ยอกอักษร ย้อนความคิด เล่ม 2 (นพพร ประชากุล)


ยอกอักษร ย้อนความคิด เล่ม 2 นี้ไม่ใช่หนังสือนะครับ แต่เป็นกระเป๋าวิเศษของโดราเอมอน ซึ่งบรรจุ “เทคโนโลยีทางวาทกรรม” ไว้มากมาย ซึ่งไม่มี หรือไม่เป็นที่แพร่หลายในสังคม และถ้าหากนักวิชาการ ศิลปิน หรือปัญญาชนสยามได้มีโอกาสอ่านบทความในหนังสือเล่มนี้ คงช่วยรังสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ และช่วยพัฒนาบ้านเราได้มากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่นวาทกรรมการต่อต้านอำนาจซึ่งถอดความมาจากบทสัมภาษณ์อาจารย์นพพร อาจารย์ชูศักดิ์ โดยนิตยสาร สารคดี โดยทั้งสองอาจารย์กล่าวว่าในโลกยุคหลังสมัยใหม่ การต่อต้านอำนาจแท้ที่จริงก็คือเสาหรือ “สดมภ์” อย่างหนึ่งที่คอยค้ำจุนอำนาจ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราบอกว่าทุนนิยมทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ขณะเดียวกันสินค้าอะไรก็ตามที่รักษาสิ่งแวดล้อม หรือมีนัยยะ “สีเขียว” ก็จะมีราคาแพงกว่าปรกติ เพราะได้เพิ่มค่าทางสัญญะ คนซื้อสามารถโฉบเฉี่ยวสินค้าไปอวดอ้างได้ว่า ฉันรักป่า เขา ลำเนา ไพรนะจ๊ะ

น่าเสียดายว่าวาทกรรมดีๆ อย่างนี้กลับไม่ค่อยปรากฎในบ้านเรา เมื่อเร็วๆ นี้ได้อ่านบทสัมภาษณ์นักเขียนเพื่อชีวิตท่านหนึ่ง ก็ยังออกมาประกาศปาวๆ ว่า หน้าที่ของศิลปินและนักเขียนคือการต่อต้านผู้มีอำนาจ โดยหาตระหนักไม่ว่าอย่างปรากฏการณ์แดงเหลืองในบ้านเรา ได้แสดงให้เห็นว่าอำนาจคือสิ่งที่ยิ่งต่อต้าน ก็ยิ่งลุกโหม

อีกความคิดหนึ่งซึ่งน่าไตร่ตรองมากคืออิทธิพลของพุทธศาสนาในกระแสปัญญา คนไทยนี้ฟังอะไรมา ไม่ว่าจะเป็นสมัยใหม่ หลังสมัยใหม่ โครงสร้างนิยม วิทยาศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์ ก็เอะอะพูดทันทีว่า “เหมือนที่พุทธศาสนาสอนไว้เลย” ถ้าเอาวาทกรรมตัวนี้มา “รื้อสร้าง” ตามแนวทางที่อาจารย์นพพรนำเสนอในกระเป๋าวิเศษ นี่คือการที่วัฒนธรรมตะวันออกพยายามครอบงำวัฒนธรรมตะวันตก “เหมือนที่พุทธศาสนาสอนไว้เลย” ก็เท่ากับ “เรื่องแบบนี้พวกฉันรู้อยู่แต่แรกแล้ว” และไปไกลกว่านั้นคือ “ฉันไม่จำเป็นต้องไปศึกษาให้เสียเวลาหรอก” (อุดมธรรม ของศรีบูรพาคือตัวอย่างงานเขียนเชิงพุทธศาสนาที่ตะพัดตะพือไปด้วยชุดความคิดดังกล่าว)

อืม…พูดถึงตรงนี้เราก็ชักไม่ค่อยเห็นด้วยกับตัวเองแล้ว จากการศึกษาโครงสร้างนิยม และปรากฎการณ์วิทยา (phenomenology) เรารู้สึกว่าปรัชญาสองตัวนี้มันมีอะไรเกี่ยวเนื่องกันอยู่กับพุทธศาสนา และคงดีเหมือนกันถ้านักพุทธศาสตร์บ้านเราจะได้มีโอกาสตรวจสอบแนวความคิดของ Husserl หรือ Levi-Strauss ดูบ้าง

ขอจบบทความนี้ด้วยข้อความที่คัดลอกมาจากกระเป๋าวิเศษแล้วกัน
น่าเสียดายไม่น้อยที่ทุกวันนี้การแสวงหาความรู้ของเราตกอยู่ในอาการของความคลั่งไคล้ตัวเอง ต่อต้านตะวันตกสุดขั้ว โดยไม่มีความพยายามที่จะขบคิดหรือฉวยใช้เครื่องมือที่ทำให้เรารู้เท่าทันและไปพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมทางปัญญาโดยไม่รู้ตัว

อีกนัยหนึ่ง กระบวนการหลังอาณานิคมศึกษา ที่ตะวันตกต่อต้านอิทธิพลตะวันออก โดยสร้างอัตลักษณ์ทางปัญญาของตัวเองขึ้นมา ท้ายที่สุดก็คือการตกเป็น “อาณานิคมทางปัญญาโดยไม่รู้ตัว” ถ้าไม่รู้จักเดินตามก้นเขาบ้าง เราจะก้าวนำเขาไปได้อย่างไร

No comments: