H. Hesse's "Klingsor's Last Summer"

เฮสเสอะเข้าใจอะไรบางอย่างที่เราไม่เข้าใจ เราไม่รู้แม้กระทั่งว่าสิ่งที่เขาเข้าใจนั้นคืออะไร หนทางสู่การดับทุกข์ พระผู้เป็นเจ้า ศาสนาหนึ่งเดียว หรือการสิ้นสูญของเวลา งานเขียนของเฮสเสอะแตะลึกลงไปถึงจิตวิญญาณ และชวนให้เราตั้งคำถามถึงตัวตนของมนุษย์

ไม่ได้ค้นมาละเอียดว่า Klingsor's Last Summer คืออะไรกันแน่ รวมเรื่องสั้นสามเรื่องของเฮสเสอะชิ้นนี้ ถูกตีพิมพ์โดยใช้เรื่องสุดท้ายเป็นชื่อปก แต่นี่คือเรื่องที่เราชอบน้อยที่สุด อีกสองเรื่องคือ A Child's Heart และ Klein and Wagner ล้วนมีความโดดเด่นกว่ามาก

A Child's Heart เป็นการมองโลกแบบที่มีแต่เด็กเท่านั้นที่จะมองเห็น แต่ขณะเดียว วิธีนำเสนอของมัน มีแต่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะนำเสนอออกมาได้ เราเข้าใจสิ่งที่ตัวเอกของเรื่องต้องเผชิญ ความรู้สึกผิดกับเรื่องไร้สาระ การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และความเชื่อว่าไม่มีมนุษย์คนใดสามารถทนทานความเจ็บปวดนี้ ขณะเดียวกัน ต้นเหตุของความรู้สึกนี้ช่างแสนไร้สาระ มีแต่เด็กเท่านั้นที่จะมองอะไรแบบนี้ แต่เฮสเสอะก็ช่างบรรยายทุกเม็ดความรู้สึกละเอียดยิบ จนไม่หลงเหลือน้ำเสียงความเป็นเด็กในตัวละคร ความขัดแย้งตรงนี้ทำให้เรื่องสั้น A Child's Heart น่ามหัศจรรย์เอามากๆ

ในทางตรงกันข้าม เราไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเอก ไคลน์ ใน Klein and Wagner ต้องเผชิญ ชีวิตของเขากลับไปกลับมาระหว่างสองขั้วสุดโต่ง บางช่วงขณะไคลน์อยู่กับปัจจุบันอย่างถึงที่สุด จิตใจของเขาพิสุทธิ์ใส พร้อมเปิดรับทุกอย่างในโลก (ไม่เกินเลยนัก ถ้าจะเรียกประสบการณ์ของไคลน์ช่วงนี้ว่าการ "ตรัสรู้") แต่ในวินาทีถัดมา ไคลน์กระโดดกลับลงมาภาวะจิตใจที่ตกต่ำยิ่งกว่าสามัญชนเสียอีก ทุกครั้งที่เขาพบพานความสุข หรือหยิบยื่นความสุขให้แก่ผู้อื่น ไคลน์วิ่งหนีออกจากห้องพักกลางค่ำคืน หนหนึ่งเขานอนค้างกลางป่าอยู่ท่ามกลางทุ่งเบอรี อีกหนหนึ่งเขาต้องตัดสินใจว่าจะจบชีวิตตัวเองดีหรือเปล่า

เราไม่เข้าใจไคลน์ แต่เฮสเสอะบรรยายความรู้สึกตัวละครได้อย่างงดงาม ชวนติดตาม Klein and Wagner เต็มไปด้วยความฉงนอันแสนหฤหรรษ์ แม้เราจะเข้าใจตัวละครน้อยลง แต่เหมือนระหว่างที่อ่าน เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น

Klingsor's Last Summer เป็นบันทึกช่วงสุดท้ายของจิตกรคลิงซอร์ผู้โด่งดัง เสียชีวิตขณะอายุเพียง 42 ปี ไม่ชอบเรื่องนี้ ดูเป็นอีกด้านของเฮสเสอะที่สนุกกับความแรนดอม เหมือนใน Journey to the East

R. Patel's "The Value of Nothing"

ได้ข่าวว่าสำนักพิมพ์มติชนกำลังจะออก The Value of Nothing ฉบับแปลไทยปลายปีนี้ น่าตื่นเต้นจริงๆ ...ขอหลับหูหลับตา อยู่ในโลกแห่งความฝันว่า การออกหนังสือใหม่ในเมืองไทยเป็นเหตุแห่งการเฉลิมฉลอง ผู้คนจะแห่กันไปซื้อหนังสือเล่มนี้เพื่ออ่าน อ่านเสร็จแล้วก็จะมาถกกันอย่างกว้างขวาง...ช่างน่าตื่นเต้น

ก็จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร ท่ามกลางกีฬาสี ความขัดแย้ง ทั้งสองฝ่ายสามารถหาอาวุธใหม่ๆ หรือข้อความที่สนับสนุนความคิดของตัวเองได้จากหนังสือเล่มนี้ด้วยกันทั้งนั้น ที่เป็นอย่างนี้เพราะพาเทลไม่ได้เขียนตำราเศรษฐศาสตร์เล่มนี้โดยนึกถึงเมืองไทย เอาเข้าจริงพาเทลน่าจะแทบไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับเมืองไทยเลย (นอกจากการ "บวชต้นไม้" ที่เขาเขียนอย่างชื่นชมเอาไว้ใหญ่โต) ถึงพาเทลจะเขียนหนังสือจากจุดยืนทางอุดมการณ์ แต่มันช่างเป็นอุดมการณ์ที่ตัดผ่าน ทะลุทั้งสองฝ่ายความขัดแย้งในเมืองไทยได้อย่างสวยงาม

นี่คือหนังสือ "ด่าทุนนิยม" เราอยากเสริมด้วยว่าด่าชนิดฮาร์ดคอร์เลย คือไม่ใช่แค่ว่าทุนนิยมไม่ดี เพราะคนไม่ดี เพราะนักการเมืองโกง เพราะการผูกขาดการค้า แต่สิ่งที่ผิดพลาดของทุนนิยมอยู่ที่ปรัชญาพื้นฐาน ตลาดเสรีเลย ดังนั้นไม่ต้องแก้ เพราะแก้ยังไงก็ไม่สามารถทำให้กะปิมันหอมขึ้นมาได้ (ถึงพาเทลจะแอบถอยก้าวสั้นๆ ตอนท้ายเล่มว่า เรายังไม่ควรยกเลิกระบบตลาด หรือทรัพย์สินส่วนบุคคล)

แน่นอนว่าในหนังสือที่ด่าทุนนิยมแบบนี้ คำถามที่ตามมาโดยพลันคือ "อะไรคือทางเลือกใหม่" น่าสนใจว่าพาเทลตอบมายืดยาวในครึ่งหลังของหนังสือ ด้วยการไม่ตอบอะไรเลย เขาเพียงแค่ตามไปรายงานการเคลื่อนไหวของมวลชนในสถานที่ต่างๆ เพื่อยกตัวอย่างการต่อสู้กับทุนนิยมในระดับท้องถิ่น (รวมไปถึงการบวชต้นไม้ ต้านเขื่อนในเมืองไทยด้วย) คำตอบของพาเทลคือ เราไม่สามารถสู้กับระบบทุนนิยมด้วยอีกระบบ หรืออีกทฤษฎีหนึ่ง แต่ต้องสู้ด้วยการเคลื่อนไหวท้องถิ่นที่ผันแปรไปตามสถานการณ์ (แม้แต่ศิษย์อาย แรนด์อย่างเรา ก็ยังยอมรับคำตอบกำปั้นทุบดินแบบนี้ได้ เพราะมันคือการนำความย้อนแย้ง และ paradox มาเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎี) พาเทลสรุปว่า มนุษย์เราต้องหนีออกจากความเป็น "มนุษย์เศรษฐศาสตร์" (ที่ถูกกำหนดโดยตลาด) มาเป็น "มนุษย์การเมือง" ที่ต่อสู้บนวิถีการเมือง เพื่อยกระดับอำนาจของตัวเอง

น่าตื่นเต้น น่าตื่นเต้นจริงๆ จะรอวันที่คนไทยหาซื้อเล่มนี้มาอ่านและถกเถียงกัน

ข้าน้อยสมควรตาย!

โอ้ มายบุดดา! ลองเปิดอีเมลดูเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งปี มีจดหมายเข้ามาเป็นภูเขาเลากา หลายฉบับส่งเรื่องสั้นมาร่วมโครงการ R.O.D. ขออภัยท่านนักเขียนทั้งหลายที่ไม่ได้อ่าน ไม่ได้วิจารณ์ ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ จะรีบทยอยจัดให้โดยพลัน

เนื่องจากรักชวนหัวไม่ได้เช็คอีเมลแอคเคาต์นี้เป็นประจำ สำหรับคนที่ส่งอีเมลมา กรุณาโพสบอกในบลอคด้วย (กระทู้ล่าสุดก็ได้) *และ* ช่วยกรุณาใส่ "ชื่อ" ของท่านด้วย (ชื่อปลอมก็ได้) เพราะถ้าโพสเป็น anonymous มันจะส่งเข้า spam ทันที

ตั้งแต่เริ่มวิจารณ์เรื่องสั้นชิงซีไรต์ มีหลายคนเขียนมาถามว่าเล่มไหนเป็นเล่มไหนบ้าง (รวมไปถึงตัวนักเขียนเองด้วย!) ต้องขออภัยจริงๆ ที่บอกไม่ได้ เป็นนโยบายเพื่อ "ความสนุก" ของเกล้ากระหม่อมเองที่จะวิจารณ์ได้เต็มปากเต็มคำ กราบขออภัยมา ณ ที่นี้

S. Prickett's "Narrative, religion, and science"

สงสัยกันบ้างไหม เวลาอัจฉริยะเขาเฮฮาปาตี้กัน เขาเล่นเกมอะไร จอห์น วิลเลอร์ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ เล่าว่า เขาเคยไปงานเลี้ยงกับเพื่อนๆ ตกลงชวนเล่นเกมยี่สิบคำถามกัน โดยให้ผู้เล่นออกไปนอกห้อง แล้วคนที่เหลือช่วยกันคิดคำปริศนา ถึงตาวิลเลอร์เป็นผู้เล่น พอกลับเข้ามา เขาสังเกตว่าเพื่อนยิ้มแปลกๆ ก็รู้ได้ทันทีว่า มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล วิลเลอร์เริ่มต้นถามเพื่อนทีละคน “เป็นสิ่งมีชีวิตหรือเปล่า” “ไม่ใช่” “เป็นชื่อสถานที่หรือเปล่า” “ไม่ใช่” “เป็นปรากฏการณ์ในธรรมชาติใช่หรือไม่” “ใช่” พอถึงคำถามที่สิบเก้า วิลเลอร์ถามว่า “มีสีขาวใช่หรือเปล่า” “ใช่” เขาหันไปหาเพื่อนคนสุดท้าย “เมฆหรือเปล่า” พออีกฝ่ายตอบว่า “ใช่” คนทั้งห้องก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

เรื่องของเรื่องคือทั้งยี่สิบคนตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่ารอบนี้จะไม่คิดคำ โดยแต่ละคนอยากตอบอะไรก็ตอบไป แต่มีข้อแม้คือ ต้องมี “คำตอบที่ถูก” (ของตัวเอง) อยู่ในใจ ดังนั้นเกมนี้ คนที่เล่นยากจริงๆ ไม่ใช่ตัววิลเลอร์ แต่เป็นเพื่อนทั้ง 20 คนต่างหาก (เพราะต้องแปลงคำตอบของตัวเองไปเรื่อยๆ ตามคำตอบของคนก่อนหน้านั้น)

มันมีบทเรียนแฝงอยู่ในเรื่องนี้ด้วย ถ้าเป็นพวก “หลังสมัยใหม่สุดโต่ง” คงบอกว่าเรื่องเล่าของวิลเลอร์แสดงให้เห็นถึงสภาวะโลกหลังสมัยใหม่ที่ปราศจาก grand narrative ไม่มีความจริงหนึ่งเดียว แต่ละคน “โกหก” เพื่อดัดแปลงความจริงไปเรื่อยๆ คำนิยามของหลังสมัยใหม่แบบนี้ได้รับอิทธิพลมาจากเลียวตาร์ด ใน Narrative, Religion, and Science พริกเกตต์พยายามรื้อสร้างคำกล่าวของเลียวตาร์ด โดยบอกว่า คำพูดที่ว่า “โลกนี้ไม่มี grand narrative” นั่นต่างหากที่กลายเป็น grand narrative ของสังคมยุคใหม่ อีกนัยหนึ่ง Cretan Paradox “คำพูดทุกคำที่ออกจากปากข้าพเจ้านั้นเชื่อถือไม่ได้” นั่นเอง

ขอแวบไปภาพยนตร์ Rashomon ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะเป็นภาพยนตร์ที่ถูกอ่านผิด เข้าใจผิดมากที่สุดเรื่องหนึ่ง คนปัจจุบันมักจะเอาปรัชญาหลังสมัยใหม่มาจับมัน ทั้งที่สมัยคุโรซาวะกำกับหนังเรื่องนี้ หลังสมัยใหม่ยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ (แต่เอาละ งานเขียนของเจมส์ จอยซ์เองก็ได้รับฉลากหลังสมัยใหม่ย้อนหลังเหมือนกัน) เราขอฟันธงทุบโต๊ะว่า Rashomon ไม่ได้ว่าด้วยโลกที่ความจริงถูกบิดเบือนจนไร้ความหมาย เรื่องเล่าของคนตัดฟืนนั่นแหละคือความจริง (มีเงื่อนขำหลายข้อ เช่น การใช้ดนตรีประกอบ เฉพาะเรื่องเล่าของคนตัดฟืนเท่านั้นที่ไม่มีดนตรีประกอบ จึงแลดู realistic กว่าเรื่องอื่น [ไม่นับอีกว่าคุโรซาวะจงใจใช้ดนตรีประกอบที่ฟังดูละคร ไม่สมจริง] รวมไปถึงคนตัดฟืนไม่ได้มีผลได้ผลเสียจากเหตุการณ์ในป่าละเมาะ ดังนั้นจึงเป็น "impartial observer")

("ความเข้าใจผิด" ที่คนมีต่อภาพยนตร์ Rashomon ลามปากไปถึงเรื่องอื่นๆ เลยกลายเป็นว่า อะไรที่เล่าเรื่องด้วย unreliable narrator ต้องไปสนับสนุนทฤษฎีหลังสมัยใหม่เสียหมด ทั้งที่เอาเข้าจริง plot device แบบนี้มักถูกใช้เพื่อจบหักมุม แต่ศิลปินเองก็ชอบให้ผู้ชมอ่านผลงานของตัวเองในลักษณะนี้ เพราะแน่นอนว่า pet degree ที่ลากต่อไปถึงคุโรซาวา ย่อมดูดีกว่าที่ลากไปหาโดนัล คอฟแมน [น้องชายฝาแฝดสมมติของแอนดี คอฟแมนใน Adaptation] ส่วนตัวเราว่าวิธีคิดแบบนี้เป็นการ "เหยียบเรือสองแคม" [have a cake and eat it] ถ้าแน่จริงและอยากพูดถึงการละลาย grand narrative ทำไมไม่เผยความลับนั้นออกมากลางเรื่องเล่า การที่ศิลปินใช้ประโยชน์จาก fetish ของการจบหักมุม และบอกว่ากำลังละลาย grand narrative ก็เหมือนคนทำหนังโป๊ มาบอกว่าผลงานของข้าพเจ้าส่งเสริมการแสดงออกซึ่งความรักระหว่างเพศนั่นแหละ)

พริกเกตต์บอกว่า ตั้งแต่เปิดศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา เกิด “fundamentalist” แนวใหม่ ที่เชื่อในสภาวะไร้ความจริงอย่างสุดโต่ง จนกลายเป็นการยกสภาวะไร้ความจริงขึ้นมาเป็น grand narrative แทน Cretan Paradox ในศตวรรษที่ 21 คือ “จำเป็นไหมที่รัฐบาล ต้องรับรองสิทธิของกลุ่มคนที่พยายามริดลอนสิทธิคนอื่น” อันเป็น paradox แก่นในงานเขียนหลายชิ้นของซีเซก หรือในเวอร์ชั่นไทยๆ เรณู ปัญญาดีเคยเขียนการ์ตูนล้อเลียนราษฎร (อาวุโส) ดัดจริต ถือป้าย “จะเอาประชาธิปไตย ถามกูหรือยัง”

คำตอบของพริกเกตต์คือ grand narrative นั้นมีจริง เพียงแต่มันเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง (irony) และการแบ่งแยกเป็นส่วนๆ (fragment) (ประชาธิปไตยถึงเป็นสุดยอด grand narrative เพราะตัวมันเองมีคุณสมบัติครบถ้วน ทั้งความย้อนแย้งและการแบ่งแยก) พริกเกตต์ทะลวง paradox ด้วยการยอมรับว่า grand narrative มีจริง และ เพราะมันมีจริงนั่นแหละ มันถึงไม่มีอยู่จริง ใน Narrative, Religion, and Science พริกเกตต์นำ grand narrative ใหญ่ๆ ทั้งทางฝ่ายศาสนาและวิทยาศาสตร์ เช่น คัมภีร์ไบเบิล Principia หรือ The Origin of Species มาชี้ให้เห็นความย้อนแย้งภายใน (คล้ายๆ กับ “ความจริง” ของคนตัดฟืนที่ย้อนแย้งเสียยิ่งกว่าการที่สามคนผลัดกันมาเล่าเรื่องโกหกเสียอีก)

ท้ายที่สุดแล้วจอห์น วิลเลอร์สามารถทายคำตอบได้ถูกต้องว่า "เมฆ" นี่แสดงให้เห็นว่าเกมที่พวกอัจฉริยะเขาเล่นกันไม่ใช่เกมต้มหมู ความจริงมีอยู่ประสก เจ้าจะมองหามัน หรือหลับหูหลับตาอยู่ในอคติของตัวเองต่อไป

ความเฮฮาของการอ่านผิด

ว่ากันว่า ถ้าบทละครทั้งโลกถูกเผาไฟ แล้วเหลือรอดมาแค่ Hamlet เพียงเรื่องเดียว ก็ยังถือว่าการละครสามารถดำเนินต่อไปได้ นี่เป็นอติพจน์โวหารยกย่องบทละคร Hamlet ว่ามันลึกซึ้งถึงขนาดเอามาตีความได้ไม่รู้จบสิ้น แต่เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าที่เอาบทละครเรื่องเดียวมาดัดแปลงเล่นกันทั้งโลก สุดท้ายมันจะไม่มีฉบับไหนเลยหรือที่ออกมาผ่าเหล่าผ่ากอ ในทางตรงกันข้าม ถ้าโลกนี้เหลือ Hamlet ให้เล่นเพียงเรื่องเดียว หากไม่มีฉบับไหนตีลังกาเล่นเลย มันจะไปสนุกอะร้าย

(เอาเข้าจริง เราว่าการอ่าน Hamlet แบบฟรอยด์ ที่เรียกเจ้าชายแห่งเดนมาร์กว่าเป็น "ราชายืดยาด" มันก็โคตรจะผ่าเหล่าผ่ากอเลย แต่ด้วยฟรอยด์ใช้วิธีอ่านแบบนี้มาสนับสนุนทฤษฎีอันโด่งดังของตัวเอง "ราชายืดยาด"​ ก็เลยกลายเป็นฉายามาตรฐานของแฮมเลตไป)

Hamlet ฉบับที่พิสดารที่สุดเท่าที่เราเคยดูคือภาพยนตร์เรื่อง Prince of the Himalayas เป็นหนังธิเบต (เรื่องแรกเลยด้วยกระมัง) เอา Hamlet มาตีความใหม่ โดยสรุปลงท้ายว่าผีพ่อของแฮมเลตเป็นผู้ร้ายสูดสุด เจ้าชายแฮมเลตคือลูกที่แท้จริงของคลอดิอุส และเกอทรูตที่ลักลอบได้เสียกัน (ที่จริงคือราชาแฮมเลตใช้สิทธิเจ้าปกครองแย่งชิงคนรักมาจากน้องชาย) ราชาแฮมเลตเมื่อรู้ความจริงก็พยายามฆ่าล้างบาง แต่ตัวเองถูกปลงพระชนม์เสียก่อน ก็เลยมาปรากฏตัวเป็นวิญญาณให้เจ้าชายแฮมเลตเห็น เพื่อหลอกให้แฮมเลตสังหารพ่อที่แท้จริงของตัวเอง

บทสรุปของ Hamlet ฉบับธิเบตก็คือการแก้แค้นเป็นเรื่องไม่ดี มาอภัยปรองดองกันดีกว่า (จุ๊บๆ )

เรียกได้ว่าอ่านผิด แปลงผิดเสียจนเลเวอลิน ซินแคลร์ยังต้อง facepalm (เลเวอลิน ซินแคลร์เป็นตัวละครในเดอะซิมสัน จากตอนที่ดังมากๆ คือ A Streetcar Named Marge หมอนี่ดัดแปลงบทละครของเทนเนสซี วิลเลียม แล้วก็อ่านผิดกระจุยกระจาย จนเกิดเป็นคำพูดตบท้ายที่ดังมากคือ "คนแปลกหน้านั้นไซร้ ก็คือเพื่อนที่สูยังบ่ฮู้จักนั่นแล") แต่อย่างที่บอก ก็เพราะอ่านผิดแปลงผิดนี่แหละ Prince of the Himalayas ถึงได้เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่ตรึงใจเรามากๆ

ในแง่หนึ่งการอ่านผิดแปลงผิดมันมีเสน่ห์ของมันอยู่ บทความคราวนี้ก็เลยอยากจะลองวิเคราะห์การอ่านผิดแปลงผิดในรูปแบบต่างๆ ดู (พึงตระหนักว่า ในโลกที่เหลือบทละครเชคสเปียร์แค่เรื่องเดียว ถ้าทุกฉบับออกมาตามที่เชคสเปียร์ตั้งใจหมด คงน่าเบื่อพิลึก ดังนั้นความล้มเหลวและความสำเร็จ กรณีนี้จึงแบ่งกันแค่เส้นบางๆ เท่านั้น)

กรณีแรกนี้ เอาเข้าจริงจะเรียกว่าอ่านผิดก็ไม่เชิง ในเมื่อผู้กำกับไม่ได้ทำอะไรใหม่ นอกจากพยายามเดินตามร่องรอยที่ผู้เขียนทิ้งไว้ แต่บทละครก็เหมือนเครื่องจักรอันซับซ้อน บางครั้งน็อตหวานไปแค่ตัวเดียว ที่ใส่หมูแล้วจะออกมาเป็นไส้กรอก อาจกลายเป็นไก่ย่างไปเลยก็ได้ ตัวอย่างที่เรานึกได้ตอนนี้คือ แมคเบธ ฉบับเปิดโรงละครใหม่ของคณะอักษร

น่าอัศจรรย์ว่า ขณะที่ทีมงานถอดความบทละครดั้งเดิมแทบไม่มีตกไม่มีหล่น แต่ผลงานที่ได้กลับมีกลิ่นไทยเอามากๆ เชคสเปียร์ใส่เรื่องราวของแม่มดทั้งสามลงไป เพื่อสร้างบรรยากาศความลึกลับเหนือจริง แต่ในฉบับดัดแปลงของอักษร ประเด็นแม่มดถูกขับออกมากลางเวที แมคเบธ จึงกลายเป็นบทละครเกี่ยวกับความเชื่อโชคลางของผู้นำประเทศและหายนะที่ตามมา (อาจเป็นด้วยเรื่องบังเอิญว่า ขณะนั้นข่าวแซวหน้าหนึ่งที่โด่งดังของเมืองไทยคือ "วิชาที่ออกฟอร์ดไม่ได้สอน" ว่าด้วยการที่อดีตนายกอภิสิทธิ์ ไปนุ่งขาวห่มขาวทำพิธีต่ออายุรัฐบาลพรรคปชป.)


ส่วนหนึ่งก็เพราะฉากที่สะกดคนดูที่สุดในละครคือฉากงานสังสรรค์ของแม่มด ในครึ่งหลัง เงาและอิทธิพลของไสยศาสตร์ครอบงำบทละครอย่างสลัดไม่พ้น ผ่านคำทำนายของแม่มด (คนดูคอยลุ้นว่าสุดท้ายแล้วแมคเบธจะถูก screwed over ได้ยังไง ในเมื่อฤษีลิงดำท่านทำนายออกมาดีเว่อร์ขนาดนั้น) แมคเบธ ฉบับนี้จึงกลายเป็นบทละครเกี่ยวกับ superstition แทนที่จะเป็น ambition ไป ซึ่งนี่อาจเป็นความตั้งใจของผู้กำกับก็ได้ เพราะตอนจบแม่มดทั้งสามก็โผล่ออกมาพูดบทเปิดละครอีกครั้ง (ซึ่งจุดนี้ไม่มีในต้นฉบับ)

ขอย้ำตรงนี้อีกครั้งว่า ถึงเราจะใช้คำว่าอ่าน "ผิด" แต่เราชื่นชอบผลลัพท์มากๆ เพราะมันแสดงให้เห็นความไร้ขีดจำกัดของบทละครเชคสเปียร์ ที่เมื่อเอามาเล่นข้ามวัฒนธรรม ก็มีแง่มุมใหม่ๆ ผุดขึ้นมา

กรณีต่อมาคือ Prince of the Himalayas ดังที่กล่าวถึงไปแล้ว ความผิดลักษณะนี้คือผิดเพราะ "ตอบโจทย์ผิด" เราเองก็ไม่แน่ใจว่าสังคมธิเบตจริงๆ เป็นอย่างไร แต่เราเชื่อว่าคงอนุรักษนิยมสูง บทละครที่แสดงถึงด้านมืดของตัวเอกอย่าง Hamlet จึงอาจเป็นโจทย์ที่ซับซ้อน เกินกว่าจะบรรจุลงในสังคมธิเบตได้ (เราเชื่อว่าผู้กำกับรู้แหละ ว่าจริงๆ Hamlet มันเกี่ยวกับอะไร แต่บางทีด้วยเงื่อนไขการขอทุน การสร้างภาพยนตร์แห่งชาติ เขาเลยต้องจงใจอ่านผิด) การอ่านผิดลักษณะนี้ จึงมาจากการตอบโจทย์ และเข้าใจบทละครดั้งเดิมผิดนั่นเอง (ละคร รักทรยศ ที่เราเพิ่งเขียนถึง ก็เข้าข่ายลักษณะนี้)

แน่นอนว่าบทละครไม่ใช่ข้อสอบเลข ไม่มีถูกผิด ดังนั้นการอ่านผิดในลักษณะนี้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ให้รสชาติแปลกใหม่ในการชมละคร

อ่านผิดในลักษณะสุดท้าย คือการที่ผู้กำกับคิดเอาเองว่าเพิ่มตรงนี้ หรือตัดตรงนี้ออก ก็ไม่เป็นไรหรอกน่า การอ่านผิดลักษณะนี้ไม่ค่อยน่าชื่นชมนัก อย่างน้อยการอ่านผิดสองแบบแรก ก็ยังมีความพยายามที่ดิ้นอยู่ในโจทย์ที่บทละครให้มา แต่อ่านผิดแบบนี้ ถ้าไม่เกิดจากอาการ "เรื้อน"​ ของผู้กำกับเอง ก็เกิดจากเงื่อนไขทางการตลาด ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนิยายส่วนใหญ่จะอ่านผิดลักษณะนี้เยอะ (ลองถามครูเกิ้ลประมาณ "worst novel adaptation" จะได้ลิงค์ขึ้นมาเพียบเลย) ตัวอย่างที่เราพอจะนึกออกคือ The Steadfast Tin Soldier ใน Fantasia 2000 ซึ่งเปลี่ยนตอนจบ และ -- พูดในฐานะแฟนของแอนเดอสัน -- "ทำลาย" นิทานเรื่องนี้ (เราไม่มีปัญหานี้กับ The Little Mermaid อาจจะเพราะเราไม่คิดว่าการจบเศร้าของนางเงือกน้อยมันจำเป็นเท่ากับทหารดีบุกผู้ยืนยง)

คราวหน้าเราจะมาดูมหากาพย์แห่งการอ่านผิดกัน

ตงฟางปู๋ป้าย หมื่นปีมีข้าคนเดียว

วันก่อนคุยกับเพื่อนฝรั่งทางเน็ต เพื่อนคนนี้กำลังเรียนวรรณกรรม โดยเลือกเรียกวิชาบทละคร เทอมนี้ก็เลยมีการบ้านต้องอ่านบทละครมากมาย เขาพูดมาประโยคหนึ่งน่าสนใจดีว่า "เสน่ห์ของการอ่านบทละคร ก็คือเราสามารถอ่านมันจบภายในอึดใจเดียว (one sitting)" ซึ่งก็จริงของเขา บทละครเรื่องหนึ่งอาจจะมีเนื้อหายาวกว่าหนังด้วยซ้ำ แต่เราสามารถเสพมันภายในเวลาที่สั้นกว่า หรือเท่าๆ กัน

น่าเสียดายที่เมืองไทยไม่มีวัฒนธรรมการอ่านบทละคร เอาเข้าจริงแค่จะหาบทละครตีพิมพ์ยังยากเลย แม้ว่าทุกวันนี้วงการละครไทยจะคึกคักยิ่งกว่าเดิม แต่ดูเหมือนสถานะของผู้เขียนบทละครก็ยังไม่กลายเป็น "auteur" เสียที บทละครเป็นแค่ชิ้นส่วนหนึ่งในงานศิลปะชิ้นที่ใหญ่กว่า (ซึ่งก็คือละครทั้งเรื่อง) นี่อาจเป็นด้วยความนิยมร่วมสมัยในละครจังหวะ เน้นความสามารถเฉพาะตัวของผู้แสดง การกำกับที่แม่นยำ และการต่อมุกกึ่งสดกึ่งแห้ง ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาบนหน้ากระดาษได้

ตงฟางปู๋ป้าย สร้างมาจาก "บทละคร" ในฐานะนักอ่าน เราชื่นชมละครแบบนี้ ละครที่ถูกขบคิดมาอย่างหนักบนหน้ากระดาษ ก่อนจะนำมาใส่เลือดเนื้อในภายหลัง ตงฟางปู๋ป้าย ว่าด้วยคณะละครที่ภายในอีกไม่ถึงหนึ่งชั่งโมงจะต้องขึ้นแสดง เดชคัมภีร์เทวดา รอบปฐมทัศน์ ชื่อละครมาจากชื่อ "ตัวร้าย" ของ เดชคัมภีร์เทวดา จอมยุทธที่ฝึกสุดยอดวิชาจนต้องตัดอวัยวะ และแปลงเพศตัวเอง เพื่อจะสำเร็จวิชายุทธ ตงฟางปู๋ป้าย เอา เดชคัมภีร์เทวดา มาครอบใหม่ เพื่อเล่าเรื่องราวในศตวรรษที่ 21 สิ่งที่เหล่า "จอมยุทธ" ในโลกยุคใหม่ต้องเผชิญ

แต่ที่เกริ่นมาข้างต้น ไม่ใช่จะให้หลับตาดูละคร เพราะผู้กำกับ นักแสดง และทีมงาน ช่วยกันร้องเรียงความสัมพันธ์ของตัวละครในโลกเล็กๆ ใบนี้ได้อย่างลงตัว การถ่ายทอดพลังของตัวละครทำออกมาได้อย่างลื่นไหล (เราชอบฉากรำดาบเป็นพิเศษ choreography ง่ายๆ แต่แอบน่าทึ่ง) มีรายละเอียดเล็กๆ น้อย เช่น วิธีพูดจาเลี่ยงบาลีของตัวเอก ซึ่งถูกนำมาพลิกใช้ในตอนจบได้อย่างคมคาย น่าเสียดายที่ละครสั้นเกินไป (แค่ชั่วโมงนิดๆ ) และมีหลายประเด็นที่หยิบยกขึ้นมา แต่ไม่ได้ขยับขยายต่อ หรือไปไม่สุด

ตงฟางปู๋ป้าย ไม่ใช่ละครที่ไร้ที่ติ แต่เป็นละครที่เรานิยมเป็นการส่วนตัว เป็นละครแบบที่เราอยากเห็น และอยากให้เล่นกันอีกเยอะๆ เป็นอีกรสชาติที่น่าจะช่วยเปิดลิ้นของเหล่านักชิมละครด้วย

J. L. Pires's "The Universe and the Refrigerator"

เคยไปงานเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ แล้วมีคนกระซิบถามเราว่า “มันดังจริงหรือเปล่า” ไอ้บทละครอ่านไม่รู้เรื่อง จักรวาลและตู้เย็น เนี่ย เราตอบแบบไว้ท่าว่าน่าจะเป็นที่รู้จักพอสมควร ทางสถานทูตถึงได้แนะนำให้ทางสำนักพิมพ์แปล วันนี้หลังจากอ่านมันจบ และลองปรึกษาครูเกิ้ลดู เราพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำแล้วว่า อย่างน้อยในโลกภาษาอังกฤษ ทั้งบทละครและตัวคนเขียน จาคินโต ปิเรส “ไม่เป็นที่รู้จักเลยครับ!” (วิกิเพจของหมอนี่มีแต่เป็นภาษาโปรตุเกส บทละคร จักรวาลและตู้เย็น ไม่เคยถูกนำมาแปลเป็นภาษาอังกฤษ)

แต่เดี๋ยวก่อน การที่มันไม่เป็นที่รู้จักในโลกภาษาอังกฤษ ไม่ได้หมายความว่ามันจะด้อยค่า (แต่มันชวนให้ตั้งคำถามว่า สถานทูตโปรตุเกสคิดยังไงของเขา (วะเนี่ย) ) เอาเข้าจริง เราสงสัยมานานแล้วว่า พวกบทละครแปลกวิถี ถ้าเราไม่รู้มาก่อนว่าเบคเกตต์เป็นคนดัง เป็นนักเขียนรางวัลโนเบล เราจะสามารถซาบซึ้งคุณค่าของมันได้หรือเปล่า จักรวาลและตู้เย็น เป็นโอกาสดี ที่เราจะสำรวจตัวเอง เพื่อพยายามตอบคำถามนี้

ถ้าวันหนึ่งนายจาคินโต ปิเรสโด่งดับระดับโลกขึ้นมา วันนั้นเราคงพูดว่า หนังสือของนายนี่ เราเคยอ่านตั้งแต่หมอยังไม่ดังและ… “…มองเห็นความหลักแหลมที่ซ่อนอยู่ แต่ไม่รู้สึกว่าความหลักแหลมนั้นมันละลายผสานไปกับโครงสร้างโดยรวมของละคร เราชอบมากที่คนเขียนเอาบทเพลงและนักร้องวงสี่เต่าทองมาใช้อย่างน่ามหัศจรรย์ แต่แก๊กนั้นดูเหมือนจะเป็น inspiring ไอเดียเพียงอย่างเดียวที่ว่ายพุ้ยๆ อยู่ท่ามกลางมหาสมุทรของ…สิ่งที่เรายังไม่แน่ใจ

“ภายใต้ขนบของละครแปลกวิถี จะถือว่าคนเขียนสอบผ่านได้ไหม บางทีละครแนวนี้มันก็ต้องแบบนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าเช่นนั้น ทำไมเราถึงรับรู้ได้ละว่าบางส่วนของละครมันดีโดดเด้งออกจากส่วนอื่น แต่ที่แน่ๆ เราไม่คิดว่าพื้นฐานทางปรัชญาของคนเขียนแน่นจนสามารถเขียน "จักรวาลและตู้เย็น" ได้ องค์สุดท้ายดูเป็นการผนวกจบแบบเชยๆ ซึ่งเรารู้แหละว่าบางส่วนก็เป็นการยั่วล้อ ยอกย้อน แต่ความเชยแบบจงใจไม่ได้ทำให้มันเชยน้อยลงเสมอไป (นึกถึงหนังอย่าง Adaptation หรือละครทีวี Glee)”

สรุปรวม มันมีแก๊กที่เราอยาก (และคิดว่าจะ) ขโมยมาใช้ แต่นั่นก็เพราะบริบทโดยรวมของหนังสือไม่เข้มแข็งพอจะรักษาเพชรเม็ดงามในตมของตัวมันเองได้