พญาอินทรี (จรัญ ยั่งยืน)


ถ้าใครติดตามข่าวสารวรรณกรรม คงจำได้กรณีนักการเมืองแทรกแซงคำตัดสินรางวัลพานแว่นฟ้าเมื่อปีสองปีก่อน เป็นเหตุให้เรื่องสั้นสาม สี่เรื่องถูกลิดรอนสิทธิได้รับรางวัลชนะเลิศ บัดนี้เรื่องสั้นเหล่านั้นทยอยสู่สายตาประชาชน เมื่อเราได้อ่านก็ยังไม่เก็ตว่า “อะไรกันนักกันหนา” ก็แค่เรื่องสั้นการเมืองธรรมด๊าธรรมดา ด่านักการเมืองแบบที่คนไทยชอบด่ามาทุกยุคทุกสมัย ไม่เห็นจะมีความแปลกใหม่ หรือมีพิษมีภัยอย่างที่ผู้ใหญ่ต้องออกมาเต้นเร้าๆ คนระดับนั้นอุตส่าห์ชนะเลือกตั้งมาน่าจะมีสติปัญญาพอรู้ทำแบบนี้ไม่เกิดโภคผลใดๆ รังแต่สังคมจะรุมด่า ถ้าจะมีใครวินก็ตัวนักเขียนต่างหากที่ได้กลายเป็น “พระเอก” ในสายตาสื่ออยู่พักใหญ่

พญาอินทรี คือหนึ่งในเรื่องสั้นที่ถูกตัดสิทธิ ถือเป็นเรื่องสั้นที่ดีเลยล่ะ หนักแน่น ตรงไปตรงมาจริงใจกับสิ่งที่พยายามบอกคนอ่าน แม้เราจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ที่ “รู้ๆ กันอยู่” เท่าที่จำได้เหตุผลของผู้ใหญ่คือเสนอภาพรัฐมนตรีถ่อยเกินจริง ประมาณใช้คำหยาบพูดเปรียบเทียบนักข่าวว่าเป็นหนอนชอนไชอาจม เป็นเหตุผลที่ฟังแล้วขำ ยังกับว่ารัฐมนตรีกี่ยุคกี่สมัยของประเทศนี้พูดคำหยาบกันไม่เป็นอย่างนั้นแหละ

เราไม่ได้ติดตามพานแว่นฟ้ามาพักใหญ่แล้ว รู้สึกว่าคนไทยเขียนเรื่องสั้นการเมืองไม่ค่อยเป็น ยังขาดความเข้าใจการเมืองอย่างถ่องแท้ คนที่เข้าใจจริงก็ดันไม่มาเป็นนักเขียนเสียนี่ รู้สึกว่าพานแว่นฟ้าปีนี้ก็เงียบๆ แจกรางวัลกันไปใต้น้ำตามระเบียบรัฐบาลปฏิวัติ ในแง่หนึ่งก็ดีเหมือนกัน เพราะไม่อยากให้คนลุกขึ้นมาเขียนเรื่องโฉ่งฉ่างกะหวังถูกหวยวรรณกรรมแบบปีก่อน

เลิกพูดเรื่องนี้ดีกว่า จริงๆ แล้วเราค่อนข้างชอบรวมเรื่องสั้น พญาอินทรี เลย ทั้งที่หลายเรื่องเป็นมุมมองแบบดำขาวแบบที่เราไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ส่วนนี้ถูกทดแทนด้วยความซื่อ จริงใจ อย่าง เวลากับความหวัง กาเหว่า ก็เป็นเรื่องง่ายๆ หวานๆ โดยเฉพาะเรื่องหลังไม่เสียพะยี่ห้อรางวัลชนะเลิศชีวจริยธรรม เพื่อนยามวิกาล เราเคยอ่านอีกเวอชั่นหนึ่งซึ่งลงมติชนรายสัปดาห์ รู้สึกว่าเวอชั่นนี้จะลงตัวกว่า

ถ้าจะติโดยรวมต้องบอกว่ามันมีอัตราส่วนความเป็นเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์เยอะเกินไป เอาเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์สามสี่เรื่องมารวมเล่มกับเรื่องสั้นสะท้อนสังคมแบบนี้เหมือนกินกาแฟใส่น้ำมะนาวยังไงพิกล

No comments: