M. Atwood's "The Blind Assassin"


โดยเนื้อแท้ของมันแล้ว The Blind Assassin เหมือนกับ Surfacing และ The Handmaid's Tale นิยายสองเล่มก่อนของแอตวูดที่เราเคยอ่านมาก ถึงแม้มันจะมีการเล่าเรื่องที่ทะเยอทะยานกว่า ยาวกว่า แต่สุดท้าย ก็ยังคงเป็นนิยายของผู้หญิงที่ถูกผู้ชายรังแก ไอริช และลอรา เป็นสองพี่น้อง ลูกสาวเจ้าของโรงงาน และธุรกิจขายกระดุม ระหว่างสงครามโลก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ พ่อของไอริช ทำสัญญายกลูกสาวให้กับริชาร์ด เจ้าของบริษัทคู่แข่ง ชีวิตของไอริช ลอรา ริชาร์ด และพี่สาว คือวินนิเฟรด พัวพันกัน เต็มไปด้วยการทำลายล้าง โกหก เจ็บปวด และแก้แค้น

ตัวละครสำคัญอีกตัวคืออเลก เป็นหนุ่มหัวก้าวหน้าที่รู้จักกับไอริช และลอรา ตั้งแต่ทั้งสองยังเป็นเด็ก เขาเข้าร่วมรบในสงครามปลดปล่อยสเปน และต่อมาก็สงครามโลกครั้งที่ 2 ความสัมพันธ์ระหว่างอเลก และสองพี่น้องคลุมเครือตลอตทั้งนิยาย โดยความสัมพันธ์ตรงนี้ถูกนำเสนอผ่านนิยายเล่มหนึ่ง The Blind Assassin ที่ลอราเขียนขึ้นมา ว่าด้วยหญิงสาวนิรนามที่แอบไปลอบรักกับชายหนุ่มหัวก้าวหน้าคนหนึ่ง ซึ่งดูไม่ค่อยแตกต่างจากอเลกสักเท่าใดนัก

อย่างที่บอกว่า The Blind Assassin (ของแอตวูด) เป็นนิยายที่เล่าเรื่องได้ทะเยอทะยานมากๆ โดย "มือสังหารตาบอด" ที่กลาวถึงในชื่อนิยาย มาจากนิยายที่ซ้อนอยู่ในนิยาย ซึ่งซ้อนอยู่ในนิยายอีกชั้น โดยชายหนุ่มใน The Blind Assassin (ของลอรา) นอกจากจะเป็นนักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์แล้ว ยังหารายได้เสริมโดยเขียนนิยายวิทยาศาสตร์สิบสตางค์ เรื่องของมนุษย์กิ้งก่าทำลายล้างโลก วีรบุรุษนักรบ และหญิงสาวพรมจรรย์ เมื่ออยู่ด้วยกันสองต่อสองกับหญิงคนรัก เขาเล่านิยายในเธอฟัง เกี่ยวกับความรักระหว่างมือสังหารตาบอด และหญิงสาวที่ถูกตัดลิ้น ก่อนโดนจับส่งเข้าพิธีบูชายัญ

เป้าหมายของแอตวูด คือต้องการให้เรื่องราวของนักเขียนนิยายไซไฟ หญิงนิรนาม มือสังหารตาบอด และหญิงสาวใบ้ ผสานเข้ากับวังวนชีวิตของลอรา ไอริช อเลก ริชาร์ด และวินนิเฟรด โดยโครงใหญ่ที่เชื่อมต่อเรื่องเหล่านี้คือการเล่าย้อนหลังโดยไอริช เมื่อหล่อนเป็นหญิงชราอายุ 80 กว่า ซึ่งพอถึงตอนนั้นทั้งลอรา ริชาร์ด รวมถึงเอมี ลูกสาวของหล่อนก็เสียชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว โดยผิวเผิน The Blind Assassin เหมือนจะเป็นนิยายที่ไม่น่าจะอ่านรู้เรื่องได้ แต่เอาเข้าจริง กลับรู้เรื่องได้ไม่ยาก แถมพอใกล้ๆ จบแอตวูดก็มาเฉลยทุกอย่าง แทนที่จะปล่อยให้คนอ่านเก็บไปคิดเองบ้าง

แม้จะมีการเล่าเรื่องที่หวือหวา แต่ The Blind Assassin ไม่ใช่นิยายยุคหลังสมัยใหม่เหมือน The Inheritance of Loss ส่วนตัวเรารู้สึกว่านิยายเล่มนี้น่าจะเล่นกับความกำกวม อำนาจของภาษา เส้นบางๆ ระหว่างโลกของนิยาย และโลกแห่งความจริงได้มากกว่านี้ (ทั้งที่จากนิยายเล่มก่อนๆ ของแอตวูด ดูเธอชอบเล่นกับความกำกวมอยู่ไม่น้อย) อีกข้อติหนึ่งคือพอถึงตอนจบ เหมือนกับผู้เขียนผูกปมได้ไม่ดีเท่าที่ควร เอมีเป็นเหยื่อ เป็นตัวละครสำคัญที่ไม่ได้รับความสนใจนัก ทั้งแอตวูด และลอราให้พื้นที่มากมายกับตัวละครอย่างอเลก ในขณะที่ริชาร์ด ซึ่งมีความสำคัญกับเนื้อเรื่องกว่า ดูลอยๆ อยู่เบื้องหลังยังไงไม่รู้ (ทั้งแอตวูด และไอริชแก้ตัวเรื่องนี้แบบขำๆ )

ถ้าเทียบข้อติเล็กน้อยเหล่านี้กับความสำเร็จของมันแล้ว The Blind Assassin ก็สมกับคำชื่นชม และรางวัลอะไรต่อมิอะไรที่มันได้รับจริงๆ

No comments: