ทิศทางวรรณกรรมไทย ในสายตาคลื่นลูกใหม่


"ในสายตานักเขียนรุ่นใหม่ มองทิศทางวรรณกรรมไทยในปัจจุบันว่ามีสภาวะอย่างไร เพราะเหตุผลอะไรถึงมองเฉกนั้น แล้วคาดว่าน่าจะเดินหน้าไปในทิศทางไหน"

น้องสาวเราคนหนึ่งถามคำถามนี้ เห็นว่าน่าสนใจดี เลยขอยกมาตอบในรักชวนหัวเลย

"ให้พี่ตัดสินแนวทางวรรณกรรมไทยคงไม่ง่ายนัก เพราะยังไงพี่ก็ไม่ได้อยู่ในประเทศ เป็นแค่คนนอกที่ได้แต่มองเข้าไป ผ่านหนังสือที่ร้านดอกหญ้าสาขาแอลเอสั่งซื้อเข้ามา (บวกกับที่ขอให้ทางบ้านส่งทางไปรษณีย์) ตอบเท่าที่จะตอบได้คือ ตอนนี้เป็นยุคที่หน่อนักเขียนรุ่นใหม่ เริ่มเติบใหญ่ ให้เห็นต้น เห็นใบกันบ้าง ชื่อของอุเทน พรหมแดง ทัศนาวดี และอีกหลายๆ คน กำลังกลายเป็นตัวตนอันจับต้องได้ในสังคม และทางการตลาด ขณะนักเขียนรุ่นเคยใหม่ (ในช่วงห้าถึงสิบปีที่ผ่านมา) กำลังจะถูกจัดขึ้นหิ้งในเร็ววัน ทั้งนี้ทั้งนั้น พี่ไม่ได้มองว่านักเลงเก่าหยุดนิ่งอยู่กับที่ อย่างคุณเดือนวาด พิมวนา ที่ตอนนี้คงไม่อาจเรียกตัวเองว่า "นักเขียนใหม่" ได้เต็มปาก ก็ยังคงพัฒนาฝีมืออย่างไม่หยุดหย่อน

ถามว่าน่าตื่นเต้นไหม จริงๆ ก็ไม่นะ เพราะการเข้ามา และเขยิบไปของลูกคลื่น สุดแสนจะเป็นธรรมชาติ มิหนำซ้ำทิศทางวรรณกรรมในอนาคตอันใกล้คงเข้าทำนองเหล้าเก่าในขวดใหม่ คืออะไรที่คนรุ่นเดิมเคยขีดเส้นไว้ คนรุ่นใหม่ก็ยังคงเขียนกันต่อไป จากสมัยที่คุณปราบดาได้รางวัลซีไรต์ สร้างแรงบันดาลใจ ก่อเกิดกระแสเด็กแนวเอย หนังสือทำมือเอย และอะไรต่อมิอะไร ปัจจุบัน พี่มองว่าฝุ่นที่เคยตลบคลุ้งเหล่านั้นได้ตกตะกอนลงเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายวรรณกรรมบ้านเราก็วนเวียนอยู่กับประเด็น "เพื่อชีวิต"

ตรงนี้พี่ว่าน่าเสียดาย และน่าหวั่นใจนะ ถ้ามองว่าการเมืองกำลังเข้าภาวะผันผวน คนไทยหมิ่นวิกฤติอัตลักษณ์ทางการเมือง ไม่ช้าเราจะตัดสินกันไม่ถูกว่าควรเชื่อผู้ใด ใครเป็นเทพ ใครเป็นมาร กระทั่งว่าการเมืองคืออะไร ถ้าวรรณกรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานความคิดของสังคม ยังย่ำเท้าอยู่กับ "gesture" ("อากัปกิริยา") ซึ่งหยิบยืมมาจากคุณกุหลาบ คุณเสนีย์ พี่ว่าบ้านเมืองเรามีปัญหาแน่ๆ

ไม่ใช่ว่าพี่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของคณะสุภาพบุรุษนะ แต่ในขนบ "เพื่อชีวิต" สิ่งที่เราทำๆ กันอยู่คือลอกเลียนมาแต่ "อากัปกิริยา" สมัยหนึ่ง ปัญญาชนเสียดสีผู้มีอำนาจ เชิดชูนักปฏิวัติ สิ่งเหล่านี้พี่เห็นว่ามันมีกาละเทศะ มีห้วงเวลา และสถานการณ์อันถูกแบบ ถ้าเราจะรับสืบทอด "แนวความคิด" เพื่อตรึกตรอง ดัดแปลง ปรับแก้อะไรที่ตกยุค และคงไว้ซึ่งสิ่งสร้างสรรค์ พี่เห็นด้วย แต่นี่เราดันลอกเลียน "อากัปกิริยา" มาทั้งดุ้น คือเราก็ยังคงด่านักการเมือง (โดยไม่สนใจว่าพวกเขาสมควรโดนด่าหรือเปล่า) แล้วเชิดชูคนที่วางตัวเองตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ (ทั้งที่จริงๆ ในสังคมมีทั้งอำนาจสว่าง และอำนาจมืด คนที่เราเห็นว่า "ไม่มีอำนาจ" อาจจะมีพลังมืดสนับสนุนอยู่ก็ได้)

สรุปก็คือการที่เราลอกเลียนมาแต่ "อากัปกิริยา" แต่ไม่ยอมรับ "แนวความคิด" พี่ว่าเป็นเรื่องอันตราย และเป็นเรื่องที่เกิดได้ง่ายในแวดวงวรรณกรรมบ้านเราเสียด้วย

ในอนาคต พี่อยากให้เรามีประเพณี และวิถีประชาที่ปกป้องนักวิจารณ์ เปิดโอกาสให้คนออกมาแสดงความคิดเห็นต่อศิลปะงานเขียน ทำไมทุกวันนี้ภาพยนตร์ไทยไปไกลกว่าวรรณกรรมไทยหลายเท่า คำตอบข้อหนึ่ง พี่เชื่อว่าอยู่ในวัฒนธรรมการวิจารณ์ ตั้งแต่พี่ยังเด็ก ภาพยนตร์สร้างออกมาไม่ดี ก็ถูกนิตยสาร หนังสือพิมพ์ติเตียน แต่สำหรับหนังสือ ประหนึ่งว่าพอผ่านแท่นพิมพ์ก็ตรงขึ้นหิ้งบูชา การที่นักอ่านชื่นชม และติเตียนหนังสือได้อย่างเปิดอก พี่เชื่อว่าจะเป็นการสนับสนุนให้คนอยากอ่านหนังสือ กระตุ้นนักเขียนให้พัฒนาฝีมือ รวมไปถึงวางรากฐานการศึกษาด้านต่างๆ อีกด้วย"

20 เพลงไทยในดวงใจ (11~15)

15. อยู่คนเดียวอีกแล้ว (Friday I'm in Love)


...ใครช่วยฉันที ใครที่มีวิธี รอมาทั้งปีอยู่ที่ไหน เคยบอกรักใคร เขาก็ไม่เข้าใจ ต้องจบกันไปทุกที...อยู่คนเดียวอีกแล้วเรา โลกมันช่างเงียบเหงาเหลือเกิน อยู่คนเดียวก็เหมือนเดิม มีใครไหมเข้ามาเติมคืนวันที่มันมีค่า...ก่อนฉันจะเหงาเกินไป มองๆ ดูอะไรก็ว่างเปล่า จะได้พบ หรือเรา มีใครมีบ้างไหมที่เหมือนกัน...เหงาเกินไป มองๆ ดูใครๆ เขาชื่นบาน ฉันก็หวั่น ต้องอยู่คนเดียวอย่างนี้ หรือไร (อยู่คนเดียวมันเหงา ต้องทนไว้ ฝืนไปก็คงไม่ดี อดใจรอไว้ วันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้คงไม่เงียบเหงา อีกนานแค่ไหน สักแค่ไหนต้องรอต่อไปนะเรา ก็แค่ความเหงา แค่ความเหงา จะสักเท่าไหร่)...
เพลงนี้ท่อนฮุคยาว ขณะที่ท่อน verse สั้นนิดเดียว ถึงไม่ใช่เพลงเนื้อเจ๋งๆ แบบลำดับอื่น แต่ก็ยอมรับในความชัดเจน และการผสานเข้ากับท่วงทำนอง เหมือน กลัว คือฟังรอบแรก รู้ได้ทันทีว่าคนร้องต้องการบอกอะไร (แน่ละ เน้นคำว่า "เหงา" ตั้งกี่ที) แต่ความเจ๋งสุดๆ อยู่ตรงท่อนประสานในวงเล็บ ร้องควบคู่ไปกับท่อนฮุค (เพลงไทยอีกเพลงที่เล่นประสานลักษณะนี้คือ สบตา ของแอนเดรีย ซึ่งก็เพราะเหมือนกัน)

14. สงสัย (Mr. Z)


...หากฉันนั้นจะบอกใคร เธอล่ะคิดจะบอกใคร คนที่ฉันจะเปิดใจ ฮือ ยังไม่มี แล้วเธอมีหรือยังล่ะ บอกกับฉันหน่อย เพื่อนเธอมีหรือยังล่ะ โว...ตอนที่เขาเดินด้วยกัน พวกเขาพูดเรื่องอะไร ตอนที่เขานั้นจูบกันต้องมีอายุสักเท่าไหร่ เบบี้ ถ้าเธอเคยช่วยบอกกับฉันสักที เบบี้ ถ้าใครมีช่วยบอกเพราะฉันนั้นอยากฟัง...แล้วทุกๆ เช้าอากาศเย็น ฉันยิ่งเหงาจับใจ เพราะอะไร เพลงช้าๆ ฉันนั้นไม่กล้าๆ ฟัง ดูละครก็เหมือนกัน ยิ่งหวานซึ้งเท่าไหร่ จิตใจของฉันนั้นหวั่นไหว อยากลองมีใครดูบ้างจัง...โฮลา...เราจะไปหากันอย่างไร..โฮลา...หน้าตาของเขาเป็นแบบไหน...โฮลา...จะคุยกับเขา ทำยังไง ไม่เคยเลยฉันไม่เข้าใจ...
มาอีกแล้ว เพลงเนื้อยาว ชะรอยเราจะชอบเพลงจำพวกนี้จริงๆ แฮะ ถ้าจำไม่ผิด พี่บอยแต่งเนื้อ ซึ่งนอกจากได้ใจความแล้ว ยังฟังสนุกไม่มีเบื่อ แถมด้วยฝีมือการมิกซ์ดนตรีของพี่สมเกียรติ ชอบบีตสม่ำเสมอแรงๆ ถ้าไม่กระทืบเท้า ก็อยากลุกขึ้นไปเต้นรำให้รู้แล้วรู้แรดกันไปเลย

13. สุดท้ายด้วยรัก (พี่ปั่น + พี่อุ้ย/พี่นภ + ทาทายัง)


...หากเพียงเรามีกันและกัน เหมือนวันวาน หากเพียงเรามีความมั่นใจ เหมือนดังเคย หากเพียงฟ้านี้ไม่กว้างไกลเกินไป หากเพียงใครจะหันหลังกลับ ซับน้ำตากันและกัน...หากจะมีใครมาทดแทนได้เทียมทัน หากเพียงวันและคืนฝืนนอนได้เต็มตา หากเพียงฟ้านี้ไม่มืดมนเกินไป หากเพียงใครนำแสงสว่าง เหมือนครั้งยังมีเธอนำทาง...จะถนอมรักเราที่เคยหล่นหายในกาลเวลา จะถนอมรักเราที่คืนกลับมาในดวงฤทัย ด้วยบัดนี้รู้ซึ้งแล้วว่า เธอเท่านั้นที่มีคุณค่า ไหลรินหลั่งดุจดัง พลังรักและศรัทธา...
เพลงนี้ไม่ได้ติดอันดับมาด้วยตัวเพลง แต่อาศัยความประทับใจจากการไปดูคอนเสิร์ต ออริจินัลเวอชั่นคือพี่ปั่นร้องกับพี่อุ้ย แต่ที่เราไปดูในคอนเสิร์ต sound of 80s คือพี่นภร้องกับทาทายัง เป็นคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดในชีวิต ไม่ได้ดีเพราะนักร้องร้องดี หรือคนดูอินเลยนะ (เป็นคอนเสิร์ตน่าสงสาร ซึ่งอุตส่าห์เตรียมเพลง encore มา แต่คนดูเจือกหนีกลับบ้านไปก่อน) แต่ดีเพราะเลือกเพลงมาดีล้วนๆ ตั้งแต่อินโนเซนต์ ยันพี่แจ้ และมาพีคสุดๆ ด้วยเพลงคู่เพลงนี้

12. ตายทั้งเป็น (ดนุพล แก้วกาญจ์)


...เสียเงินทองไม่ตาย หากจะหามันคงไม่สาย แต่ถ้าเสียเธอไปจะตาย ดุจคนหัวใจล่มละลาย คงคิดถึงคำนึงแต่เขา อยากให้เขานั้นมีแต่เรา สุขที่ไหนมาแลกไม่เอา โดนทิ้งเมื่อไหร่ต้องเฉา...ตายทั้งเป็น รักครั้งนี้ฉันคงจะทนไม่ได้นาน หัวใจคงจะโดนถ่านไฟรักเผาแหลกราญ นอนไหม้เกรียมตายทั้งเป็น...ถ้าหากจะทิ้งกันไป ช้านิดนักรอวันให้ฉันนั้นตายเสียก่อน ทีไหนยังไงเมื่อไหร่จะไปพบใครไม่วอน วันนี้เธออย่าเพิ่งไป...
ออริจินัลพี่แจ้ครับ แต่ฉบับที่เอามาแปะนี้ของบุรินทร์ เป็นข้อยกเว้นในกฎ "เนื้อยาว" เพราะที่ยกมาให้ดู คือเนื้อทั้งหมดของเพลงแล้ว พูดได้คำเดียวคือมันส์โคตรๆ อาศัยจังหวะ กับสัมผัสระหว่างวรรค รุนให้กลายเป็นเพลงร้องแล้วสนุกที่สุดเพลงหนึ่ง อีกอย่างคือเราร้องเพลงนี้เพราะ ถ้าไปเกะด้วยกัน จะโชว์ให้ฟัง (หมายเหตุ: รูปนี้จากงานมหกรรมซอมบี้ในโตรอนโต ไม่รู้ว่าจะเลือกรูปประกอบยังไงดีกับ ตายทั้งเป็น ก็เลยเอารูปซอมบี้มาแปะ)

11. ฉันเป็นของเธอคนเดียวเท่านั้น (สุนทราภรณ์)

...ฉันเป็นของเธอคนเดียวเท่านั้น แล้วเธอเล่าฝันคนเดียวแค่ฉันหรือเปล่า ถึงเราจะเป็นของใครมาก่อน หัวใจอย่าซอนซ่อนรักเป็นเงา ระหว่างสองเราต้องเปิดเผย...ฉันเป็นของเธอคนเดียวเสมอ แล้วเธออย่าเผลอปรนเปรอให้รักใครอื่น แล้วเราจะเป็นของกันและกัน รักคงสุขสันต์สวรรค์ยาวยืน สดชื่นนิรันดร์ ฉันคู่กับเธอ...
เพลงนี้มีหลายเวอชั่น ที่เอามาแปะคือออริจินัลของครูเอื้อ ค่อนข้างเก่าไปบ้าง เวอชั่นที่เราชอบจริงๆ คือของนรีกระจ่าง และพี่เบิร์ด ดนตรีสไตล์แจ๊ส ที่ไม่ว่าใครเอามาขับร้อง ก็ยังไพเราะซาบซึ้งเสมอ (ถ้าจำไม่ผิด ของพี่เบิร์ด จะใช้เปียโนประกอบ ส่วนของนรีกระจ่าง ใช้แซกโซโฟน) คลาสสิคกว่านี้มีอีกไหม

C. Dickson's "The Plague Court Murders"


ประมาณปี 1928 แวน ดีน นักวิจารณ์วรรณกรรมได้คิดกฎยี่สิบข้อสำหรับนิยายสืบสวนขึ้นมา ในยี่สิบข้อนี้ สำคัญสุดคือ "ผู้อ่านต้องมีโอกาสไขคดีได้ก่อนผู้เขียนเฉลย" ซึ่งสรุปสั้นๆ ก็คือ "ห้ามโกง" นั่นเอง ต้องยอมรับแหละ ว่าไม่มีอะไรน่าหงุดหงิดไปกว่านิยายนักสืบที่ "โกง" คนอ่าน หากเอาจุดนั้นเป็นเกณฑ์ The Plague Court Murders เป็นหนังสือที่ล้มเหลว เพราะแม้มันไม่ได้โกงคนอ่านตรงๆ แต่ก็อาศัยเงื่อนไขที่คาดเดาไม่ได้หลายข้อ แต่ถ้าถามว่าเรารังเกียจมันหรือเปล่า ไม่เท่าไหร่ เพราะเป้าหมายของคาร์ (Carter Dickson คือนามปากกาของ John Dickson Carr) เหมือนต้องการสร้างบรรยากาศสยองขวัญมากกว่า ซึ่งในแง่นั้นสอบผ่าน ยังจะสนใจอ่านหนังสือของแกต่อไปอีกสักเล่ม สองเล่ม

20 เพลงไทยในดวงใจ (16~20)

ยี่สิบอันดับบนแล้วครับ แต่ละเพลงจะพยายามตั้งใจเขียน มีรูปประกอบ พร้อมลิงค์เพลงให้ด้วย (แต่ไม่แปะ widget นะครับ รู้สึกมันผิดคอนเซปรักชวนหัวชอบกล)

20. กลัว (Tea for Three)


...คงจะกลายเป็นเหมือนคนอื่น ต้องคอยเตือนใจให้มันตื่น...กลัวจะคว้างเพราะฝันไป กลัวทำร้ายฉันและเธอ กลัวว่าฉันสูญเสียเธอ กลัวจะเพ้อไปคนเดียว กลัวฉันกลัวทุกอย่าง จะเปลี่ยนไป...
เราเป็นแฟน Tea for Three เคยเขียนบลอคอุทิศให้คุณผีไปแล้ว จากสามชุดที่ออกกับค่ายเบเกอรี่ จริงๆ มีชอบหลายเพลงมาก แต่เลือกเพลงนี้คงเพราะมันโดนสุด (เราเฉยๆ กับ ลมหนาว ซึ่งเป็นเพลง signature ของวง) ท่อนฮุคเพลงติดหูมากๆ ลงต่ำ เน้นคำว่า "กลัว" ซึ่งเป็นชื่อเพลง ก่อนไล่สูงไปบีบเสียงตรง "คว้าง" (สมัยนั้นเพลงไทยยังไม่ค่อยเล่นบีบเสียงกันเท่าไหร่) โซโลดนตรีด้วยฮาโมนิก้าเพราะๆ เหงาๆ ถ้าจะติคือเนื้อแคบไปหน่อย วนไปวนมา แต่ก็ได้ใจความดี คือฟังครั้งแรก รู้เลยว่าคนร้องอยากบอกอะไร

19. กะหล่ำปลี (Joey Boy)


...ก็ใครต่อใคร นะเขาพูดกัน บอกรักสัมพันธ์จู๋จี๋ ส่วนฉันต้องอยู่เพียงคนเดียว ไม่มีตัวเธอมาจ๊าวเจี๊ยว เงียบเหงาสิ้นดี...โถ เธอเดินมา แล้วเดินจากไป กี่ทีกี่หนไม่เคยสนใจ จะให้ทำใจยังไง เดินมาแล้วก็เดินจากไป แค่อยากให้ใครมีใจ ไปเที่ยวกันไหม ถ้าเธอโอเคฉันก็ดี ถ้าเธอว่าไม่คงชีช้ำกะหล่ำปลี...
ชอบ...เพลง...นี้...มาก ไอ้เพลงงี่เง่าๆ นี่แหละ ดนตรีโคตรเจ๋งเลย แต่ไหนแต่ไรเราชอบเพลงที่เครื่องดนตรีเยอะๆ กะหล่ำปลี นี่มีตั้งแต่ไวโอลิน แอคคอเดี้ยน ยันเปียโน (แต่เป็นเสียงจริงๆ หรือใช้คีย์บอร์ดสร้างเอา สุดจะหยั่งรู้ ช่างเถอะ สมัยนี้คีย์บอร์ดดีๆ ก็เสียงใช้ได้) เพลงแจ๊ส สวิงโบราณๆ มิวสิคก็ลีลาศได้ใจ อีกสาเหตุที่ชอบเพลงนี้ เพราะเราร้องได้ตรงคีย์เป๊ะเลย สมัยก่อนเคยเป็น "ไม้ตาย" เวลาไปเกะ เสียอย่างเดียวคืออินโทรยาวไปหน่อย เวลาร้องกับเพื่อนๆ คนอื่นรำคาญกัน ว่าเมื่อไหร่มันจะขึ้นเนื้อเสียที

18. บทเรียนรัก (ชาตรี)


...รอยแผลจากความรัก ซึ่งสลักนั้นซ้ำไว้นาน จากมือของเธอ ที่ใช้มอบความเจ็บปวดและร้าวราน ปักลงตอกตรึง ถึงขั้วดวงมาล ผลักดันฉันพาลไม่เอื้อมอาจ ฝากดวงใจรักใคร...ดวงใจไม่อาจว่าเธอนั้นไร้รัก ด้วยช้ำนัก จะคิดพัก ไม่ขอรักใครที่มั่นหมาย เธอยังคงครองให้ต้องพ่ายแพ้แม้เป็นชาย ดวงใจมันร้ายคิดรักเธอเอง...…ทางสองแห่งขนานไม่อาจผ่านพบเข้าด้วยกัน ตัดใจฉันลง หลบหนีหนทางเพื่อหลีกให้พ้นพลัน บอกคำกล่าวลา ว่าเพื่อยืนยัน ขอบใจเหลือเกินด้วยดวงจิต ศิษย์จะพึงรู้คุณ...
เพลงไทยยุคเก่า สมัยที่ยังแต่งเนื้อเล่นสัมผัสนอก สัมผัสใน เพลงนี้เนื้อยาว และสนุกมาก ไม่นับท่อนฮุคที่วนหนเดียว แทบไม่มีการซ้ำเนื้อเลย วิธีร้องเหมือนอ่านทำนองเสนาะ ขับเน้นให้แต่ละสัมผัสเด้งออกมา เสียดายไม่ค่อยมีใครเอามาทำใหม่เท่าไหร่ ดนตรีก็เลยยังฟังดูเชยๆ เหมือนเมื่อสามสิบปีก่อน นอกจากของวงชาตรี ที่ใหม่กว่านั้นนิดหนึ่งคือเรนโบว์ ซึ่งก็ยังเชยอยู่ดี แถมร้องช้าๆ พิกลหู (จะร้องเพลงแบบนี้ให้สนุก ต้องจังหวะฉึกฉักนิดหนึ่ง)

17. ทั้งรู้ก็รัก (ชรัส เฟื่องอารมณ์)


...รู้ๆ เธอนั้นมีคู่ใจ ไยถึงไม่ลืมเธอ เพราะด้วยเหตุใด ใจฉันยังพร่ำเพ้อ เฝ้าละเมอไม่ลืมแม้วันคืนเดือนผ่าน ใจฉันยังรำพึงถึงเธอ สิ่งที่เคยสัมผัส ยังจำยึดมั่นตรงตรึง ยังฝังอยู่กลางใจ...รู้ๆ เธอนั้นมีเจ้าของ มองฉันได้แต่มอง ถึงจะอย่างไร มันก็เป็นสุขใจ สุขชั่วคราว ก็ยัง ก็ยังคงดีเสียกว่า ใจฉันต้องมลายเพราะตรม สุดระทมข่มขื่น เก็บเอาความหวานชื่น จุนเจือ ความรักจากดวงใจ...รักนั้นยังอยู่เต็มหัวใจ ไยนะทำไมถึงคงอยู่ จิตเฝ้าฝันถึงเธอไม่ลืมเสียที เต็มปรี่ด้วยความรักเธอ...
เพลงอกหักที่ความจริงเนื้อเศร้า แต่จังหวะหวานๆ เร็วๆ ได้อารมณ์รื่นเริงแปลกๆ แม่บอกว่าเป็นเพลงอกหักที่ฟังดู "หยิ่งดี" คือไม่ค่อยสิ้นหวัง (ถ้าเทียบกับเพลงฝรั่ง ก็คง I Just Don't Love You No More ของเครก เดวิส) เช่นเดียวกับเพลงเก่าทั่วไปคือเนื้อเจ๋ง แทบไม่ซ้ำกันเลย (มีซ้ำท่อน verse แค่หนเดียว) ความพิเศษอีกอย่างคือเพลงนี้ไม่มีท่อนฮุค แต่ใช้บริดจ์สองทำนอง เชื่อมแต่ละ verse เข้าด้วยกัน ด้วยความเหนือของโครงสร้าง เรายกย่องให้เป็นเพลงแกรมมีรุ่นสิบปีแรกที่ดีที่สุด

16. ไม่จากใจ (ธีร์ ไชยเดช)

...นานๆ จะเจอกันสักครั้ง ลำพังจะทนกันไม่ไหว คุยกันนานๆ ถึงว่ารักเราเป็นอย่างไร แต่ใจของเธอก็ทำเป็นไม่รู้...จงเกลียดจงชังกันอีกแล้ว มาลองทำดีกันสักหน ก็ใครที่อยากจะมีรักดีๆ สักคน แต่เธอก็บอกว่าทนฉันไม่ไหว...อยากให้ฉันไปไกลๆ ไม่อยากให้เห็นกันใช่ไหม ฉันรู้เธอไม่ได้พูดจากใจนั้น อยากจะให้ตายกันไป ไม่อยากให้เกิดกันอีกแล้วใช่ไหม ฉันรู้เธอไม่ได้พูดจากใจ...
เพิ่งสังเกตตัวเองว่าชอบเพลงเนื้อยาว ถึงจะเป็นเพลง(ค่อนข้าง)ใหม่ แต่เนื้อเพลงนี้ก็แต่งได้ใจ ชอบเพลงที่ท่อนฮุคลงเสียงต่ำ ได้ความรู้สึก "คลาสซี" มีระดับ เพลงนี้เหมาะกับเสียงธร์ ไชยเดชด้วย (ถึงแม้ในแง่ศิลปิน เราจะไม่ได้เป็นแฟนเขาขนาดนั้นก็ตาม) ดนตรีลงตัว ไม่เสียยี่ห้อเบเกอรี่ ผสมผสานกันระหว่างแซกโซโฟน กีต้า แล้วก็เบส

J. D. Carr's "The Problem of the Green Capsule"


คาร์ เช่นเดียวกับ คริสตี้ คือจัดเป็นนักเขียนในยุค golden age mystery พอพูดถึงนิยายนักสืบในยุคนี้ ผู้อ่านนึกถึงปริศนามากกว่า "ความเป็นชาย" หรือ "หรรษาหฤโหด" คาร์โด่งดังมากในเรื่องห้องปิดตาย ซึ่งแม้ว่า The Problem of the Green Capsule จะไม่ได้จัดอยู่ในปริศนาที่ว่า แต่พอเฉลยกลไกการฆ่าออกมา ก็ยอมรับว่า "เออ มึงคิดได้นะ" หน้าแรกของนิยาย ถึงกับมีการประกาศกร้าวแก่คนอ่าน "คุณจะได้พบเห็นพยาน หลักฐานทั้งหมด เท่าที่นักสืบของเราเห็น เราขอท้าทายคุณให้ไขคดีให้ได้ก่อนนิยายจะจบ" นับว่ากล้าดี

เรารู้สึกว่านิยายคริสตี้ โดยเฉลี่ย ดีกว่านี้ คาร์มีปัญหาค่อนข้างมากในการดำเนินเรื่อง อ่านแล้วไม่ค่อยสนุก บทสนทนาฟังแล้วอึดอัดพิกล จุดเด่นของหมอคือบรรยากาศพิสดาร เหนือธรรมชาติ (ก่อนจะเขียนนิยายนักสืบ คาร์เขียนเรื่องสยองขวัญมาก่อน) ซึ่งก็ทำได้ดีจริงๆ ตัวละครค่อนข้างน้อย เลยดูวนเวียน จะเดาฆาตกรก็ไม่ยากเท่าไหร่ แต่ให้รู้วิธีการจะยากกว่า ซึ่งเป็นจุดประสงค์ที่ตรงข้ามกับคริสตี้ ผู้ให้ความสำคัญกับ "ใครฆ่า" มากกว่า "ฆ่ายังไง"

A. Garve's "Home to Roost"


จากนักเขียนทั้งหมดสี่คนที่จะพูดถึงในวันนี้ การ์ฟคงเป็นคนเดียว ที่เราไม่คิดติดตามผลงานของหมอ ไม่ใช่ว่า Home to Roost ไม่ดีนะ มันหักดิบนิยายสไตล์นี้ แทนที่จะเป็นฆาตกรวางแผนฆาตกรรม ก็เป็นนักเขียนนิยาย ซึ่งสมมติว่าตัวเขาจะก่อคดีฆาตกรรม (ซึ่งได้เกิดขึ้นแล้ว) ยังไง ถ้าตัวเขาเป็นฆาตกร เหมือนคนเขียนไม่เชื่อมั่นในเทคนิค วิธีการที่อุตส่าห์คิดขึ้น ก็เลยเอามาใช้แบบอ้อมๆ พลอตแบบนี้เหมาะสมจะเอาไปใช้เป็นเรื่องสั้นมากกว่านิยาย

G. Simenon's "The Bar on the Seine"


ถ้าจำไม่ผิด ไซมอนเคยพูดจาดูถูกคริสตี้เอาไว้ ซึ่งแค่นี้ก็พอแล้ว ที่เราจะมองหนังสือของหมอด้วยสายตาคมกร้าวเป็นพิเศษ ไซมอนค่อนข้างต่างจากคริสตี้ อ่านนิยายนักสืบแล้วไม่แปลกใจ ทำไมแกถึงได้เป็นนักเขียนคนโปรดของนักเขียนรางวัลโนเบลถึงสองคน คือเฮมมิงเวย์ และกิเด กระทั่งมหาผู้กำกับอย่างเรนัวยังเคยดัดแปลงนิยายของหมอเลย The Bar on the Seine มีหลายอย่างคล้ายคลึงกับนิยายนัวร์ มากกว่า golden age mystery คือพูดถึงโลกสีเทา และความบอบช้ำ ชั่วร้ายในจิตใจคน แม้เราไม่ใช่คนชอบอ่านนิยายนัวร์ แต่ความกระชับ และการมองธรรมชาติของมนุษย์อย่างน่าสนใจช่วยให้เราอยากลองติดตามนักสืบมากริต ผู้นี้ต่อไปอีกสักหน่อย