W. Collins's "The Moonstone"

"the first...and the best of modern English detective novels." "the very finest detective story every written." เหล่านี้คือโฆษณาคำโปรยบนหน้าปกนิยาย The Moonstone ของวิลกิ คอลลินส์ โดยสองนักเขียนนิยายนักสืบผู้โด่งดัง อย่างไรก็ดี เราไม่เห็นด้วย ถึงจะสนุกสนานกับการอ่าน The Moonstone (และจะอธิบายต่อว่ามันสนุกยังไง) แต่หนังสือเล่มนี้สอบตกในฐานะนิยายนักสืบ!

เอาล่ะ พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ที่ต้องให้เครดิตมันก็คือ นี่เป็นนิยายนักสืบเล่มแรกในภาษาอังกฤษ (เขียนขึ้นมาประมาณสิบห้าปีหลังเรื่องสั้นนักสืบเรื่องแรกของเอดการ์ อลับโป) ถ้ามองมันในฐานะนิยายนักสืบ นี่คือหินที่ยังไม่ได้ผ่านการเจียระไน เราเห็นร่างแรก ของ genre นิยายนักสืบก่อนจะถูกดัดแปลงโดยนักเขียนคนแล้วคนเล่า (ออกมาเป็นกฎเหล็กยี่สิบข้อของแวนได และยังถูกพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ) The Moonstone เลยเต็มไปด้วยตัวอย่างที่ "ไม่ดี" เช่น ความยาวไม่สมดุลกับเนื้อหา การเอาอนุภาคเหนือธรรมชาติ หรือวิทยาศาสตร์เพี้ยนๆ มาเป็นส่วนหนึ่งของคดี (ไม่ใช่แค่น้ำจิ้ม หรือผงชูรส) การเล่นไม่ซื่อกับคนอ่าน

ถึงกระนั้นก็ตาม เราก็ยังสนุกกับอ่านนิยายเรื่องนี้มากๆ เราไม่ได้ให้คุณค่า The Moonstone ในฐานะนิยายนักสืบเล่มแรก เท่ากับนิยาย "หลังสมัยใหม่" เล่มแรก ลูกเล่นสุดแสนพิสดารของมันคือโครงสร้างของการเล่าเรื่อง The Moonstone แบ่งออกเป็นสองภาค ภาคปริศนาเล่าผ่านมุมมองของหัวหน้าคนรับใช้ในคฤหาสน์ ยาวประมาณครึ่งเล่ม ส่วนภาคไขปริศนา แบ่งออกเป็นเจ็ดแปดส่วนย่อย แต่ละส่วนมีผู้เล่าเรื่องแตกต่างกันไป ตั้งแต่หัวหน้าคนรับใช้คนเดิม นักสืบ หมอ ทนายความ รวมไปถึงมุมมองของผู้หญิงคลั่งศาสนา (ซึ่งเราไม่คิดว่าคอลลินส์จะเขียนออกมาได้เนี้ยบขนาดนี้) ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกลิ่นของการทลายกำแพงที่สี่ เมื่อแต่ละผู้เล่าเรื่องตระหนักว่าผู้เล่าเรื่องคนอื่นๆ กล่าวถึงตัวเองว่าอย่างไร พอจบแต่ละบท มีกระทั่งการส่งต่อปากกา โอ้ อะไรมันจะเปรี้ยวได้ขนาดนั้น! (นักเขียนหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่งเคยปรับเอาเทคนิคการสลับตัวผู้เล่าเรื่อง มาใช้กับนิยายเล่มแรกของตัวเองมาแล้ว ถ้าเขาได้อ่าน The Moonstone ก่อนเขียนนิยายเล่มนั้น คงได้สูบเอาลูกเล่นอีกสักอย่างสองอย่าง)

อีกจุดที่เราสนุกกับมัน คือน้ำเสียงและตัวละครหัวหน้าคนรับใช้ ชวนให้เรานึกถึงนิยายชุดจีฟและวูสเตอร์ ซึ่งเราเองเป็นแฟนเหนียวแน่น เสียดายที่ประเด็นนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าคนรับใช้และเจ้านายหญิง (ซึ่งเหมือนต่างฝ่ายต่างจะยกย่อง เทิดทูน และ "รัก" อีกฝ่ายมากกว่าสามี ภรรยาที่แท้จริงของตัวเองเสียอีก) ไม่ได้ถูกย้ำนักในภาคไขปริศนา

No comments: