D. Grann's "The Lost City of Z"


เปิดปี 2011 ด้วยหนังสือที่น่าสนใจในความรู้สึกของเรามากๆ ไม่ใช่ตัวหนังสือที่น่าสนใจ แต่เป็นความรู้สึกเราต่างหาก เท่าๆ กับความชอบหนังสือเล่มนี้ คือการที่เรารังเกียจตัวผู้เขียน

พูดถึงประเด็นแรกก่อนก็แล้วกัน The Lost City of Z จัดเป็น Historical Narrative หรือเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์ นักวิจัย (ส่วนใหญ่เป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์) จะค้นๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ข้อมูลให้มากที่สุด เพื่อพยายามปะติดปะต่อเหตุการณ์สำคัญในอดีต ส่วนไหนที่ค้นไม่เจอก็เอาจินตนาการผนวกลงไปเอง หนังสือประเภทนี้ที่เคยอ่านและวิจารณ์ในบลอคนี้มาแล้ว ได้แก่ In Cold Blood, Devil in the White City และ Manhunt ถ้าจะบอกว่านี่เป็นแนวหนังสือที่เราไม่ชอบที่สุด (พอๆ กับหนังสือท่องเที่ยวและฮาวทู) ก็คงไม่เกินจริงนัก

ในแง่นี้ต้องนับว่า The Lost City of Z สอบผ่านอย่างรุนแรง เพราะเราอ่านมันได้สนุกมากๆ The Lost City of Z ว่าด้วยชีวประวัติของฟอเซตต์ นักสำรวจอเมซอน หนึ่งในผู้สละชีวิตให้แก่ความฝันในการตามหานครแห่งทองคำเอลโดราโด ธรรมดาแล้วเราไม่ค่อยชอบการมองประวัติศาสตร์ผ่านแว่นขยาย การเจาะไปที่ตัวละครหรือนักแสดงตัวใดตัวหนึ่งนัก หากแกรนน์ฉลาดพอที่จะรู้ว่า สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ ไม่ใช่ตัวฟอเซตต์ (เราคนหนึ่งล่ะที่ไม่เคยได้ยินชื่อหมอนี่มาก่อน) แต่เป็นยุคสมัยแห่งการสำรวจ สมัยที่ "นักสำรวจ" หรือคนที่เดินทางเข้าไปในแดนเถื่อน ไม่ว่าจะเพื่อหาสมบัติ โบราณสถาน หรือวัดตัวเลขนู่นนี่ เป็น "อาชีพ" จริงจัง The Lost City of Z เป็นทั้งแว่นขยายและกล้องพาโนรามาที่ช่วยให้เรามองเห็นผู้คนและยุคสมัย

แต่สิ่งที่แกรนน์ "ไม่ฉลาด" เอาเสียเลยคือการบรรจุตัวเองลงไปในหนังสือ ตัวละคร "ผม" พยายามเดินตามรอยเท้าของฟอเซตต์เพื่อไขปริศนาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในการออกสำรวจครั้งสุดท้าย และเหตุใดคณะสำรวจถึงไม่ได้กลับออกมาจากป่าลึก ด้วยเหตุนี้ The Lost City of Z ออกจะคล้ายคลึงกับภาพยนตร์ Capote มากกว่าหนังสือ In Cold Blood หากเดวิด แกรนน์ไม่ใช่ทรูเมน คาโปต ส่วนนี้ของหนังสือทั้งน่ารำคาญและแสนจะฟุ่มเฟือย เหมือนเป็นความพยายามแทรกมุกตลกแบบซิตคอมลงไปคั่นฉาก หลายสิ่งที่ "ผม" ค้นพบสามารถเอามาผสานกับเนื้อเรื่องหลักได้อย่างง่ายดาย การเปรียบเทียบตัวเองกับฟอเซตต์ (แม้จะเพื่อเชิดชูอีกฝ่าย) ยังไงก็หนีข้อหายกหางตัวเองไม่พ้น

เพราะความไม่ชอบคนเขียนนั่นเอง เราถึงยกผลประโยชน์การอ่านเพลินทั้งหมดให้กับหัวข้อเรื่อง ให้แก่อาชีพนักสำรวจ ตัวฟอเซตต์ และป่าดงดิบอเมซอน และเชื่อว่าใครก็ตามเอาเรื่องนี้มาเขียนก็คงสนุกทั้งนั้น และเผลอๆ จะสนุกกว่านี้ด้วยซ้ำ

No comments: