ขุนกระบี่ ผีระบาด และแสงศตวรรษ


ผู้เขียนมีเพื่อนฝรั่งชื่อเดวิส หมอคลั่งไคล้หนังคัลท์เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ว่าจะของชาติไหน หาดูยากเพียงใด ก็ต้องไปควานมาให้ได้ เดวิสดูหนังไทยเรื่อง ขุนกระบี่ ผีระบาด ซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษคือ Sars Wars เนื้อเรื่องเลียนแบบ Resident Evil เหยื่อไข้หวัดนกกลายเป็นผีซอมบี้ลุกขึ้นมาอาละวาดปล่อยเชื้อใส่ผู้อื่น เดวิสบอกว่า เขาอัศจรรย์ความใจกว้างของคนไทยจริงๆ ที่สามารถหัวเราะให้กับทุกเรื่องได้ กระทั่งเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างไข้หวัดนก

ฟังเดวิสพูดจบ ความรู้สึกแรกคือ "ไม่จริ๊ง ไม่จริง" คนไทยเนี่ยนะใจกว้าง อาจด้วยเหตุการณ์หลากหลายซึ่งผ่านเข้าออกชีวิตผู้เขียนพักนี้ ทำให้สรุปได้ว่าอาการบ้าจี้คอยจับผิดนู่นนี่ต่างหากที่เป็นนิสัยคนไทยอย่างแท้จริง ตั้งแต่เด็กเราถูกสั่งสอนว่า ถ้าเห็นฝรั่งทำตัวไม่เหมาะสมในวัด เช่นนั่งหันเท้าไปทางพระพุทธรูป หรือแต่งตัวไม่ถูกมารยาทต้องรีบเข้าไปตักเตือน จนไอ้อาการ "จับผิดฝรั่ง" นี่แทบจะกลายเป็นหน้าที่หลักของพุทธศาสนิกชนไปแล้ว ล่าสุดก็มีการจับผิด เปล่า ไม่ใช่ ฝรั่ง คนไทยด้วยกันนี่แหละ คนที่ถูกผู้ใหญ่คร่ำครึตราหน้าว่า "หัวฝรั่ง" ก็ภาพยนต์เรื่อง แสงศตวรรษ ของพี่เจ้ยนั่นไง ถูกสังระงับไม่ให้ฉายเพราะมีฉากพระเล่นกีต้า

จริงๆ ผู้เขียนคุ้นเคยอาการบ้าจี้ของคนไทยมาตั้งแต่เกิด ในแง่หนึ่งแม้จะหงุดหงิด ก็ไม่รู้สึกประหลาดใจกับการตัดสินใจของกองเซนเซอร์ จนได้มาคุยกับเดวิสนี่แหละ ถึงเพิ่งตระหนักว่าพิลึก ตอนภาพยนตร์ ขุนกระบี่ ผีระบาด ที่เล่นกับโศกนาฏกรรมแท้ๆ ออกฉาย พวกบ้าจี้หายไปไหน พอคิดก็ยิ่งสังเกตว่าจริงๆ แล้ว สังคมเราก็เต็มไปด้วยการเหยียดหยามเพศที่สาม คนอ้วน หรือคนกลุ่มน้อย ซึ่งตัวอย่างก็ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล เอาแค่ในโรงภาพยนตร์ก็มีให้ดูถมเถแล้ว ทำไมผู้ใหญ่ในบ้านเมืองถึงอนุญาตให้คนไทยหัวเราะเยอะกระเทย คนอ้วน เหยื่อผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดนก แต่ไม่ยอมให้เห็นพระเล่นกีต้า (มองข้ามประเด็นนโยบายการเมืองซึ่งแตกต่างกันของรัฐบาลสองยุคไปก่อนก็แล้วกัน แม้เราจะเชื่อก็ตามว่านี่แหละ เหตุผลหลักแล้ว)

เราไม่ชอบคำว่าทวิมาตรฐาน เพราะเมื่อไหร่เรากล่าวหาใครว่ากำลังทำตัวทวิมาตรฐาน นั่นก็หมายถึงตัวเราเองก็กำลังทวิมาตรฐานอยู่เหมือนกัน กระนั้นเราคงตอบไม่ได้ว่าสังคมไทยจะไปทางไหน ไม่ต้องมีกฎข้อห้ามเลยดีไหม ทุกอย่างเอามาล้อเลี่ยน เอามาเคี้ยวย่อยทำเป็นศิลปะได้หมด หรือจะเป็นแบบสังคมอเมริกา เอะอะอะไรก็ต้อง political correct ไว้ก่อน คำตอบคงอยู่ตรงกลางระหว่างสองสุดโต่งนี้ แต่จะกลางแค่ไหน ไม่รู้จริงๆ

No comments: