ก้ำกึ่งอีกแล้ว


มีปรากฏการณ์เล็กๆ บนเวปไซต์มติชนที่เราว่าน่าสนใจมากๆ เมื่อเช้าตรู่วันนี้บทความ ความอดกลั้นของคนกรุงเทพ โดยอาจารย์สมชัยถูกอัพขึ้นหน้าคอลัมน์เด่น บทความนี้ต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และเมื่อผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งวันดี หน้าคอลัมน์เด่นก็มีอีกบทความขึ้นมาเทียบเคียงกันนั่นก็คือ ปฏิกิริยาในเฟซบุ๊คต่อบทความ “ความอดกลั้นของคนกรุงเทพ” ซึ่งก็สมดังชื่อนั่นแหละ คือข้อคิดความเห็นจากเวปไซต์เฟซบุ๊คที่มีต่อบทความนี้ ก็ไม่รู้ว่ากองบก. มติชนเอาความคิดเห็นเหล่านี้มาจากไหน แต่ทุกความเห็นต่อต้าน (และก่นด่า) บทความของอาจารย์สมชัยล้วนๆ

ความน่าสนใจของปรากฏการณ์นี้คือมันช่วยให้เราได้เห็น “จริต” ของสำนักพิมพ์มติชน ซึ่งพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเป็นกลาง เมื่อรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังนำเสนอข่าวหรือคอลัมน์ซึ่งเอียงไปทางสีใดสีหนึ่งมากเกินไป ก็จะต้องลงคอลัมน์ที่เอียงไปอีกข้างให้สมดุลกัน (ถ้าเป็นสมัยที่ยังมีกระแสทรรศน์ เราก็จะเห็นปรากฏการณ์ตลกๆ เมื่อชื่ออาจารย์บุญเลิศ ช้างใหญ่อยู่ข้างคุณนงนุช สิงหะเดชะ) ซึ่งถ้าหาไม่ได้ เขียนใหม่ไม่ทัน ก็เอามาจากหน้าเฟซบุ๊คนี่แหละ (วะ)

ในแง่หนึ่งมันเป็น “จริต” ที่น่าชื่นชม ในยุคที่สื่อเอียงกะเทเร่และส่งผลให้ทั้งสังคมเอียงตามจนแทบล้มคะมำหัวคว่ำ แต่อีกแง่หนึ่งก็ชวนให้ตั้งคำถามว่าการนำเสนอคอลัมน์แบบแดงเหลือง 50/50 นี่มันกลางจริงหรือเปล่า

เรานึกถึงคำพูดของอัล กอร์ กอร์บอกว่าสื่อมวลชนอเมริกาคุ้นชินกับการนำเสนอข่าวสองด้าน ในเมื่อเปิดพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กับนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อในปรากฏการณ์โลกร้อนแล้ว ก็ต้องเปิดพื้นที่อีกส่วนเท่าๆ กันให้กับพวกที่ไม่เชื่อด้วย ทั้งที่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ กลุ่มหลังอาจมีไม่ถึง 10% เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นการนำเสนอความจริงสองด้านในกรณีนี้อาจเป็นการบิดเบือนข่าวสารมากกว่าจะเป็นกลาง

ไล่ๆ กันนี้ก็มีผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ออกมาพูดว่า “ความเป็นกลางของสื่อไม่ใช่การลอยตัวอยู่เหนือดีหรือชั่วแบบไม่รู้ไม่ชี้ ความเป็นกลางของสื่อจะต้องสะท้อนดีชั่วชัดเจนและสามารถชี้ผิดชี้ถูกอย่างเที่ยงธรรมได้ด้วย" แน่นอนแหละว่า ใครที่ติดตามรักชวนหัวมานาน คงรู้ดีว่ารักชวนหัวรังเกียจความคิดประเภทเอาอัตถวิสัยอย่างศีลธรรมเป็นเอกเหนือภาวะวิสัยแค่ไหน แต่สำหรับวันนี้ คำพูดของผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้นก็น่าขบคิดไม่น้อย เช่น สมมติว่าแนวทางของเสื้อแดงมันห่วยแตกจัญไร จำเป็นต้องแบ่งพื้นที่สื่อให้มันครึ่งหนึ่งด้วยหรือ อะไรคือความเป็นกลางของสื่อ และเราจะไปถึงตรงจุดนั้นได้อย่างไร

คำถามยากนะครับ และคนตั้งก็ไม่มีคำตอบเสียด้วย

ใกล้เคียงสุดเท่าที่จะนึกออกตอนนี้ก็คือ เราสามารถตัดสินคุณภาพของแต่ละบทความได้ด้วยตรรกะภายในที่ประกอบกันขึ้นมา โดยไม่จำเป็นว่าบทสรุปจะโน้มเอียงไปทางสีใด ส่วนตัวแล้วเราไม่ได้รังเกียจบทความของอาจารย์สมชัยขนาดนั้น มันเถียงได้ มันมีข้อบกพร่อง แต่อย่างน้อยมันก็ก้าวพ้นกับดักความคิดหลายๆ อย่าง (จุดผิดพลาดคืออาจารย์สมชัยสับสนระหว่างการเอาเลือดไปสาดหน้าจุดยุทธศาสตร์บางแห่ง และการเอาเลือดไปชโลมทาท้องถนนของกรุงเทพมหานคร) ที่สำคัญคืออาจารย์สมชัยมีความรับผิดชอบทางวิชาการพอที่จะเปิดเผยตัวเอง ดีกว่าบทความเขียนผ่านนามปากกาแปลกๆ ซึ่งมติชนต้องเอามาลงให้ครบๆ โควตาสมดุลโทนร้อน

(รักชวนหัวก็เป็นนามปากกาเหมือนกัน แต่อย่างน้อยเราก็มีตัวตนของเรา ในพื้นที่ของเราตรงนี้ พื้นที่ที่ใครๆ ก็สามารถแวะมาวิจารณ์ ถกเถียงกับเราได้เสมอ)

1 comment:

ชนชั้นกลาง said...

ลักษณะอีกอย่างหนึ่งของหลายคนบน facebook ที่เห็นได้เยอะในปัจจุบันก็คือ การด่าชนชั้นกลาง ว่าโง่และกลวง ไม่รู้จะเป็นการเหมารวมไปหรือเปล่าว่า ไอ้พวกที่พูดแบบนี้บน facebook นั้น โดยมากก็เป็นชนชั้นกลางเองทั้งนั้น เพียงแต่ว่าลืมกำพืดตัวเอง แล้วแสร้งทำตัวเป็นผู้ปกป้องชั้นชั้นล่าง แล้วก็สวมบทบาทตัวเองเป็นผู้ที่อยู่ตรงข้ามกับชนชั้นกลาง เหมาะเอาว่า บุคคลที่ไม่แดงนั้น ย่อมเป็นชนชั้นล่างที่สมควรได้รับการปกป้อง และบุคคลที่ไม่แดง ย่อมเป็นชนชั้นกลาง (โง่ๆ กลวงๆ)

ไม่รู้เขาลืมไปหรือเปล่าว่า มีคนชนชั้นล่างอีกมากมาย หรือที่เขาเรียกกันว่า "ไพร่" ในตอนนี้ ที่ไม่ได้คิดจะเป็นแดง หรือไม่ได้คิดว่า ตัวเองต้องมาได้รับการโอบอุ้มคำชูจากชนชั้นกลางที่แสร้งว่าไม่ได้เป็นชนชั้นกลางเหล่านี้เลย ดูจากพวกเหลืองก็ได้ ก็มีตั้งเยอะแยะที่เป็นชาวบ้าน หรือชนชั้นล่าง หรือไพร่ หรืออะไรก็แล้วแต่ พวกแดงก็มีตั้งเยอะแยะที่เป็นชนชั้นกลาง ไอ้พวก headๆ ทั้งหลาย ก็ไม่เห็นจะดูมีใครเป็น"ไพร่"ซักกะคน

"ชนชั้นกลาง ดัดจริต โง่ กลวง" คำพวกนี้ออกมาจากปาก ชนชั้นกลางที่ปฏิเสธตัวเองหลายคนบน facebook ที่แสร้งว่าตัวเองไม่ใช่ สุดท้ายก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ใครดัดจริตกว่ากัน หรือโง่กว่ากันแน่ ที่ยังคิดเหมารวมชนชั้นกันง่ายๆแบบนี้

น่าตกใจเหมือนกัน ที่เห็น"ปัญญาชน"หลายคน พ่นเรื่องการเมืองกันบน facebook ราวกับว่า ตัวเองรู้เยอะ รู้มาก แต่ที่หนักหนากว่าการแสร้างรู้ คือการเที่ยวด่าชาวบ้านระรานไปทั่ว ว่าโง่ และกลวง แค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วตัว ตัวเองไม่ได้มีความฉลาดหรือมีวุฒิภาวะที่มากกว่าแต่อย่างใด เผินๆอาจจะดูเหมือนหลุดจากกรอบความคิดหนึ่ง แต่ก็เพียงแต่จมอยู่ในกรอบความคิดอีกหนึ่งกรอบเท่านั้น

ที่น่าเศร้าอีกอย่าง คือกลุ่มคนที่พยายามเข้าใจในสถาการณ์ ไม่พุ่งลงไปอยู่ข้างใด ด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ กลับถูกเหน็บแนมว่าเป็นพวก "แอ๊บ" เรียกว่า ถ้าไม่ได้มาเป็นพวกกู ไอ้พวกนี้ก็ถือว่าแอ๊บ โดยหารู้ไม่ว่า ไอ้กลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า "แอ๊บ" นี่แหละ คือกลุ่มคนที่ไม่ได้ตาบอดมืดมัวมากที่สุด