H. Hesse's "Journey to the East"


ลุงเฮสเสคงดีใจมากที่ตัวเองได้เขียนหนังสือชื่อว่า "เดินทางไปตะวันออก" โดยที่ลุงคงไม่ได้สนใจเท่าไหร่นักหรอก ว่าหนังสือเล่มนี้จะออกมาดีหรือเปล่า

เอาเถอะ เพราะว่าลุงคือเฮสเส เราจะยกผลประโยชน์ให้ลุงสักครั้ง

สำหรับคนที่ไม่รู้ "เจอนีทูเดอะเวส" หรือ "เดินทางไปตะวันตก" คือชื่อภาษาอังกฤษของไซอิ๋ว นิยายพระถังซัมจั๋ง และเห้งเจียที่คนไทยรู้จักดีนี่แหละ สำหรับลุงเฮสเส ผู้ชื่นชอบปรัชญา และวัฒนธรรมตะวันออก นี่คงเป็นหนังสือในดวงใจแกเล่มหนึ่ง ดังนั้นเราจึงอนุญาตให้ลุงเขียนนิยายเอามันสักเล่ม ตั้งชื่อว่า "เดินทางไปตะวันออก"

"เดินทางไปตะวันออก" เป็นนิยายเล่มบ๊างบาง จนไม่อยากเรียกว่านิยายขนาดสั้นด้วยซ้ำ น่าจะเป็นเรื่องสั้นขนาดไม่สั้น (แต่ก็ไม่ยาว) ที่เอามารวมเล่มเดี่ยวๆ มากกว่า ชื่อนิยายไม่ค่อยเกี่ยวข้องอะไรกับตัวเนื้อเรื่องหรอก "ผม" เป็นสมาชิกสมาคมลับสุดแสนยิ่งใหญ่ ก่อตั้งโดยดอน คิโฮเต้ สิทธัตถะ โมซาร์ต และบุรุษปริศนาอื่นๆ (คงคล้ายๆ กับฟรีเมสัน) "ผม" ได้รับมอบหมายจากสมาคมให้เดินทางไปตะวันออกพร้อมกับคนกลุ่มหนึ่ง เพื่อจุดประสงค์ลึกลับบางอย่าง โดยข้ามทั้งทวีปและเวลา ย้อนอดีตเหมือนมีเครื่องไทม์แมชชีน และผลุบๆ โผล่ๆ ตามที่ต่างๆ เหมือนมีประตูไปไหนก็ได้

ถ้าแค่นี้คงน่าสนใจดี แต่เนื้อเรื่องจริงๆ ในหนังสือเกิดขึ้นหลังจากการเดินทางไปตะวันออกคราวนี้ล้มเหลว

การเดินทางไปตะวันออก จะว่าไปก็คือการรวมปมไดโอนิซุส และอพอลโลเข้าด้วยกัน ( เกี่ยวกับสองปมนี้ อ่านบทวิจารณ์หนังสือของลุงเฮสเสย้อนหลังได้) คือทั้งท่องเที่ยว และศึกษาไปพร้อมๆ กัน แต่เนื่องจากนิยายเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หลังจากนั้น ความน่าสนใจของมันเลยลดลง ถ้าให้ตีความ ก็คงตีว่าเป็นการมองสงครามโลก และความพ่ายแพ้ของชาวเยอรมันซึ่งยากจะบ่งชี้ว่าใครกันแน่เป็นผู้ผิด ใครกันแน่นำประเทศไปสู่หายนะ สุดท้ายนักการเมือง นักประวัติศาสตร์ก็เอาแต่โทษกันไปโทษกันมา

เป็นนิยายสั้นๆ ที่แม้อ่านแล้วไม่ได้ชื่นชมอะไรมาก แต่ก็ถือว่าอ่านเอาใจลุงแกก็แล้วกัน

U. Eco's "The Mysterious Flame of Queen Loana "


เปลวปริศนาฯ เป็นหนังสือที่เจ๋งที่สุดในโลก เจ๋งเสียจนไม่อยากเชื่อว่าหนังสือเล่มหนึ่งจะสามารถเจ๋งได้ขนาดนี้ ถามว่าเจ๋งตรงไหนน่ะรึ นี่คือนิยายประกอบภาพที่พิมพ์สีทั้งเล่ม เจ๋งขนาดนี้มีอีกไหม! (ยังไม่นับว่าคนเขียนคืออัมเบอโต อีโค ผู้แต่งสมัญญาดอกกุหลาบ หนังสืออีกเล่มที่แม้ไม่มีรูปประกอบ แต่ก็เจ๋งเกือบที่สุดในโลกเช่นกัน)

เปลวปริศนาฯ เป็นเรื่องของยัมโบ คนขายหนังสือเก่าความจำเสื่อม ผู้ไม่มีความทรงจำใดๆ เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวหลงเหลือ เขาเดินทางไปยังบ้านพักวัยเด็ก เพื่อดูหนังสือ บทเพลงที่ตัวเองอ่าน ฟังในอดีต เพื่อค้นหาตัวตน และเรื่องราวในสมัยก่อน รูปสี่สีที่พูดถึงก็ได้แก่ภาพจากการ์ตูน นิยายผจญภัย ใบปลิวโฆษณา และปกแผ่นเสียง อีกนัยหนึ่งก็คือวัฒนธรรมป๊อบอิตาลีสมัยเมื่อหกสิบปีที่แล้วนั่นเอง

พูดถึงตรงนี้ทำให้นึกได้ว่าบ้านเรายังขาดการศึกษาวัฒนธรรมป๊อบอย่างทั่วถึง พอพูดถึงประวัติศาสตร์ ก็มักขุดกันแต่ของเก่าๆ พอพูดถึงวรรณกรรม ก็มีแต่รุ่นโบราณ พวกละครหลังข่าวจบแล้วก็จบกันไป ไม่เคยมีใครสะสมเก็บรักษา ดนตรีสมัยปีเจ็ดศูนย์ แปดศูนย์หาฟังยากยิ่งกว่าดนตรีปีหกศูนย์ซึ่งกลายเป็นของคลาสสิกไปแล้วเสียอีก น่าเสียดาย เพราะเอาเข้าจริงๆ ยอมรับเถอะว่าสังคมไทยน่ะถูกสร้างมาด้วยดาวพระศุกร์ และโกโบริของป้าเบิร์ดเล่น ยิ่งกว่าอิเหนา หรือขุนช้างขุนแผนเป็นไหนๆ

กลับมาพูดถึงเปลวปริศนาฯ ต่อดีกว่า ความเจ๋งอีกประการของหนังสือเล่มนี้คือ แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ชายคนหนึ่ง แต่เข้าเอาจริง นี่คือนิยายตีแผ่วัฒนธรรมป๊อบ แสดงให้เห็นอิทธิพลของสื่อระดับล่างที่มีต่อเยาวชน โดยเฉพาะในช่วงสงคราม ซึ่งเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์ เมื่อแรกค้นกรุสมบัติตัวเอง ยัมโบพบว่านิยายผจญภัยซึ่งเคยชอบอ่านได้แก่แฟนโตสมา จอมโจรแห่งปาริส และเชอร์ลอค โฮม เขาอดตั้งคำถามตัวเองไม่ได้ เด็กคนหนึ่งจะสามารถสนุกสนานไปกับเรื่องราวเชือดเฉือน ผจญภัย ถึงเลือดถึงเนื้ออย่างแฟนโตสมา ไปพร้อมๆ กับนักสืบผู้ดีจ๋าอย่างเชอร์ลอค โฮมได้ยังไง (แทบทุกรูปประกอบในนิตยสารสแตรนด์ เป็นรูปเชอร์ลอค โฮมกำลังนั่งอยู่แทบทั้งนั้น)

ยิ่งค้น ก็ยิ่งพบความขัดแย้ง เช่นมิคกี้ เมาส์ พอตีพิมพ์ในอิตาลี ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นทรอปโปลี (หนูน้อย) ที่เด็ดกว่านั้นคือมีกระทั่งการเปลี่ยนเนื้อเรื่องให้เข้ากับการเมืองมากยิ่งขึ้น ถึงกับมีตอนที่ทรอปโปลี ฮีโรอเมริกันพบจุดจบในการ์ตูนด้วยซ้ำ! มีการสอนสั่งศาสนาผ่านดนตรี ภาพประกอบ ไปพร้อมๆ กับเผยแพร่ลัทธิฟาสซิสของมุโสลินี ยิ่งค้นยัมโบก็ยิ่งสับสน ที่สุดของที่สุดคือเขาได้รับรู้ว่าในอดีตเคยหลงรักเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซิบิล และตั้งแต่นั้น คนรักของเขาทุกคน รวมไปถึงภรรยาที่ตัวเองแต่งงานด้วยคือภาพสะท้อนของซิบิล ยัมโบพยายามทำทุกอย่างเพื่อจะดึงเอาภาพซิบิลคืนกลับมาในหัว

เปลวปริศนาฯ ตั้งคำถามชวนคิดว่าการ์ตูน หรือหนังสืออ่านเล่น บางครั้งมันแทรกภาพสะท้อนการเมือง และสังคมยิ่งกว่าที่เราคิดๆ กัน ที่สำคัญคือหนังสือพวกนี้ซึ่งกระทบใจเด็ก ส่งอิทธิพลลึกล้ำจนถึงตอนพวกเขาโต พูดก็พูดเถอะ พอมีใครถามคนดัง ดาราว่าอะไรคือจุดเปลี่ยนแปลงชีวิต คนตอบมักหยิบยกเหตุการณ์ตอนโต ตั้งแต่อายุสิบสี่ สิบห้าปีขึ้นไป เพราะนั่นคือสิ่งที่เราทุกคนจดจำได้ดี ทั้งที่จริงๆ ประสบการณ์วัยเด็กที่เราลืมไปแล้วต่างหากที่ทำเราให้เป็นเราดังทุกวันนี้

S. Rushdie's "Midnight Children"


โอ้ย เหนื่อย! ในที่สุดก็อ่านทารกเที่ยงคืนจบเสียที ใช้เวลาตั้งเกือบสองอาทิตย์กับหนังสือหนาปึกเล่มนี้

อ่านจบแล้วก็รู้สึกว่าซัลแมน รัชดี น่าจะหันมาเขียนเรื่องสั้นมากกว่านิยายเล่มหนาๆ (เข้าใจว่าแต่ละเล่มของพี่แกบักเอ้ทั้งนั้น) แต่ละส่วน แต่ละบทของทารกเที่ยงคืนน่าสนใจ เป็นการผนวกวัฒนธรรมอินเดียซึ่งผู้เขียนรู้จักดี เข้ากับขนบนิยายสมัยใหม่ได้อย่างราบลื่น แต่พอทุกบททุกส่วนมารวมกันเป็นเล่มเดียว กลับเหลวเป๋วไม่เป็นท่า

ปัญหาข้อแรกคือความหนาเกินเหตุ หลายต่อหลายตอนจะตัดออก หรือจับมาย่นย่อก็ไม่สูญเสียเนื้อความสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะบทหลังๆ ช่วงที่ตัวเอกเข้าไปผจญภัยในป่าลับแล ทั้งที่เป็นตอนซึ่งสนุกสนานที่สุด แต่เนื่องจากมันไม่ได้มีบทบาทอะไรกับเนื้อเรื่องโดยรวม ก็เลยอดคิดไม่ได้ว่าไม่มีไปเลยจะดีกว่าไหม แค่นี่ก็ห้าร้อยกว่าหน้าเข้าไปแล้วนะ

ทารกเที่ยงคืนเป็นเรื่องของชายหนุ่มซึ่งเกิดตอนเที่ยงคืน วันที่อินเดียได้รับอิสรภาพจากมหาจักรวรรดิอังกฤษ เด็กเกือบห้าร้อยคนที่เกิดในช่วงเวลาดังกล่าว โตมาพร้อมกับความสามารถพิเศษ บ้างก็เจาะเวลาหาอดีตได้ บ้างก็เป็นมนุษย์มหาป่า แปลงเพศตัวเอง กระโดดหายเข้าไปในกระจก หรือความสามารถเหนือมนุษย์อื่นๆ ตัวเอกของเรื่องอาเมด ไซนายมีความสามารถสองอย่าง คือโทรจิต และจมูกที่ดีเหนือคนธรรมดา

พอเล่าเรื่องย่อจบ ก็จะชี้ให้เห็นปัญหาข้อที่สองของนิยายเรื่องนี้คือมันแทบไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรเลยกับทารกเที่ยงคืน พวกเขาถูกกล่าวถึงช่วงกลางๆ เรื่องพักหนึ่ง แล้วก็มีบทบาทอีกทีตอนท้าย เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เป็นประวัติครอบครัวอาเมด ไซนาย ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์อินเดีย และปากีสถาน แต่ถ้าจะให้เรียกนิยายเรื่องนี้ว่าเป็นนิยายสะท้อนประวัติศาสตร์ ก็ออกจะพูดได้ไม่เต็มปาก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม อาจเป็นเพราะแต่ละเหตุการณ์ถูกหยิบยกมาเป็นส่วนๆ โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกัน คนอ่านก็เลยไม่สามารถมองเห็นภาพอินเดียทั้งประเทศ เหมือนกับเป็นนิยายสะท้อนเกร็ดประวัติศาสตร์มากกว่า

ถ้าจะมีอย่างเดียวที่ช่วยผสานนิยายทั้งเล่มนี้เข้าด้วยกันคือคำเปรียบเปรยถึงเกมงูตกกระไดซึ่งอาเมดชอบเล่นตั้งแต่เด็กๆ ทั้งเรื่องนี้รัชดี เอาโมทีฟบรรได และงูมาเล่นซ้ำไปซ้ำมาได้อย่างหลักแหลม ถือเป็นจุดที่น่าปรบมือให้ที่สุด

ทารกเที่ยงคืนจัดว่าเป็นนิยายสิ้นหวัง โลกมืดที่สุดเท่าที่เคยอ่านเล่มหนึ่งก็ได้ ซัลแมน รัชดีดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกชะตากับการมองโลกในแง่ดีเท่าไหร่ ในนิยายเรื่องนี้ ผู้เขียนเปรียบเทียบการมองโลกในแง่ดีว่าเหมือนโรคระบาดอย่างหนึ่ง บทสรุปนิยายก็ออกแนวสิ้นหวังๆ ชอบกล เป็นการมองประวัติศาสตร์ประเทศตัวเองด้วยสายตาเหยียดหยาม


ถ้าจะแนะนำ วิธีอ่านทารกเที่ยงคืนให้สนุก ก็คงต้องอ่านเหมือนที่ปู่อาเมดพบรักภรรยาตัวเองผ่านรูแคบๆ บนผ้าปูเตียง (ปู่ของอาเมดเป็นหมอ สมัยนั้นผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานไม่ได้รับอนุญาตให้พบปะผู้ชายแปลกหน้า) คืออ่านทีละส่วนทีละตอน วันละบทสองบทพอ อย่าอ่านรวดเดียว ตกหลุมรักมันทีละหน้า อย่าไปคาดหวังกับหนังสือทั้งเล่ม

T. Mann's "Death in Venice"


ถ้ามีใครสักคน เดินเข้าไปถามโทมัส มานน์ว่านักเขียนต่างจากคนธรรมดาตรงไหน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมผู้นี้คงตอบว่า "A writer is a person for whom writing is more difficult than it is for other people." (นักเขียนคือผู้ที่มีปัญหาในการเขียนมากกว่าคนปรกติ)

ตลอดช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา เกิดกระแสอย่างหนึ่งในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด เหมือนผู้สร้างพยายามสื่อสารกับคนดูว่าศิลปินก็คือบุคคลทั่วไป มีรัก โลภ โกรธ หลง มีปัญหา มีช่วงเวลาเหงา และอ่อนแอประหนึ่งคนเดินถนนคนหนึ่ง (ดูตัวอย่างได้จากเรย์ ดีเลิฟลี่ บียอร์นเดอะซี วอล์คเดอะไลน์ เชคสเปียรย์อินเลิฟ หรือไอริช) ก็เป็นไอเดียสามัญสไตล์อเมริกันว่ามนุษย์เท่าเทียมกันหมด ผู้ที่ซื้อตั๋วมาชมภาพยนตร์ดูจบจะได้รู้สึกดีว่า เออ! ศิลปินก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากฉันนั่นแหละ...

ไม่มีอะไรจะผิดจากความจริงมากไปกว่านี้แล้ว

ความตายในเวนิชคือรวมเรื่องสั้นของโทมัส มานน์ ประเด็นหลักซึ่งปรากฏในแทบทุกเรื่องคือ "ศิลปินไม่ใช่คนธรรมดา" ศิลปินสัมผัสความเจ็บปวดซึ่งคนทั่วไปไม่มีวันเข้าใจ มองเห็นความสวยงามในแบบที่ไม่เหมือนคนปรกติ และเผชิญหน้ากับความเหงา ทุกข์ตรมซึ่งไม่อาจหยั่งรู้ได้ ตัวเอกของเรื่อง "ความตายในเวนิช" "โทนีโอ ครูเกอร์" และ "ทริสแทน" ล้วนแล้วแต่เป็นนักเขียน เป็นการยากที่คนอ่านทั่วไปจะเข้าใจสาเหตุของ "ความตายในเวนิช" ทำไมโทนีโอ ครูเกอร์จึงไม่อาจมีความสุข และอะไรคือใจความซึ่งซ่อนอยู่ในจดหมายซึ่งสปัลส่งไปหาสามีของผู้หญิงที่ตนแอบหลงรัก กระนั้นชีวิตอันแสนเศร้าของเหล่าตัวละคร ผ่านปลายปากกา "ชายผู้มีปัญหาในการเขียน" คงอดไม่ได้ที่จะหลอกหลอน ติดตามเราไปหลังจากปิดหนังสือแล้ว

ในชุดนี้ยังมีเรื่อง "มาริโอ และนักมายากล" เรื่องสั้นการเมืองซึ่งเฉียบแหลมที่สุดเรื่องหนึ่ง สื่อให้เห็นอิทธิพลของนักเผด็จการที่มีต่อเหยื่อ หรือประชาชน คาปริชิโอคือนักสะกดจิตที่สามารถเสกให้คนดูลุกขึ้นมาทำเรื่องน่าเกลียดน่ากลัว "ความยุ่งเหยิง และโศกเศร้า" ว่าด้วยบิดาผู้เฝ้ามองความรักอันไม่สมหวังครั้งแรกของธิดาสาว "โลหิตแห่งวัลซัง" เล่าเรื่องพี่น้องฝาแฝดอันมีความรักวิปริต เปรียบเทียบกับตัวละครในโอเปร่าชิ้นเอกของวาคเนอร์

สิ่งหนึ่งซึ่งสัมผัสได้จากหนังสือแทบทุกเล่มของมานน์คือ "สังคมอันล่มสลาย" ผู้ใหญ่ที่เฝ้ามองโลกตกอยู่ในมือของเด็กรุ่นใหม่ ความเปลี่ยนแปลงที่แม้จะเกิดจากใจใสซื่อบริสุทธิ์ และหวังดี แต่ไม่จำเป็นต้องออกดอกออกผลในแง่บวกเสมอไป กว่าจะรู้สึกตัวอีกที สิ่งเก่าๆ ที่สวยงามก็ถูกทำลายไม่เหลือหลอแล้ว

I. Murdoch's "Nuns and Soldiers"


เพิ่งสังเกตว่าบลอคเรายังไม่ได้วิจารณ์หนังสือของไอริช เมอดอคเลย เธอคืออีกหนึ่งนักเขียนในดวงใจ คนไทยส่วนใหญ่คงรู้จักเธอจากภาพยนตร์เรื่อง "ไอริส" ที่จูดี เดนช์เล่นเป็นนักเขียน ซึ่งถูกคุดคามด้วยโรคร้ายอัลไซเมอร์

แม่ชีและทหาร เป็นนิยายเรื่องที่เก้าของเมอดอคซึ่งเราอ่าน ถ้าให้เรียงลำดับความชอบจริงๆ จัดว่าค่อนข้างกลางๆ ปัญหาข้อแรกคือมันหนามาก (ห้าร้อยกว่าหน้า) แถมยังหนาไม่สมเหตุสมผลเสียด้วยสิ (ทะเล ทะเลก็หนาประมาณนี้ แต่เข้มข้นทุกตัวอักษร) การจัดสรรพื้นที่ของนิยายเล่มนี้ค่อนข้างประหลาด หลายครั้งเมอดอคเสียเวลาไปกับบรรยายโวหาร ฉากความฝัน หรือตัวละครซึ่งไม่ปรากฏซ้ำสองในเรื่อง แทนที่จะเน้นปรัชญาการเมือง จิตวิทยาแบบที่เธอถนัด

แม่ชีในเรื่องคือเกอทรูด และแอน เกอทรูด เป็นแม่ม่าย ส่วนแอนเป็นแม่ชีจริงๆ ผู้สึกเพราะเสื่อมศรัทธาในพระเจ้า หลังเกอทรูดสูญเสียสามี แอนคอยช่วยเหลือและเป็นกำลังใจ สองสาวสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างกัน ทหารในเรื่องไม่ใช่ทหารจริงๆ เลยสักคน ปีเตอร์คือผู้ลี้ภัยชาวโปแลนด์ หลงรักเกอทรูดมาตลอด โดยไม่รู้ว่าแอนเทิดทูน บูชาตัวเองแค่ไหน และทิม จิตรกรไส้แห้ง ตลอดทั้งเล่มคือความสัมพันธ์ระหว่างเกอทรูด และทิม รวมไปถึงปฏิกริยาจากคนรอบข้าง ตั้งแต่แรกรักในกระท่อมกลางป่า อยู่ร่วมกันอย่างลับๆ แยกทาง หวนคืนสู่อ้อมแขน แต่งงาน สุดท้ายกระทั่งเกือบหย่าร้างกันอีกรอบ

เรื่อง "น้ำเน่า" แบบนี้แหละคือนิยายสไตล์เมอดอค แต่แม่ชี และทหารคือนิยายน้ำเน่า ก็คงเป็นน้ำเน่าที่มีสาระที่สุดในโลก จุดเด่นของเมอดอคคือวิธีวิเคราะห์จิตใจตัวละคร พฤติกรรมซึ่งส่งผลต่อการกระทำ และความคิดตัวละครรอบด้าน เมอดอคสามารถมอง และล้วงลึกจิตใจมนุษย์ได้อย่างไม่มีใครเปรียบ ถ้าเป็นนิยายน้ำเน่าทั่วไป ทุกครั้งที่ทิม และเกอทรูด กลับมาอยู่ด้วยกัน แอนจะต้องถือโอกาสนี้แย่งปีเตอร์มาเป็นของตัวเอง แต่เมอดอคตีแผ่ความคิดผู้หญิงอายุสามสิบกว่าๆ คนหนึ่ง ผู้ใช้ชีวิตเกือบทั้งชีวิตในอาศรม แสดงให้เห็นว่าบางครั้งคนเราก็ทำเรื่องที่ขัดกับความต้องการของตัวเอง ซ้ำยังทำร้ายคนอื่น และคนรอบข้าง โดยไม่เกิดประโยชน์ โภคผลใดๆ

ถ้าจะมีข้อเสียอีกประการทำให้แม่ชี และทหาร สู้นิยายเรื่องอื่นของผู้เขียนไม่ได้คือ มันยังขาดตอนจบกระแทกใจ นิยายที่ดำเนินเรื่องน้ำเน่าแบบนี้ ถ้าจบไปเฉยๆ เรื่อยๆ คนอ่านก็จะรู้สึกเหมือนอ่านนิยายน้ำเน่าจริงๆ น่าเสียดาย เพราะถ้ามีประเด็นแรงๆ ปิดท้าย นี่จะเป็นนิยายชั้นดีอีกเล่มจากไอริช เมอดอคเลยทีเดียว

เรียงลำดับนิยายของเมอดอค จากชอบมากไปชอบน้อย
1. ทะเล ทะเล
2. ความพ่ายแพ้อันทรงเกียรติพอควร
3. ศิษย์เอก
4. ใต้ตาข่าย
5. แม่ชี และทหาร
6. หนังสือ และภราดร
7. กุหลาบไม่เป็นทางการ
8. ปราสาททราย
9. อัศวินเขียว

R. Davies's "The Manticore"


แมนติคอร์ : สัตว์ในเทพนิยาย หัวเป็นคน ตัวเป็นสิงโต หางซ่อนเหล็กไนเหมือนหางแมงป่อง

อะนิมา : ศัพท์ทางจิตวิทยา หมายถึงผู้หญิงที่อยู่ในตัวผู้ชาย ตรงข้ามกับอะนิมัส ผู้ชายที่อยู่ในตัวผู้หญิง

แมนติคอร์คือนิยายจิตวิทยา เดวิด ทนายความผู้โด่งดัง ลูกชายคนเดียวของมหาเศรษฐีบอย สตอนตัน หลังทราบข่าวพ่อตัวเองเสียชีวิต เกิดอาการวิปริต เขาเชื่อมั่นว่าพ่อถูกใครบางคนฆาตกรรม ในที่สุดเมื่อทนความรู้สึกตัวเองต่อไปไม่ไหว เดวิดบินไปสวิตเซอร์แลนด์ ที่นั่นเอง เขาได้พบจิตแพทย์สาว และเรียนรู้ความจริงเกี่ยวกับการตายของบิดา

จำได้ว่าเมื่อประมาณห้าหกปีที่แล้ว ผมเองก็เคยมีประสบการณ์ไปพบจิตแพทย์เหมือนกัน นัดพบทุกสองสัปดาห์ คุยครั้งละประมาณหนึ่งชั่วโมง ให้มองย้อนกลับไป แล้วถามว่าได้อะไรบ้างไหม ส่ายหัวทันทีว่าไม่ได้ เหมือนมีคนมาฟังเราบ่น แล้วก็พูดปลอบใจนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งในแง่หนึ่งก็ไม่เลว แต่ก็ไม่ถึงกับวิเศษวิโสอะไร

จิตวิเคราะห์ในแมนติคอร์ไม่เหมือนอะไรที่เคยประสบพบด้วยตัวเอง เดวิดเล่าให้หมอฟังถึงความฝัน อันปรากฏภาพสัตว์ครึ่งคน ครึ่งสิงโต ถูกล่ามโซ่ติดไว้กับหญิงสาว จิตแพทย์ช่วยเดวิดตีความความฝัน และทำให้ชายหนุ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น เขาพบว่าพ่อซึ่งตนเคารพบูชามาทั้งชีวิต อาจไม่ได้สมบูรณ์แบบไปหมด ชายหนุ่มเล่าความหลังอันแสนเศร้ากับรักวัยเยาว์ และผู้หญิงคนแรก คนสุดท้าย รวมไปถึงคดีแรกๆ ในฐานะทนายความ ประสบการณ์ ณ ลานประหาร และการเชื่อมโยงอดีตของครอบครัว

ยอมรับว่าอ่านเพลิน แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ทฤษฏีที่พยายามตั้งชื่อผู้คนซึ่งผ่านเข้าออกชีวิตเรา ให้เป็นเสมือนตัวละคร (เงา อะนิมา ฤษี เพื่อน สัตว์ร้าย และอื่นๆ ) มันใช้ได้จริงแค่ไหน จิตวิเคราะห์ในสวิตเซอร์แลนด์ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้รับอิทธิพลมาจากจุง (ขณะนิวยอร์กได้รับอิทธิพลของฟรอยด์) จวบจนปัจจุบันไม่รู้มันล้าสมัยไปแล้วรึเปล่า เดี๋ยวนี้ยังมีจิตแพทย์คนไหนมานั่งฟังความฝันคนไข้บ้าง

แมนติคอร์ เป็นนิยายเรื่องที่สองของไตรภาคเดปฟอร์ด เรื่องแรกคือฟิฟธ์บิซิเนส (ชายคนที่ห้า) และเรื่องสุดท้ายคือเวิร์ดออฟวอนเดอร์ (โลกมหัศจรรย์) โรเบิร์ตสัน เดวี นักเขียนชาวแคนาดาผู้นี้ ผสมผสานจิตวิทยา ประวัติศาสตร์ และมายาคติ เข้าด้วยกันได้อย่างล้ำลึก ชวนติดตาม ถึงจะบอกว่าเป็นภาคสอง แค่คนอ่านไม่จำเป็นต้องอ่านชายคนที่ห้าก่อน ก็สามารถสนุกสนานไปกับเรื่องราวของเดวิดได้

M. Atwood's "The Handmaid's Tale"


"ฉันต้องกลับถึงบ้านก่อนเที่ยงคืน มิฉะนั้นจะถูกสาปเป็นฟักทอง หรือรถม้ากันแน่นะที่ถูกสาป"

ออฟเฟรดรำพึงรำพันกับตัวเอง เธอพูดถึงนิทานเรื่องซินเดอเรลล่า ในยุคสมัยของหญิงสาวไม่มีนิทานเรื่องนี้หลงเหลืออีกแล้ว ถึงมีรัฐบาลก็ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงอ่านหนังสือ ออฟเฟรดหลงเหลือเพียงความทรงจำบางๆ

แฮนเมดส์เทลคือนิยายแห่งความทรงจำ ออฟเฟรดอาศัยอยู่ในกิลเลียด ประเทศซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นรัฐเมน แห่งอเมริกา นิยายดิสโทเปียเกี่ยวกับโลกอนาคตที่ประชาชนถูกรัฐบาลกดขี่ข่มเหงไม่ใช่ของใหม่ แต่แฮนเมดส์เทลแตกต่างจาก 1984 หรือเบรฟนิวเวิร์ด ตรงที่ผู้คนในกิลเลียดยังคงความทรงจำเก่าๆ ไว้ สมัยที่ผู้หญิงยังได้รับอนุญาตให้อ่านหนังสือ ไม่มีรถแวนสีดำขับไปทุกหนทุกแห่ง ลากคอประชาชนซึ่งต้องสงสัยว่าผู้ทรยศ ไม่มีซากศพแขวนประจานบนกำแพง ไม่มีแฮนเมด สงคราม มลภาวะ ฝุ่นกัมมันตรังสีแปดเปื้อนอากาศ น้ำ และอาหาร ประชากรกว่าครึ่งโลกเป็นหมัน หญิงสาวซึ่งหลงเหลือเพียงน้อยนิดถูกบังคับให้เป็นแฮนเมดมีหน้าที่สืบพันธุ์ และคลอดบุตร จนกว่าอายุจะสูงเกิน แฮนเมดคนไหนมีลูกไม่ได้ จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนบาป และถูกส่งไปทำงานหนักในคุก

ออฟเฟรดคือหนึ่งในแฮนเมด เธอยังคงความทรงจำเก่าๆ ไว้ เรื่องของซินเดอเรลล่า เรื่องของสามี ลูกสาว แม่ เพื่อนสมัยเรียน ที่สำคัญออฟเฟรดจดจำชื่อที่แท้จริงของตัวเองได้ ป้าลูซี อาจารย์ควบคุมความประพฤติบอกว่าแฮนเมดรุ่นพวกเธอจะต้องประสบความยากลำบาก แต่ทั้งหมดก็เพื่อคนรุ่นหลัง เพื่อให้ลูกหลานผู้หญิงอยู่กันอย่างสงบสุข แต่ออฟเฟรดรู้ พวกเขาจะอยู่กันอย่างสงบสุขเพียงเพราะไม่มีความทรงจำสมัยสิ่งต่างๆ ยังไม่เหมือนทุกวันนี้ต่างหาก

นิยายดิสโทเปียส่วนใหญ่ เมื่อเปิดฉากมา โลกก็กลายเป็นอย่างที่เห็น แต่แฮนเมดส์เทลแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่น่ากลัวสุดคือช่วงการเปลี่ยนแปลง ฉากที่น่าขนลุกขนพองคือตอนที่รัฐบาลประกาศยึดเงินผู้หญิงในธนาคาร และไล่ทุกคนออกจากงาน

มากาเรต แอดวูดผู้เขียนได้รับรางวัลบุคเกอร์ไพรซ์จากนิยายเรื่องแฮนเมลส์เทล ก่อนจะได้รับเป็นครั้งที่สองจากดิบลายด์แอสแซสซิน ความมหัศจรรย์ในการเขียนของแอดวูดคือ เธอสามารถเล่าเรื่องซึ่งส่วนตัวมากๆ ไปพร้อมๆ กับวิพากษ์วิจารณ์สังคม แฮนเมลส์เทลคือนิยายที่สามารถหาเรื่องมาพูดคุยได้ไม่รู้จบ ครั้งหนึ่งป้าลูซีพูดกับนักเรียนของเธอว่า "เสรีภาพมีสองประเภท เสรีภาพที่จะกระทำ และเสรีภาพจากการโดนกระจำ บัดนี้พวกเธอได้รับอย่างหลัง อย่าดูถูกมันเกินไปนัก" ในโลกอนาคต รัฐบาลให้เหตุผล เพื่อปกป้องผู้หญิงจากอาชญากรรมทางเพศ แต่ละคนถูกบังคับให้สวมเสื้อผ้าซึ่งจัดเตรียมไว้ ปิดซ่อนร่างกายตั้งแต่ผ้าคลุมหัว ยันปลายเท้า หนังสือแฟชั่นถูกเผาทิ้งทำลาย โดยให้เหตุผลว่าเป็นสื่อชั่วร้ายส่งเสริมให้ผู้หญิงหลงตัวเอง

เมื่อคนเราได้เสรีภาพอย่างหนึ่ง ก็เมื่อจำต้องถูกลดรอนเสรีภาพอีกประการอยู่ร่ำไป

แฮนเมลส์เทลไม่ใช่หนังสือที่อ่านง่ายนัก เรื่องราวดำเนินไปอย่างเนิบช้า แต่ไม่ถึงกับไม่มีอะไร เนื้อเรื่องหลักๆ บอกเล่าแก่งแย่งชิงดีในครัวเรือนระหว่างออฟเฟรด แฮนเมล และจอย ภรรยาของคอมมานเดอ นอกจากทั้งสามแล้วยังมีนิค คนขับรถ และคนครัวอีกสอง ออฟเฟรดอาจไม่ใช่นางเอกที่ดีนักในสายตาคนอ่าน ตั้งแต่สมัยก่อนปฏิรูปสังคม ลุค สามีของออฟเฟรดก็เป็นผู้ชายที่เธอแย่งมาจากคนอื่น ถึงตอนจบก็ยังสรุปไม่ได้ง่ายๆ ใครกันแน่ที่ "ร้าย" กว่า จอย หญิงวัยกลางคนผู้มีสถานภาพทางสังคม มีอำนาจเหนือทุกคนในครัวเรือน หรือออฟเฟรด แฮนเมดผู้ไร้อำนาจ แต่ตีโต้ อาศัยความเป็นหญิง

แฮนเมดส์เทลย้ำเตือนให้เห็นความขัดแย้งในกระบวนการเฟมินิส อะไรกันแน่คืออาวุธของสตรีเพศ ความเด็ดเดี่ยว หรือเสน่ห์รัดรึงทางกาย ผู้หญิงที่แต่งตัวสวยงาม ล่อสายตาผู้ชาย คือสัญลักษณ์แห่งอำนาจสตรี หรือความอัปยศอดสู

ทั้งหมดนี้คงหาคำตอบกันไม่ได้ง่ายๆ สิ่งที่สำคัญต่างหากคือการตั้งคำถาม