F. Beiser's "Hegel"

เราเคยถามผู้กำกับว่า "เชื่อเรื่องดวงไหม" ประโยคนี้ถามเป็นนัยว่า อีกฝ่ายเชื่อในปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากวิทยาศาสตร์ ปัจจัยที่พิสูจน์ไม่ได้เช่น วันเดือนปีเกิด ดวงดาว กรุ๊ปเลือด ลายมือ ว่ามีผลกำหนดลักษณะนิสัย ชะตาชีวิตของคุณหรือไม่ (และอาจ imply ลึกๆ ไปอีกว่า คุณเชื่อในไสยศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์) คำตอบของผู้กำกับคือ "เชื่อเรื่องดวง แต่เชื่อแบบวิทยาศาสตร์" ตอนที่ได้ยินคำตอบนี้ครั้งแรก อดรู้สึกไม่ได้ว่ามันตัดปมกอร์เดียนยังไงไม่รู้ เหมือนไม่ยอมเลือกข้าง ฉันเชื่อเรื่องดวงนะ แต่ฉันไม่งมงาย ฉันมองมันเป็นวิทยาศาสตร์

ทุกวันนี้ พอมองย้อนกลับไปคำตอบดังกล่าว ฉุกคิดขึ้นมาได้อย่างหนึ่งว่าช่างเป็นคำตอบที่ Hegelian อะไรอย่างนี้

ปรัชญาของเฮเกล อย่างน้อยที่ไบเซอร์สรุปออกมา ก็คือการตัดปมกอร์เดียนปมแล้วปมเล่าด้วยวิธีการคล้ายๆ แบบนี้ สิ่งที่นักปราชญ์ชาวเยอรมันในยุครอยต่อศตวรรษที่ 18 และ 19 ให้ความสำคัญก็คือการทำลายขั้วตรงข้าม แนวคิดแบบทวิภาค เช่น ถ้าไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ก็ต้องเป็นไสยศาสตร์ เฮเกลสลายขั้วตรงข้ามด้วยคำตอบที่ จะมองว่าลึกซึ้งก็ได้ หรือกำปั้นทุบดินก็ได้อีกเหมือนกัน

เช่น มนุษย์เราควรมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง หรือส่วนรวม คำตอบคือถูกทั้งสองข้อ เฮเกลจะพูดกับฝ่ายแรกว่า จริงแท้ คนเราควรมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง แต่ตัวตนของเรานั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยคนรอบข้างและการใช้ชีวิตในสังคม ขณะเดียวกันเขาก็จะพูดกับฝ่ายหลังว่า ถูกต้อง คนเราควรมีชีวิตอยู่เพื่อส่วนรวม ส่วนรวมนั้นประกอบไปด้วยแต่ละส่วนอันมีหน้าที่ เป้าหมายการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน

spirit ของเฮเกล ก็คือองค์รวมของทุกสรรพสิ่งในโลกหล้า นึกถึงวิชาชีวะมัธยมปลายที่เรียนเรื่ององค์ประกอบเซล จู่ๆ ไมโตคอนเดรียมีปากมีเสียงลุกขึ้นมาทะเลาะกับไลโซโซมว่า...เธอต้องเป็นฉันสิ...ไม่ใช่ เธอต่างหากที่ต้องเป็นฉัน ก่อนทั้งคู่จะตระหนักว่าแท้จริงแล้วต่างเป็นส่วนประกอบของเซลเดียวกัน (ไบเซอร์บอกว่านี่คือความหมายที่แท้จริงของวิภาษวิธี ไม่ใช่บทเสนอ บทแย้ง บทสังเคราะห์แบบที่มักเข้าใจกัน) และเมื่อเซลแต่ละเซลทะเลาะกันด้วยบทสนทนานี้ สุดท้ายก็จะตระหนักว่าล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อเดียวกัน จากเนื้อเยื่อไปสู่อวัยวะ จากอวัยวะไปสู่ร่างกาย จากร่างกายไปสู่สังคม สู่ประเทศ สู่โลกทั้งใบ และองค์รวมของทั้งหลายทั้งปวงนั้นแลคือ spirit

ในทางกฏหมาย ยุคนั้นมีสองโรงเรียนตบตีกันว่า ตกลงกฏหมายบัญญัติขึ้นตามหลักเหตุและผล อันเป็นสากลในธรรมชาติ หรือว่าแต่ละสังคมกำหนดขึ้น คำตอบแบบกำปั้นทุบดินของเฮเกลคือ กฏหมายบัญญัติขึ้นตามหลักเหตุและผล หากว่าเหตุและผลไม่ได้สถิตย์อยู่ในธรรมชาติ หากอยู่ในสังคมต่างหาก และเนื่องจากเฮเกลเชื่อว่าทุกสังคม ทุกวัฒนธรรม และทุกประเทศสามารถรวมกันเป็นส่วนหนึ่งของ World Spirit ได้ ดังนั้นเหตุและผลจึงเป็นภาวะ "สากล" ที่ "ไม่สากล"​ นั่นเอง

M. Puig's "Heartbreak Tango"

2012 เปิดมาแบบไม่ค่อยจะสดใสเท่าไหร่นัก กับนิยายของนักเขียนคนโปรด (มานูเอล พูอิก ผู้เขียน Kiss of the Spider Woman) ที่อ่านแล้วไม่ชอบ ใน Heartbreak Tango พูอิกพยายามอย่างยิ่งยวด อย่างร้อนแรงที่จะนำเสนอวิธีการเล่าเรื่องแบบใหม่ๆ ในที่นี้คือใช้จดหมาย อัลบั้มรูป บันทึกตารางเวลา คอลัมน์ตอบปัญญาหัวใจตามหน้านิตยสาร และสื่อผสมอีกมากมาย เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของนายฮวน คาลอส และผู้หญิงทั้งสี่คนในชีวิตเขา

เราให้เครดิตพูอิกในฐานะที่ล้มเหลวได้อย่างร้อนแรง และยิ่งยวด เอาเข้าจริงจุดเด่นของ Kiss of the Spider Woman ก็คือการเล่าเรื่องที่โดดเด่นผิดธรรมดาเหมือนกัน (แต่เอาเข้าจริง มันก็พอเถียงได้หรือเปล่าว่าไม่ใช่การเล่าเรื่องที่ผิดแผกตรงไหนหรอก แต่เป็นการเอาขนบของภาพยนตร์และละครเวทีมาใช้ต่างหาก) เพียงแต่ใน Heartbreak Tango เราอดคิดไม่ได้ว่ามัน "มากไปนิดหรือเปล่า"

อย่างไรก็ดี สุขสันต์วันปีใหม่ 2012 แด่ทุกท่านที่ตามอ่านรักชวนหัว

R. Harris' "Imperium"

ในปี 2008 เมื่อบารัค โอบามาขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของประเทศอเมริกา มีเหตุการณ์เล็กๆ เหตุการณ์หนึ่งซึ่งมีความหมายมากสำหรับเรา ในช่วงแข่งขันคัดผู้สมัครพรรคเดโมแครตระหว่างฮิลลารี คลินตัน และบารัค โอบามา หนหนึ่งคลินตันปราศรัยโดยกล่าวถึง "unsung hero" (วีรบุรุษผู้ถูกลืม) ในที่นี้คือนักการเมืองผู้หนึ่งซึ่งเป็นโต้โผใหญ่ในการขับเคลื่อนกฏหมายที่นำไปสู่ความเท่าเทียมกันระหว่างคนดำและคนขาวในอเมริกา

เท่านั้นแหละ นี่เป็นอีกปราศรัยหนึ่งของฮิลลาลีที่ถูกประณามมากที่สุด คนอเมริกาส่วนใหญ่มองว่าฮิลลารีไม่ยอมให้เกียรติมาติน ลูเธอ คิงก์ นักต่อสู้เพื่อสิทธิคนดำผู้ถูกลอบสังหาร (และการตายของคิงก์ ก็คือฉนวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฏหมายเหยียดผิวในอเมริกา) ถ้าจากมุมมองทางการเมืองแล้ว คำปราศรัยนี้ของฮิลลาลีคือความล้มเหลว แต่ถ้าจากมุมมองของคนจบกฏหมายจากเยล เราอดสงสัยไม่ได้ว่าฮิลลาลีเสียใจไหมที่พูดแบบนั้นออกไป

ใน Imperium ซิเซโร นักการเมืองโรมันในยุคสาธารณรัฐ (ก่อนคริสตศักราช) ทำมาหมดแล้ว ตั้งแต่ปกป้องไพร่ซิซิลีจากการถูกเอารัดเอาเปรียบโดยอำมาตย์โรมัน ปกป้องอำมาตย์โรมันที่ถูกไพร่กูลฟ้องร้อง ผ่านกฏหมายที่เป็นรากฐานของระบบเผด็จการ หยุดยั้งการก่อรัฐประหาร ปกป้องผู้บริสุทธิ์ ปกป้องคนพาล ทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็เพื่อความมักใหญ่ใฝ่สูงของตัวเขาเอง

แต่แล้วมันผิดอะไร ความจริงที่หลายคนไม่ยอมรับก็คือ นักการเมืองและความมักใหญ่ใฝ่สูงของพวกเขาต่างหากคือตัวแปรที่สร้างสรรค์จรรโลงโลกมานับครั้งไม่ถ้วน นักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่เลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้สิ่งนั้นจะเป็นภัยต่อตัวเอง แต่นักการเมืองส่วนใหญ่ ถ้าสถานการณ์อำนวย พวกเขาจะยืนอยู่ข้างประชาชน (ดังนั้นส่วนหนึ่งจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะสร้างสถานการณ์นั้นขึ้นมา)

ส่วนคนที่พลาดพลั้งโอกาสดีๆ โอกาสที่จะกลายเป็นวีรบุรุษ แทกซิทัส นักประวัติศาสตร์ชาวโรมันอธิบายคนพวกนี้ไว้ได้อย่างถูกต้อง "capax imperii, nisi imperasset/เขาช่างดูเหมาะสมจะเป็นจักรพรรดิ จนเมื่อเขาได้ขึ้นมาเป็นจักรพรรดิจริงๆ "

S. Ray's "Feluda's Last Case"

บางคำถามที่ทำใจไว้แต่แรกแล้วว่าคงไม่มีคำตอบแน่ๆ จู่ๆ คำตอบก็ผุดขึ้นมาเอง ระหว่างที่เรากำลังสงสัยว่า เราชอบนิยายนักสืบเฟลูดาจริงๆ หรือแค่ "เกรงใจ" คนเขียน พอลองค้นข้อมูลในเน็ตก็พบคำตอบ

Feluda's Last Case รวบรวม 7 จาก 35 นิยายสั้น/เรื่องสั้นนักสืบของสัตยาจิต เรย์ (ใช่! สัตยาจิต เรย์) นักสืบเฟลูดาอาจไม่ค่อยมีชื่อเสียงนอกประเทศอินเดียเท่าไหร่ แต่เท่าที่สอบถามครูเกิ้ลดู พบว่าเขาเป็นฮีโร่ในดวงใจเด็กชาวอินเดียอยู่เหมือนกัน (ผลงานกำกับชิ้นสุดท้ายของเรย์คือภาพยนตร์ที่สร้างมาจากนิยายเฟลูดา ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นหนังยอดฮิตของเด็กๆ จนปัจจุบัน ลูกชายของเรย์ก็ยังคงสืบทอดผลงานของพ่อโดยการกำกับหนังเฟลูดาออกมาเรื่อยๆ )

โดยผิวเผินแล้ว นิยายเฟลูดามีคุณลักษณะบางประการที่เราไม่นิยมในนิยายนักสืบ (หรือนิยายอะไรก็ตามแต่) มันเต็มไปด้วยบทสนทนา เหตุการณ์เกิดในมณฑลต่างๆ ของประเทศอินเดีย แต่เราแทบไม่รับรู้ฉากหรือสถานที่ผ่านการบรรยายเลย ดูขัดแย้งชอบกลกับนักเขียนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ แต่ถ้ามองว่านี่เป็นนิยายเด็ก เน้นความสนุกสนาน ต้องขับเคลื่อนพล็อตตลอดเวลา เรย์เขียนนิยายชุดนี้ออกมาได้อย่างพอดิบพอดี

ในส่วนความเป็นนิยายนักสืบ คุณภาพทั้ง 7 เรื่องลดหลั่นกันไป Danger in Darjeeling ที่เป็นเรื่องสั้นเปิดตัวเฟลูดาดีมาก เช่นเดียวกับ The Key แต่ที่สุดยอดคือนิยายสั้น The Mystery of Nayan เรย์แสดงฝีมือการเล่าเรื่องระดับเทพ แตะนิด แตะหน่อย แล้วออกมาลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์ (การผสมผสานพลังจิต เรื่องเหนือธรรมชาติลงไปแลดูเป็นเสน่ห์ของนิยายนักสืบโรตีดี)

จุดที่เราชอบที่สุดของนิยายเฟลูดาคือความชาตินิยมแบบกำลังพอดี เรย์เขียนนิยายเรื่องนี้เพื่อให้เด็กๆ เกิดความรักในประเทศอินเดีย ได้เห็นวัฒนธรรมอันหลากหลาย สถานที่ท่องเที่ยว โดยไม่จำเป็นต้องเอาชาวตะวันตกมาป้ายสีเป็นผู้ร้าย ตอกย้ำวาทกรรมอาณานิคมซ้ำซาก หรือการขับความ exotic แบบล้นเหลือ

Moliere's "One-Act Comedies"

หนังสือบางเล่ม อ่านแล้ว ให้ภาพของคนเขียนขึ้นมาอย่างชัดเจนเลย เราอ่านบทละครของโมลิเยครั้งแรกคือเมื่อสักสิบปีที่แล้ว Tartuffe และ The Misanthrope ทั้งสองเรื่องถือเป็นบทละครที่ผ่านการขัดเกลาแล้ว อ่านจบก็เลยนึกไม่ออกว่าโมลิเยเป็นใคร ต่างจากนักเขียนคลาสสิคคนอื่นๆ ที่ตรูต้องอ่าน ต้องเรียน ต้องเขียนเปเปอร์ยังไง แต่กับ One-Act Comedies ภาพของโมลิเยค่อยๆ ชัดขึ้นมา เล่มนี้รวบรวมบทละครสั้นองค์เดียว 7 เรื่องจากทั้งหมด 10 เรื่องที่โมลิเยเคยเขียน (สาเหตุที่ไม่ยอมรวมอีก 3 เรื่อง บรรณาธิการหนังสือออกตัวว่าเพราะเป็นละครเยินยอกษัตริย์ ไม่ได้มีคุณค่าทางวรรณกรรมอะไร)

ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยนี้ โมลิเยนี่ก็คือพี่หม่ำ จ๊กมกชัดๆ One-Act Comedies ไม่ใช่ตลกชั้นสูง ตลกชวนคิดอะไรเลย แต่เป็นตลกโป๊งชึ่งดีๆ นี่เอง โมลิเยใช้รูปแบบของ Commedia dell'arte ซึ่งเป็นละครตลกอิตาลี ทุกเรื่องประกอบไปด้วยตัวละครชื่อซ้ำไปซ้ำมา บุคลิกเดิมๆ สี่ห้าตัว (คุณหมอเด็ดโตเร แม่หญิงโคลัมบีน ตัวตลกบันตาโรเน นักดนตรีอเรกิโน นักดาบเอลแคปิตัน) เวลาคณะละคร Commedia dell'arte เดินทางไปยังเมืองต่างๆ ก็จะปรับเนื้อหาไปเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องแต่งงาน สวมเขา หมอยา skit เด็ดๆ แต่ละมุก ถ้าใช้แล้วเวิร์ค ก็จะถูกวนเวียนมาปรับใช้ในละครเรื่องต่างๆ

One-Act Comedies ของโมลิเยมีกลิ่นของ Commedia dell'arte โชยมาอย่างชัดเจน ตัวละครชื่อเดิม (และเข้าใจว่าคงเป็นนักแสดงคนเดิม) สถานการณ์คล้ายๆ เดิม และถ้า skit ไหนเด็ดจริง โมลิเยก็ไม่อายที่จะเอามารีไซเคิลใช้ในงานชิ้นอื่น ตัวอย่างเรื่องที่ตลกที่สุดในเล่มคือ The Forced Marriage ว่าด้วยผู้ชายอายุ 53 ปีที่กำลังจะแต่งงานกับหญิงสาวแสนซนคนหนึ่ง แต่ก็เริ่มไม่มั่นใจขึ้นมาว่าตัวเองตัดสินใจถูกไหม แต่งแล้วจะโดนสวมเขาหรือเปล่า ก็เลยไปปรึกษาเพื่อนสนิท นักปรัชญาสองคน แล้วก็หมอดูยิปซีอีกสองคน (ฉากหมอดูยิปซีนั้นฮามากๆ หมอดูทำนายว่าแต่งงานแล้วจะมีแต่ "เรื่องดีๆ " เช่น "ภรรยาของท่านจะทำให้ท่านเป็นที่กล่าวขวัญไปทั้งเมือง")

แต่ขณะเดียวกัน นอกจากอาการโป๊งชึ่งไปวันๆ One-Act Comedies ก็แสดงให้เห็นความพยายามที่จะสร้างสรรค์วรรณกรรมขึ้นมา เช่น การเขียนบทละครตลกในรูปแบบของกวี หรือการทำลายกำแพงที่สี่ (ใน The Rehearsal at Versailles โมลิเยและคณะมานั่งซ้อมละครไป เมาท์กันเองไปอยู่ในพระราชวังแวร์ซาย ก่อนจะต้องแสดงละครต่อหน้าพระพักตร์กษัตริย์) แต่ก็แน่นอนละว่า ถ้าพูดถึงความขำแล้ว ยังไงก็สู้เอาถาดมาฟาดกันไม่ได้

S. Bellow's "Henderson the Rain King"

อ่าน Henderson the Rain King จบ แล้วพยายามอดใจไม่ถามครูเกิ้ลว่า ตกลงเผ่าวาริริที่เบลโลเขียนถึง มันมีอยู่จริงหรือเปล่า เบลโลเขียนนิยายเล่มนี้ด้วยบรรยากาศกึ่งจริงกึ่งฝัน เฮนเดอสันเดินทางบุกป่าฝ่าดงตะลุยทวีปแอฟริกา พร้อมด้วยคนรับใช้ผู้ซื่อสัตย์พูดภาษาอังกฤษติดสำเนียง "ยูซ่า ยูซ่า" แต่พอเข้าไปถึงหมู่บ้านของชนเผ่าพื้นเมืองจริงๆ ดันไปเจอราชาของเผ่าที่พูดภาษาอังกฤษชัดเปรี๊ยะ

แต่ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าชนเผ่าวาริริเป็นเพียงจินตนาการของเบลโล ก็ต้องยกนิ้วให้เลยว่าพวกประเพณี พิธีกรรมที่ปรากฏในหนังสือ อ่านแล้วแนบเนียนสมจริงเอามากๆ เช่น ประเพณีที่แขกผู้มาเยือนเผ่าต้องเล่นมวยปล้ำกับหัวหน้าเผ่า หรือการคัดเลือกตำแหน่งสำคัญในเผ่าด้วยการยกเทวรูปศักดิ์สิทธิ์ เฮนเดอสันเป็นชาวอเมริกัน ประสบปัญหา Midlife Crisis เลยตัดสินใจทิ้งลูกเมีย เดินทางมาแอฟริกา ด้วยความหวังว่าจะเรียนรู้สัจธรรมของชีวิตจากชนเผ่าพื้นเมือง แต่ไปๆ มาๆ เฮนเดอสันเข้าร่วมพิธีคัดเลือก "ราชาแห่งฝน" ซึ่งเป็นตำแหน่งรองจากราชาของเผ่า และเมื่อผ่านการคัดเลือก เขาก็ได้เข้ามาใกล้ชิดกับราชาแห่งเผ่าวาริริ ผู้ชายที่เฮนเดอสันยกย่อง และเชื่อว่าอีกฝ่ายกุมความลับของชีวิตเอาไว้

ซึ่งก็น่าอยู่หรอก เพราะตามกฏของเผ่าวาริริ ราชาจะขึ้นครองตำแหน่งได้อย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อเขาผ่านพิธีสืบทอด ด้วยการจับสิงโตที่เป็นร่างทรงของราชาคนก่อนด้วยมือเปล่า ถ้าพลาดพลั้งขึ้นมา ก็จะถูกสิงโตตะปบตาย แต่ถ้าชักช้าไม่ยอมเข้าร่วมพิธีนี้เสียที ก็จะถูกคนในเผ่าฆ่าทิ้งอยู่ดี ในเมื่อราชาของวาริริใช้ชีวิตที่ใกล้ชิดกับความตายขนาดนี้ ถ้าจะมีปัญญาอย่างสองอย่างมากกว่าคนทั่วไปก็คงจะไม่แปลก

เสน่ห์ของ Henderson the Rain King คือไม่รู้จะจัดมันเป็นนิยายประเภทไหนดี มันดูเลื่อนไหลผสมผสานหลาย genre เข้าด้วยกัน บางช่วงก็เหมือนจะออกแนว A Connecticut Yankee in King Arthur's court ว่าด้วยคนขาวที่นำเอาความเจริญเข้าไปยังพื้นที่กันดารไกลพื้นเที่ยง แต่บางช่วงก็กลับกันเลย ว่าด้วยคนขาวไปศึกษาความลับของชีวิตจากท้องถิ่นแดนไกล (แต่ที่มันย้อนแย้งมากคือ ไปๆ มาๆ ราชาแห่งเผ่าวาริริเองก็ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก และมีวิธีคิดหลายอย่างเหมือนฝรั่ง) ขณะเดียวกันมันก็มีส่วนผสมของ Don Quixote ด้วย

A. C. Bradley's "Shakespearean Tragedy" part 2

แบรดลีเรียงลำดับสี่โศกนาฏกรรมเอกของเชคสเปียร์จากชอบมากสุดไปน้อยสุดได้ดังนี้ Othello, Hamlet, Macbeth, และ King Lear ซึ่งเป็นลำดับที่ตรงข้ามกับเราโดยสิ้นเชิง สั้นๆ เกี่ยวกับโศกนาฏกรรมสี่เรื่องนี้คือ เราเทินทูน King Lear เอ็นดู Macbeth ผูกพันกับ Hamlet และโคตรเบื่อ Othello เลย

จะไม่ให้ผูกพันกับเจ้าชายแห่งเดนมาร์กได้อย่างไร แฮมเลต ว่ากันโดยเนื้อผ้าแล้วก็คือ เด็กหนุ่มปัญญาชน ฉลาดล้ำจนเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ล้มเหลวกับหน้าที่ของตัวเอง โลกของ Hamlet พระราชวังเดนมาร์ก เต็มไปด้วยสิ่งเน่าเสีย และแฮมเลตคือคนนอกที่แหวกว่ายอยู่ท่ามกลางปฏิกูลเหล่านี้ ไม่ยากเลยที่มนุษย์สมัยใหม่จะรู้สึกผูกพันใกล้ชิดกับตัวละครดังกล่าว (และนี่เป็นสาเหตุที่ไม่ว่านักวิจารณ์จะพูดยังไง เราก็ยังนิยมฉบับอีธาน ฮอว์กไม่เสื่อมคลาย)

Othello ตรงข้ามกับแฮมเลตโดยสิ้นเชิง อิยาโกเป็นบุคลาธิษฐานแห่งความชั่วร้าย ท่ามกลางตัวละครที่ไม่มีใครเป็นผู้ร้ายจริงๆ จังๆ เทียบกับอีกสามเรื่อง มันมีลำดับการเล่าที่ไม่ค่อยสะสวยนัก แบรดลีเองก็ยอมรับตรงนี้ แต่เขาพยายามแก้ต่างให้บทละครโปรดโดยอ้างว่า Othello ไม่ใช่โศกนาฏกรรมของโอเทลโล แต่เป็นของอิยาโกด้วยต่างหาก

King Lear น่าจะติดเป็นเชคสเปียร์ที่เราชอบที่สุด King Lear ไม่ใช่ทั้ง Hamlet และ Othello เพราะหนนี้ความดีงามและความชั่วร้ายยกขโยงมากันเป็นกองทัพ มองให้ง่ายที่สุด King Lear ก็คือการปะทะกันระหว่างความดีงามและความชั่วร้าย ซึ่งสถิตอยู่ในตัวละครฝั่งละสี่ห้าตัว แบรดลีให้เหตุผลที่ชอบเรื่องนี้น้อยสุดว่า มันสมควรถูกเขียนและอ่านเป็นนิยาย มากกว่าจะขึ้นแสดงบนเวที น่าแปลกที่จนถึงศตวรรษที่ 19 แม้นักวิจารณ์จะยกย่อง King Lear ให้เป็นผลงานชิ้นเอกของเชคสเปียร์ แต่น้อยคนนักจะกล้าหยิบมันขึ้นมาเล่น

ชั่วชีวิตนี้เคยดู Macbeth ประมาณห้า productions ไม่รู้บังเอิญหรืออย่างไร สองในห้าจงใจทำออกมาเป็นละครชวนหัว และอีกสาม productions ที่เหลือ ก็อดไม่ได้จะแฝงนัยยะความขบขันบางอย่าง แน่นอนว่าคู่สามีภรรยาแมคเบธไม่ใช่ตัวดี แต่เว้นผู้หญิงและเด็กเสีย สกอตแลนด์ในละครก็ดูเทาๆ หม่นๆ ไม่ค่อยมีใครดีอีกเหมือนกัน แบรดลีไม่ได้มอง Macbeth เป็นละครชวนหัว แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธว่าละครเรื่องนี้เต็มไปด้วยบทพูดและสถานการณ์อันย้อนแย้ง ซึ่งถ้านักแสดงพลิกลิ้นดีๆ ก็จะเรียกเสียงหัวเราะได้ไม่ยาก