A. C. Bradley's "Shakespearean Tragedy" part 1

เคยคุยเล่นๆ กับผู้กำกับถึงข้อแตกต่างระหว่างนักวิจารณ์เพียวๆ และนักวิจารณ์ที่เป็นศิลปิน ฝ่ายหลังจะให้เกียรติ text (ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ภาพวาด หรือภาพยนตร์) มากกว่าฝ่ายแรก พวกเขาถือว่า text ที่ศิลปินให้มาคือที่สุดแล้ว และหน้าที่ของนักวิจารณ์คือการปลุกปล้ำเอาบางสิ่งบางอย่างออกมาจาก text ให้ได้ (ดังนั้นจุดอ่อนของนักวิจารณ์แนวนี้คือการท้าทาย text เราจะฟันธงได้ยังไงว่า text มัน "ไม่ดี"​ โดยไม่ยึดอคติเราเป็นที่ตั้ง)

ในทางตรงกันข้าม นักวิจารณ์ที่เป็นศิลปิน นอกจากจะไม่ค่อยให้เกียรติ text แล้ว ยังแอบซนกับ text เป็นนิสัย โดยการฝึกฝน สิ่งที่พวกเราทำเป็นประจำก็คือการวิจารณ์งานตัวเองนี่แหละ วิจารณ์เพื่อจะได้เปลี่ยนแปลงตรงนู้นตรงนี้ ดังนั้น text จึงไม่ใช่สิ่งสัมบูรณ์ คำถามที่เราถามตัวเองไม่ว่าจะอ่าน ชม เพ่ง หรือแดก text ของคนอื่นคือ "จะต้องเปลี่ยนตรงไหน ผลงานชิ้นนี้ถึงจะสมบูรณ์ขึ้น"

เอาเข้าจริง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา นักวิจารณ์กลุ่มหลังก็เหมือนจะค่อยๆ ลดน้อยหายลงไปทุกที ตั้งแต่มีทฤษฎีอะไรต่อมิอะไรออกมามากมาย นักวิจารณ์ก็เหมือนจะมีของเล่น มาใช้ทดลองปลุกปล้ำ text อย่างสนุกมือ ดังนั้นไม่ค่อยเกี่ยวแล้วว่านักวิจารณ์จะควบตำแหน่งศิลปินไปด้วยหรือไม่ การวิจารณ์แนวหลังไม่ค่อยปรากฏให้เห็น

แบรดลีเป็นนักวิจารณ์จากศตวรรษที่ 19 เป็นเพียงนักวิจารณ์ไม่กี่คนจากยุคนั้นที่ยังคงหลงเหลือผลงานคลาสสิคมาให้เราอ่าน สมัยที่แบรดลีเขียนและบรรยาย Shakespearean Tragedy ยังไม่มีทฤษฎีจิตวิเคราะห์ โครงสร้างนิยม หรือมาร์กซิสสายสังคมศาสตร์ ขณะที่ฟรอยด์ (และนักปรัชญายุคถัดๆ มา) ถามว่าทำไมแฮมเลตถึงไม่ยอมฆ่าลุง ศัตรูคู่แค้นของเขาทั้งที่มีโอกาสใน Act III แบรดลีถามคำถามที่เจ๋งกว่านั้นอีก ทำไมการที่เชคสเปียร์เขียนให้แฮมเลตไม่ยอมฆ่า ถึงทำให้บทละครแฮมเลต "สนุก" ขึ้น

ง่ายๆ สำหรับแบรดลี (และนักวิจารณ์ในยุคนั้น) บทละครก็คือบทละคร คุณค่าที่สำคัญที่สุดของมันคือความ "สนุก" การวิจารณ์วรรณกรรมของแบรดลีกลับมาสู่คำถามพื้นฐาน (ที่อาจจะสำคัญที่สุดเลยก็ได้) "ทำยังไงให้ text มันสนุก"

0 comments: