เหตุเกิดในซัลเตอร์ตัน เมืองชนบทของประเทศแคนาดา ความแตกต่างประการหนึ่งระหว่างไตรภาคซัลเตอร์ตัน และไตรภาคเดปฟอร์ดคือ ขณะที่แต่ละเล่มของไตรภาคเดปฟอร์ดสามารถอ่านแยกๆ กันได้ ระหว่าง Leaven of Malice และ Tempest Tost เกี่ยวเนื่องกันอย่างชัดเจนกว่า ถ้าอ่านสลับลำดับกัน อาจไม่ได้อรรถรสเท่าที่ควร
เช่นเดียวกับภาคก่อนของมัน นี่ก็ยังเป็นนิยายเบาสมอง ที่วกวนอยู่กับความหยิ่งยะโสในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เหตุเกิดจากอยู่ดีๆ มีมือมืดไปลงประกาศในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่าหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังจะแต่งงานกัน ปรากฎว่าเป็นเรื่องโอละพ่อ ตัวหนุ่มสาวทั้งคู่ ซอลลี และเพิร์ลแทบไม่เคยพูดจากันด้วยซ้ำ เรื่องตลกแบบนี้คงจบลงได้ง่ายๆ ถ้าเหตุไม่ได้เกิดมาจากศักดิ์ศรีของบรรดา “ผู้ยิ่งใหญ่” ที่ต้องการปกปักเกียรติยศจอมปลอมของตัวเอง ไปๆ มาๆ ศักดิ์ศรีกลับกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งรักษาเท่าไหร่ ก็ยิ่งสูญเสียไปง่ายดายเท่านั้น
ถ้า Tempest Tost พูดถึงคณะละครท้องถิ่น Leaven of Malice ก็เกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ริดลีย์ หนึ่งในตัวเอกของนิยายเป็นบรรณาธิการใหญ่ของหนังสือพิมพ์ซึ่งลงประกาศดังกล่าว เขาต้องทำสงครามกับผู้คนรอบข้าง ทั้งทางด้านกฎหมาย และสังคม เพื่อปกป้องหน้าที่การงานของตัวเอง และอิสรภาพของสื่อมวลชน มีหลายบทความใน Leaven of Malice ที่สะท้อนความคิดเรื่องสื่อได้เป็นอย่างดี
อ่านนิยายเรื่องนี้จบแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า นิยายแบบนี้สามารถมาเซ็ตในประเทศไทยได้ไหม ชนบทของไทยจะเป็นอย่างชนบทในแคนาดาได้หรือเปล่า ถ้าพูดถึงธรรมชาติของมนุษย์ ท้ายสุดความหยิ่งยะโสก็น่าจะเป็นพื้นฐานของทุกวัฒนธรรม ทุกภาษา ถ้าเรา และคนรอบข้างอาศัยอยู่ในสถานที่หนึ่งมาแทบทั้งชีวิต ต่อให้เป็นนางมี นายมา ไม่มีการศึกษา หรือเงินทอง แต่มันจะไม่เกิดศักดิ์ศรีในตัวเองบ้างหรืออย่างไร แล้วทำไมนักวรรณกรรมชนบทในเมืองไทยถึงชอบวาดภาพคนชนบทออกมาซื่อ โง่ จน เจ็บ จำยอมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด คนเมืองหลวง หรือนักการเมืองร่ำไป
เขียนกันแต่นิยายแบบนี้นี่ไม่ยุติธรรมกับทั้งชาวชนบท และชาวกรุงหรอกนะ...จะบอกให้...
"ธ์ส"

อยู่ฮัมบูรก์มาจะสองอาทิตย์แล้ว เพิ่งรู้สึกคิดถึงบ้าน และ lost in translation หนักๆ เอาก็วันนี้แหละ เหตุเกิดมาจากนั่งรถไฟใต้ดินผ่านสถานีหนึ่ง มีป้ายโฆษณาโรงเรียนสอนภาษาเอเชีย ซึ่งสอนตั้งแต่ญี่ปุ่น จีน เกาหลี มาเลย์ อินเดีย รวมไปถึงภาษาไทย ซึ่งคนเยอรมันเรียกว่า “Thailandisch” ป้ายโฆษณาเป็นรูปผู้หญิงเอเชียยิ้มแย้มแจ่มใส มีตัวอักษรภาษาเอเชียต่างๆ เขียนทับบนป้าย แลดูเสร่อตา เราเห็นตัวจีนที่แปลว่า “ไม้” และตัว “มุ” ในภาษาญี่ปุ่น
ด้วยความเคยชิน และกระหายอะไรที่คุ้นเคย ขณะที่กำลังกวาดสายตาหาอักษรไทย เราก็ไปสะดุดเอาคำนี้
“ธ์ส”
ความคิดแรกที่ผุดในสมองเราคือ “นี่มันเหี้ยอะไรเนี่ย” ธ์ส!!!!!!!!???????? อักษรไทยมีตั้งสี่สิบสี่ตัว จะหาตัวเดี่ยวๆ เท่ห์ๆ สักตัวมาใส่บนป้ายไม่ได้หรือไง ต่อให้ต้องผสมเป็นคำ เอาเป็นคำที่มันมีความหมายไม่ได้หรือไง หรือถ้าจะมั่วขึ้นมาจริงๆ อย่างน้อยเอาที่มันอ่านหน่อยได้ไหมวะ ธ์ส!!!!!????? ไม่รู้จะอ่านออกเสียงยังไงดี สอ ซึ ทด ทอส หรือ ทอส์ ที่สำคัญ ตกลงไอ้โรงเรียนสอนภาษาตะบักตะบวยอะไรนี่มันสามารถสอนภาษาไทยได้จริงหรือเปล่า ไม์ไช์ส์อนออ์กมาแล์วนัก์เรีย์นเข์ยนภาษาไท์ยแบบ์น์ห์มดน์ะมึง์!!!!!
ธ์ส….ทั้งขำก็ขำ ทั้งคิดถึงบ้านก็คิดถึงบ้าน
R. Davies's "Tempest Tost"

หลังจากฟัดกับจอยซ์มาเกือบสองสัปดาห์เต็ม มีความสุขจังเลยที่ได้อ่านอะไรที่เราคุ้นเคยอย่าง Tempest Tost นิยายเล่มสุดท้ายของเดวีส์ที่เราอ่านคือ The Rebel Angels ซึ่งเป็นเล่มแรกในไตรภาคคอร์นิช ต้องบอกก่อนว่า Tempest Tost ไม่ได้อยู่ในไตรภาคคอร์นิช แต่เป็นเล่มแรกของอีกไตรภาคหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวพันกับเมืองชนบทในประเทศแคนาดา ชื่อซัลเตอร์ตัน
ถ้าเทียบกับ The Rebel Angels หรือ Fifth Business ซึ่งเป็นเล่มแรกในไตรภาคเดปฟอร์ด Tempest Tost เป็นนิยายที่เบาโหวงกว่ามาก ไม่มีตัวละครตัวไหนตาย หรือเสียสติ (แค่เกือบ)ไม่มีเวทมนต์คาถา (นัก) เป็นเรื่องเบาๆ ของนักแสดงละครมือสมัครเล่นในเมืองซัลเตอร์ตันที่ดัดแปลงบทละครอมตะของเชคสเปียร์ The Tempest มาเป็นละครกลางแจ้ง เรื่องส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวพันกับการตกหลุมรัก และปีนหลุมรักในคณะละครเล็กๆ นี้
ก็สมชื่อนิยาย และบทละคร นี่คือเรื่องราวของความรัก ความรักประเภทต่างๆ โดยมีผู้ชายสามคนแย่งผู้หญิงคนเดียวกัน ทั้งสามได้แก่ซอลลี ลูกแหง่ที่ต้องคอยดูแลแม่จอมบงการ โรเจอร์ ทหารหนุ่มเจ้าชู้ ผู้ผ่านสตรีมามากมาย และเฮกเตอร์ อาจารย์คณิตศาสตร์อายุสี่สิบกว่าแล้ว แต่เพิ่งจะเคยถูกความรักโจมตีหนักๆ ก็หนนี้เป็นครั้งแรก ผู้หญิงที่ทั้งสามหมายปองคือกริซเซลดา ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรเลย ประเด็นหนึ่งซึ่งเดวีส์เหมือนต้องการจะบอกคนอ่านก็คือ บางทีความรักมันไม่ได้ขึ้นกับวัตถุที่เรารักหรอก ดังนั้นจึงเป็นสิ่งง่ายมากๆ ที่ใครจะหลอกตัวเองว่าเรากำลังหลงรักใคร
เฮกเตอร์เหมือนจะเป็นตัวละครที่โดน “สั่งสอน” หนักสุดในเล่ม พระเจ้าของเฮกเตอร์คือ “สามัญสำนึก” เขาเป็นผู้ชายที่ใช้สามัญสำนึก เพื่อต่อสู้ ให้ได้มาซึ่งหลายอย่างในชีวิต แต่แน่นอนว่าในโลกเวทมนต์คาถาของเดวีส์ สามัญสำนึกคือสิ่งแรกที่จะต้องโยนทิ้ง ท้ายสุดแล้วคนอ่านอย่างเราก็อดสงสารเขาไม่ได้
นอกจากตัวละครสี่ตัวที่กล่าวมา ยังมีความรักแบบอื่นๆ อีก รวมไปถึงความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกด้วย ซึ่งเล่นบทบาทสำคัญในนิยาย มีตัวละครไม่น้อยเลยที่อยู่ในสภาพ "พ่อแม่รังแกฉัน"
เดวีส์เขียนนิยายเล่มนี้ได้อย่างรุ่มรวยอารมณ์ขัน เขาต้องการจิกกัดวัฒนธรรมชนบทของแคนาดา ที่ทุกคนต่างเทิดทูนบูชาเปลือกนอก คนที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก พออยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ กลับกลายเป็นมหาเศรษฐี และต้องปฏิบัติตัวตามความคาดหวังของสังคม เช่นเดียวกัน ศาสตราจารย์บ้านนอก ซึ่งอาจไม่ได้ชาญฉลาดอะไรนัก พอมาอยู่เมืองแห่งนี้ ก็สามารถอวดรู้อวดฉลาดได้ ผู้คนต่างภาคภูมิใจ และถือดีไปกับความต้อยต่ำของตัวเอง แต่นี่กระมังคือเสน่ห์ที่ทำให้คนอ่านอดหลงรักพวกเขาไม่ได้
"ผมก็ไม่รู้จักเธอเหมือนกัน ที่แห่งนี้ เราต่างเป็นคนแปลกหน้า"

วันนี้ไปชมงานแสดงภาพวาดระบายสีของเอดเวิร์ด ฮอปเปอร์มาครับ ตลกใจอยู่เหมือนกันที่ฮอปเปอร์เป็นศิลปินชาวอเมริกันแท้ๆ แต่เราต้องมาชมงานเขาถึงที่ฮัมบูรก์ ล่าสุดถ้าใครได้ดูการ์ตูนเรื่อง Bolt งาน art direction ในการ์ตูนเรื่องนั้นก็ได้อิทธิพลจากภาพวาดของฮอปเปอร์นี่เอง
เรารู้จักงานของฮอปเปอร์ครั้งแรกจากละครเวทีเรื่อง Nighthawk ซึ่งสร้างมาจากภาพวาดที่โด่งดังสุดของเขา เป็นละครที่ล้มเหลวตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มเล่นกันเลยทีเดียว ถามว่าทำไมถึงล้มเหลว ลองพิจารณารูปที่เรายกตัวอย่างมาข้างบน มองมันนานๆ มองให้เห็นถึงความสวยงาม และความเปลี่ยวเหงา แล้วจินตนาการดูว่า เกิดสามคนที่อยู่ในรูปนี้เป็นนักแสดงบทเวที และสิ่งแรกที่แม่สาวผมทองทำคือวางหนังสือลง เดินไปจิ๊จ๊ะๆ กับหญิงวัยกลางในชุดสีแดง จบ จบทันที
เราขอจำกัดนิยามภาพวาดของฮอปเปอร์ว่าเป็น "ผลงานของคนแปลกหน้า" ผู้คนที่ปรากฎในภาพต่างเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน เสน่ห์ของผลงานจึงอยู่ตรง ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลให้ต้องมาใช้เวลานั่งเบื่อในห้องลอบบี้ของโรงแรม ถ้าเกิดว่าทั้งสามรู้จักกัน ความแปลกหน้าก็ถูกทำลาย และเสน่ห์ของภาพก็หายไปเท่านั้น
ฮอปเปอร์เป็นศิลปินอเมริกันซึ่งโด่งดังในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ยุคเดียวกับที่อาเธอร์ มิลเลอร์ เขียน Death of the Saleman เป็นยุคที่ความฝันแบบอเมริกันมาได้ด้วยการเดินทาง ข้างบนนี่คือภาพวาดตัวเองของฮอปเปอร์ที่เราชอบมาก ไม่ว่าจะเป็นสีหน้า การแต่งตัว หรือฉากหลัง บ่งบอกให้รู้ว่าคนคนนี้กำลังจะไปที่ไหนสักแห่ง น่าจะเป็นการเดินทางไกลด้วย และนี่เป็นการมองมาทางพวกเราครั้งสุดท้าย ในชีวิตจริง ฮอปเปอร์เดินทางไปทั่วประเทศอเมริกาเพื่อสำรวจ หาสถานที่ใหม่ๆ มาบรรจุลงผืนผ้าใบ (และเพราะมี "การเดินทาง" เป็นธีมนี่ละมั้ง เขาถึงเหมาะเป็นแรงบันดาลใจให้ Bolt เรื่องของน้องหมาที่ถูกแยกจากเจ้าของ)
ภาพวาดของฮอปเปอร์จึงเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกหน้า และแปลกถิ่น ไม่ว่าจะเป็นระหว่างตัวศิลปินเอง กับสิ่งที่เขาวาด หรือกับผู้ชมที่มองภาพ ในภาพวาดทั่วไป ผู้ชมรู้สึกได้ถึงสายสัมพันธ์ระหว่างตัวศิลปิน และผู้ถูกวาด ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีแหละ เพราะภาพวาดไม่ใช่ภาพถ่ายที่กดฉับๆ แล้วจะมีรูปออกมาได้ บางทีก็ต้องยืนโพส นั่งโพส หรือแก้ผ้ากันเป็นวัน สิ่งเหล่านี้ไม่ปรากฎในผืนผ้าใบของฮอปเปอร์
ภาพข้างบนคือที่เราชอบสุดของวันนี้ สังเกตว่าตัวผู้หญิงเสื้อแดงไม่แม้แต่ออกมายืนบนระเบียง เธอหลบอยู่หลังประตู เหมือนจะบอกว่า เธอเองก็ไม่ไว้วางใจศิลปิน ซึ่งน่าจะเป็นคนแปลกหน้าที่ผ่านเข้ามาชั่ววูบ ทุ่งหญ้าลู่ลมไหวสีเหลืองจางๆ ที่อยู่เบื้องหลัง ชักชวนให้เรารู้สึกเหมือนนกไร้รังที่ต้องย่ำเท้าต่อไปเรื่อยๆ ตามถนนไม่มีสิ้นสุด
รูปเหงาๆ ของฮอปเปอร์เหมาะกับคนไกลบ้านอย่างเรามากๆ แต่ขณะเดียวกัน ระหว่างที่ชมก็รู้สึกอุ่นใจบางอย่าง เหมือนมีมือใหญ่ๆ มาตบบนบ่า พอหันไปมอง ฮอปเปอร์ยิ้มให้เราแล้วพูดว่า "I don't know her either. We're both strangers here."
