ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร (ทินกร หุตางกูร)


ความรักเป็นเรื่องของอารมณ์ แต่การเมืองเป็นเรื่องเหตุและผล ไม่ควรอย่างยิ่งจะจับสองสิ่งนี้มาปะปนกัน ไม่ว่าจะในชีวิตจริง หรือบนหน้ากระดาษ

ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร คือหนังสือที่ทำให้เราหลงใหล และฉุนเฉียวคุณทินกรไปพร้อมๆ กัน เราหลงใหลอารมณ์รักอันละมุนละไม แต่เมื่อใดที่คุณทินกรพยายามเอาอารมณ์ดังกล่าวไปใช้กับการเมือง อ่านแล้วแทบอาเจียน

ขึ้นชื่อว่าอารมณ์ก็บอกอยู่แล้วเป็นการมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงด้านใด เพราะเหตุนี้มันถึงได้เหมาะกับความรัก ไม่มีรักใดงดงามอย่างแท้จริง หากเรามองมันอย่างลึกซึ้ง ละเอียดทุกแง่ทุกมุม ทัชมาฮาล ลมและทราย และ แมวกับหุ่นยนต์ เล่าเรื่องราวสัมพันธ์แสนอ่อนหวานระหว่างเด็กหนุ่ม และเด็กหญิง รักที่เป็นไปไม่ได้ รักที่ผ่านพ้น รักที่สมหวัง ไม่ต้องมาคิดเล็กคิดน้อย ตั้งคำถามเลยว่าเหมาะสมไหม แก่แดดเกินวัยไปหรือเปล่า (คู่พระคู่นางแทบทุกคู่ในหนังสือเล่มนี้อายุไม่เกินยี่สิบ) ไม่อย่างนั้นก็ “เสียมู้ด” กันพอดี

ขณะเดียวกัน จะเอาวิธีนี้มาใช้กับการเมืองไม่ได้ การเมืองคือเหตุและผล คือการมองสองด้าน หลักการประชาธิปไตยถึงบอกให้เรารับฟังเสียงข้างน้อยด้วย ขณะที่อ่าน ฟ้าไร้ดาว และ หิมะกลางแดด รู้สึกเหมือนถูกมัดมือชก ถ้าผู้เขียนตัดสินไปเรียบร้อยแล้วว่าไม่ชอบคุณทักษิณ อเมริกา ทุนนิยม แล้วก็เอาอารมณ์มาใส่ความไม่ชอบตรงนั้น สิ่งที่ได้ไม่ใช่การเมือง แต่เป็นการปลุกระดม โฆษณาชวนเชื่อ ไม่ต่างอะไรจากผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติกระทำไว้เมื่อปี สองปีที่แล้ว

ประธานาธิบดีอเมริกาคนหนึ่งเคยกล่าวว่า เคล็ดลับความสำเร็จอยู่ที่การค้นหาสิ่งที่ตัวเองถนัดแล้วกระทำสิ่งนั้น ถ้าเทียบกับ คนไต่ลวดบนดาวสีฟ้า ส่วนหนึ่งของ ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร คือผลลัพธ์จากคำกล่าวที่ว่า คุณทินกรค้นพบความถนัดของตัวเองในการเล่าเรื่องรักระหว่างหนุ่มสาว อย่างน้อยองค์ประกอบนี้ผู้เขียนทำออกมาได้งดงามในแทบทุกเรื่อง ขณะเดียวกันมันก็มีความไม่ถนัดตามมาด้วย ในรูปแบบของการเมือง

เฝ้ารอวันที่คุณทินกรจะค้นพบตัวเอง (อีกครั้ง) ครับ

2 comments:

คนเดิมๆที่ยังคิดถึงเธอเสมอ said...

ได้ข่าวว่า ความรัก กับ การเมือง
ก็เคยชนกันจังๆในนิยายของใครซักคนแถวนี้เหมือนกันนะ

เอ๊ะ หรือจำผิด

grappa said...

เห็นด้วยว่า ทินกรเขียนถึงความรักได้งดงามดี
ดูเป็นความรักในอุดมคติของหนุ่มสาว

แล้วก็เห็นด้วยอีกว่าประชาธิปไตยคือการเฝ้าระวังเสียงข้างน้อยด้วย

แต่อย่างไรก็ตามคิดว่านักเขียนมีสิทธิ์ในการ "เลือกข้าง"ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

คิดว่าคนอ่านมีวิจารณญาณในการอ่านอยู่แล้ว ( ประโยคนี้คลีเช่มาก ):-)