C.G. Jung's "Modern Man in Search of a Soul"


ได้ยินชื่อยุงมานาน ในฐานะหนึ่งในสามบิดาแห่งจิตวิเคราะห์ อันประกอบไปด้วยฟรอยด์ แอดเลอร์ และตัวเขา เหตุที่เราไม่เคยอ่านผลงานของหมอ บวกกับในสามบิดา ยุงไม่ใช่คนที่ใครๆ ต้องรู้จัก ทำให้เรามีความเชื่อว่าเขาคือ "ของจริง"

ด้วยเหตุนี้ ความรู้สึกรวมๆ จากการอ่าน Modern Man in Search of a Soul ก็คือ "ผิดหวัง"

Modern Man in Search of a Soul ทำให้เราชื่นชมฟรอยด์ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง และไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผลงานของแกถึงถูกนักจิตวิเคราะห์ นักปรัชญา และนักอะไรต่อมิอะไรหยิบยกมาอ้างอิงบ่อยๆ (ตั้งแต่อัลทัสเซอร์ เดริดา เลวีเสตราส์ จนถึงลาคาน เท่าที่เคยอ่านมา คงมีแต่โรเบิร์ดสัน เดวีส์เท่านั้นที่นิยมชมชอบยุง มากกว่าฟรอยด์)

ไม่ใช่ว่า Modern Man in Search of a Soul ไม่ดี แต่นอกเหนือจากในกรอบความเป็นจิตวิเคราะห์ เราก็มองไม่ค่อยเห็น ว่าจะดัดแปลงแนวคิดของหมอเอามาใช้กับเรื่องอื่นอย่างไร ในทางตรงกันข้าม ความเป็นนามธรรมของฟรอยด์เอื้อให้ปรับเปลี่ยนมาใช้ในศาสตร์แขนงต่างๆ (อัลทัสเซอร์เคยเขียนไว้ว่าฟรอยด์คือผู้บุกเบิกจิตวิเคราะห์ขนานแท้ กระทั่ง "ภาษา" ที่แกใช้ ยังต้องหยิบยืมมาจากวิชาแขนงอื่นเช่น ปรัชญา ภาษาศาสตร์ ชีววิทยา และกระทั่งกลศาสตร์ความร้อน)

แต่ก็แน่นอนว่าถ้าใครสนใจจิตวิเคราะห์จริงๆ Modern Man in Search of a Soul คือหนังสือที่ไม่ควรพลาด ความคิดของยุงที่ต้องตาต้องใจเราสุด (และอดเสียดายไม่ได้ว่าถ้าฟรอยด์เป็นเจ้าของความคิดนี้ แกจะถ่ายทอดมันออกมาได้น่าสนใจสักเพียงไหน) คือความสัมพันธ์ระหว่างหมอและคนไข้ ยุงไม่ได้มองคนไข้ว่าเป็น "วัตถุ" ให้หมอเฝ้าสังเกตอาการได้ โดยไม่ส่งผลกระทบใดๆ ทันทีที่คนไข้ก้าวเข้ามาในห้องรักษา ต่อให้หมอเป็นฝ่ายรับฟังปัญหา โดยไม่พูด หรือให้คำแนะนำอะไรเลย แต่อย่างช้าๆ "ความสัมพันธ์" (หรือการ "ไม่มีความสัมพันธ์") ระหว่างหมอ และคนไข้ จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง และส่งผลกระทบต่อคนทั้งคู่ (คล้ายๆ กับหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์กในวิชาฟิสิกส์ กล่าวคือผู้สังเกต และวัตถุที่ถูกสังเกตเป็นส่วนหนึ่งซึ่งกันและกัน) ด้วยเหตุนี้ ยุงถึงบอกว่า ในการตีความความฝันของคนไข้ เฉพาะความฝันแรกๆ ก่อนคนไข้จะรู้จักหมอเท่านั้น ที่สามารถส่องให้เห็นจิตใต้สำนึกของผู้ป่วยได้ และถ้าคนไข้อยู่ภายใต้การรักษากับหมอคนเดียวนานๆ การรักษานั้นจะไม่เป็นผลอีกต่อไป สัมพันธ์ระหว่างหมอ และคนไข้นี้คือที่มาของนิยาย Manticore โดยเดวีส์นั่นเอง (เคยเขียนถึงไว้แล้วในบลอคเก่าๆ )

No comments: