U. Eco's "A Theory of Semiotics"


เพิ่งอ่านเดริดาจบ ก็ต่อด้วยอีโคกันเลย พักนี้เหมือนชีวิตจะวนเวียนอยู่กับสัญศาสตร์จริงๆ นะเรา

A Theory of Semiotics อันเป็นตำราสัญศาสตร์เล่มสำคัญของอีโค ถูกเขียนขึ้นมาปีหนึ่งก่อน The Name of the Rose ถ้ามองจากนิยายเล่มนั้น และเล่มอื่นๆ บวกกับว่าอาชีพของโรเบิร์ต แลงดอน พระเอกเรื่องรหัสลับดาวินชีก็คือศาสตราจารย์วิชาสัญศาสตร์ อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าวิชาสัญศาสตร์ จะต้องสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ หรืออะไรที่เก่าแก่ แต่ปรากฎว่าไม่ใช่เลย A Theory of Semiotics เป็นตำราที่แอบสแตรกมากๆ เหมือนอ่านเทกคณิตศาสตร์มากกว่า มันว่าด้วยสัญศาสตร์ล้วนๆ แทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนา ปรัชญา หรือการเมืองแต่อย่างใด

หัวใจของสัญศาสตร์ฉบับอีโคคือการให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์เหนือความหมาย หรือสิ่งที่มันต้องการสื่อ ย้อนกลับไปหาเซอซัว เซอซัวบอกว่าสัญลักษณ์คือสิ่งที่มาใช้แทนความหมาย เช่น <<แมว>> (ที่เป็นสัตว์) คือความหมาย มีสัญลักษณ์เป็นภาพวาดแมว สระพยัชญามาประกอบกันเป็น /แมว/ หรือการอ่านออกเสียงคำว่า "แมว" อีโคมองกลับกัน เขาบอกว่าสิ่งรายล้อมรอบตัวเราไม่ใช่ <<แมว>> ที่เป็นสัตว์ แต่มนุษย์เราเรียนรู้จัก /แมว/ ที่เป็นสัญลักษณ์ ก่อนหน้าจะรู้จัก <<แมว>> เสียอีก กรณีนี้อาจไม่ชัดเจน แต่ถ้าเป็นอย่าง <<วอลรัส>> หรือ <<เสือดาว>> นี่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สิ่งที่อีโคพูดนั้นเป็นจริงแน่ๆ

ดังนั้นคำถามคือ ถ้า /แมว/ เป็นสิ่งที่มีมาก่อน สิ่งที่มันต้องการสื่อ หรือ <<แมว>> ในที่นี้คืออะไรกัน อีโคบอกว่า <<แมว>> ไม่ใช่สัตว์ แต่เป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ ฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่ยกตัวอย่างเช่นประโยค /แมวเป็นสัตว์สี่เท้า/ สัญลักษณ์ /แมว/ ที่อยู่ในประโยคนี้หมายถึงอะไร แน่นอนว่ามันไม่ได้หมายถึงแมวตัวใดตัวหนึ่ง มันหมายถึงแมวทุกตัวที่อยู่ในโลก เคยมีอยู่ในประวัติศาสตร์ และจะคลอดออกมาอีกในอนาคต ซึ่งความเป็น <<แมว>> นี้เราไม่สามารถจับต้องได้ จึงเป็นนามธรรมนั่นเอง

ลึกซึ้งไหม? ลึกซึ้งเนอะ

ยิ่งกว่านี้อีก A Theory of Semiotics เตือนให้เรานึกถึงประโยคเด็ดของอาจารย์นิธิ ที่คุณเรณูชอบเอามาแซวเล่นคือ "วัฒนธรรมสำคัญกว่าความรู้" อีโคเรียกว่า <<แมว>> ที่เป็นนามธรรม และเป็นความหมายของสัญลักษณ์ /แมว/ ว่า "หน่วยทางวัฒนธรรม" กล่าวคือความเข้าใจ /แมว/ ของคนเรานั้นเกิดมาจากว่าเรามาจากวัฒนธรรมไหน และในวัฒนธรรมนั้นมันพูดถึงแมวว่าอะไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่นในบ้านเรา /แมว/ สื่อถึงความ <<สะอาด>> <<หยิ่งผยอง>> <<สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม>> <<ขี้อ้อน>> <<ขอฝน>> <<จะให้ไปรักแมวที่ไหน>> <<ทำแมวอะไร!>> และอีกมากมาย ซึ่งหน่วยทางวัฒนธรรมเหล่านี้ล้วนแต่บรรจุอยู่ใน /แมว/ ทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าการศึกษา หรือถ่ายทอดความรู้กระทำกันโดยอาศัยสัญลักษณ์ จึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่คนไทยจะศึกษาชีววิทยาของแมว โดยที่ <<สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม>> ไม่ได้อยู่ในหน่วยทางวัฒนธรรมของ /แมว/

สามารถคิดต่อไปไกลกว่านี้ได้ด้วยว่า อัตลักษณ์ที่แต่ละบุคคลสร้างขึ้น จริงๆ แล้วเริ่มมาจากสัญลักษณ์ก่อน (เช่นเงาในกระจก ภาพถ่ายตัวเรา หรือสิ่งที่คนนู้นคนนี้บอกว่าตัวเราเป็น) ดังนั้นความหมายของตัวเรา <<ฉัน>> จึงขึ้นอยู่กับสังคม และอิทธิพลภายนอก ในทางศาสนา เราถึงต้องพยายามค้นหาตัวเอง โดยตัด "หน่วยทางวัฒนธรรม" ออกไปให้มากที่สุด (ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าในความเห็นของอีโคแล้ว มันจะเป็นไปได้หรือเปล่า) ใน A Theory of Semiotics มีหลายอย่างน่าขบคิดมากๆ แต่มันเป็นตำราสัญศาสตร์ที่ฮาร์ดคอร์ไปหน่อย คงเหมาะกับนักวิชาการ มากกว่าคนปรกติธรรมดา หรือผู้สนใจ ขนาดเราอ่านยังเบื่อๆ เลย

ลับแลแก่งคอย (บทวิจารณ์รับเชิญ)


หมายเหตุ: บทวิจารณ์ต่อไปนี้เป็นของคุณนฆ ปักษนาวินครับ ใครที่อ่านหนังสือเล่มไหน สนใจอยากให้รักชวนหัวเอามาแปะไว้ที่บลอคนี้ ก็ติดต่อมาได้เลยครับ

ตอนที่นิยายเรื่องนี้ออกใหม่ๆ นับว่าหายากมากในภูเก็ต แล้วในที่สุดผมก็เจอที่ร้านหนังสือที่เมืองบางกอกโน่นเชียว อ่านบทแรกในโรงแรม อ่านบทที่สองบนรถไฟ แล้วก็ค้างเอาไว้ เมื่อรถไฟไปถึงเชียงใหม่ หลังจากนั้นก็วุ่นวายจนกลับมาภูเก็ตแล้วจึงได้อ่านต่อ แล้วผมก็อ่านต่อจนรวดเดียวจบ ความสนุกตื่นเต้น(ในแบบของผม)เริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อมาถึงหน้าสุดท้ายก็พบว่านวนิยายเรื่องนี้ได้เอาหัวใจผมไปแล้ว

โครงเรื่องคร่าวๆ - เด็กชายคนหนึ่งถูกแม่กับพ่อบุญธรรมนำไปที่วัด พวกเขาคิดว่าเหตุที่เด็กชายมีนิสัยผิดแปลก เพราะถูกผีเข้า เพื่อฝากให้พระช่วยดูแลปัดเป่าเหตุร้ายทั้งมวลออกไปจากตัวเด็กชาย หลังจากนั้นเรื่องเล่าทั้งหลายจะเกิดขึ้นผ่านถ้อยคำบอกเล่าของเด็กชาย (และมีการป้องปากพูดคุยกับคนอ่านเป็นระยะๆ)

เรื่องเล่าของเด็กชายย้อนไปยังอดีตรุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อรุ่นแม่ เรื่อยมาจนคนรุ่นเขาเกิดขึ้น มาถึงปี2535 (ปีที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬขึ้น) เด็กชายเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่นพอดี

นวนิยายแบ่งเรื่องเล่าออกเป็นห้าภาค จากภาคแรก กำเนิดจากเรื่องเล่า/ประวัติศาสตร์ที่เริ่มสร้าง/ในป่าหิมพานต์/ฌาปนกิจความจริง/เถ้าอังคารของความลวง

ต้องบอกด้วยว่าในภาคแรกๆ กำเนิดจากเรื่องเล่า-ประวัติศาสตร์ที่เริ่มสร้าง ผมอาจจะค่อนข้างมีปัญหากับการเล่าเรื่องนิดนึง ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ แต่ว่าไม่ชินมากกว่า ในภาคแรกๆ จะมีการใช้ภาษาที่ดูค่อนข้างห่างไกลจากตัวเรื่องเล่าในภาคต่อๆมาไปนิดนึง มีการใช้ภาษาแบบเรียงความอยู่เป็นระยะๆ

แต่พอพ้นจากนี้ไปแล้ว ในภาคที่สาม นวนิยายเรื่องนี้ก็ดึงดูดผมให้ติดกับดักของเรื่องเล่าได้อย่างลึกซึ้ง ลึกซึ้งและใจสลาย ยิ่งตอนท้ายๆ ผู้เขียนให้เค้าลางกับเงื่อนงำ (ต้องใช้คำนี้ครับ คือ ทั้งมีเงื่อนงำที่อาจเป็นกูญแจ พาผู้อ่านคาดเดาไปยังจุดจบ กับทั้งให้เค้าลาง ของความอับอายและความเสื่อมของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของตัวละครเด็กชายเป็นอย่างดี)

การที่ผู้เขียนใช้วงเล็บเพื่อป้องปากพูดคุยกับคนดูเป็นระยะๆ ทำให้เราค่อนข้างผูกพันกับตัวละครคนนี้มากเป็นพิเศษ (แหงหละ บวกกับในเมื่อเขาเป็นเจ้าของเรื่องเล่านี่นา)

เสน่ห์ของเรื่องนี้อาจจะอยู่ตรงนี้ครับ คือในเมื่อเด็กชายทำให้เรารู้สึกร่วมเอาใจไปกับเขาแล้ว เขาก็ไม่ได้ทำให้เราพึงใจมากหรอกครับ เขากลับไปเล่าเรื่องพี่ชายของเขาจนเรารู้สึกอินและบางครั้งก็นอกใจไปเชียร์พี่ชายที่ชื่อแก่งคอยของเขา แต่พอสุดท้ายแล้วเด็กชายก็ทำเรื่องบางอย่างจนเรารู้สึกจงชังจงแค้นการกระทำของเขาเสียเหลือเกิน แล้วเรื่องเล่าก็พลิกไปจนความลึกซึ้งใจสลายเกิดขึ้นในตัวเราอีกระลอก หลังจากจุดพลิกผันอ่อนแรงลงไปแล้ว (หลังจากนี้เล่าไม่ได้แล้วครับ มันจะสปอยด์ ใครอ่านจบแล้วก็คงรู้นะครับว่ามันเป็นยังไง เราถูกเรื่องเล่าโบยตี แล้วเราก็อยากให้มันโบยตีอีกครั้งเพราะมันยังไม่สาแกใจ (เหมือนนางเอกเรื่องจำเลยรักเลยครับ 55) แล้วเรื่องเล่าก็ให้เราได้อีกครั้ง

ความดีอีกอย่างก็คือ การใช้ความเปรียบของเขาครับ เห็นได้ชัดในภาคสามภาคสี่ที่เรื่องเล่าไม่ได้ "เล่าความจริง"แบบภาคหนึ่งภาคสองแล้ว แต่การใช้ความเปรียบของเรื่องเล่าในภาคนี้ ได้ "สร้างความจริง" ขึ้นมา ตัวภาษาของผู้เขียนในภาคนี้นั้น ไม่ได้ใช้เพื่อรองรับการเล่า"ความจริง" แต่ได้ใช้เพื่อการสร้างความจริงขึ้นมาใหม่ ตรงนี้แหละครับ ผู้เขียนเหมือนเป็นพระเจ้าที่คอยบงการให้สรรพสิ่งเกิดขึ้นและสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอธิบายได้ด้วยภาษาของพระเจ้าเท่านั้น ผมอาจจะยกตัวอย่างหน่อยนะครับ

การละเล่นประหลาดเปิดเผยตัวมันอย่างหมดเปลือกแล้ว ภูตผีสองตนในป่าร้างชื้นเย็น อุบัติเหตุหนึ่งของการหายใจออกเพียงเฮือกเดียวกำเนิดขึ้น ....

...ผมเหมือนเดินทางอยู่ในป่าหิมพานต์ ลอบมองเทพารักษ์สององค์อาศัยจังหวะลับตาคนออกมาร่ายรำ สิ่งที่เห็นไม่ใช่กิจของมนุษย์ควรกระทำ เป็นเรื่องของภูตผีหรือไม่ก็เทวดา เพราะพวกนั้นไม่มีเพศ


แล้วก็มีอีกหลายตอนนะครับ ที่ผู้เขียนดึงความรู้สึกตะลึงพรึงเพริดของผู้อ่านออกมาได้ ด้วยการใช้ความเปรียบแบบ "พระเจ้าแห่งความเปรียบ" แบบนี้ เขียนได้ยังไงพี่ (ผมอยากกราบที่ตักซักทีจริงๆ)

สิ่งที่อาจทำให้เห็นชัดว่าผู้เขียนมีอำนาจเหนือต่อเรื่องเล่าของเขาเพียงใด (หรือพูดใหม่ว่า เรื่องเล่าของเขาไม่สยบยอมต่อความจริงได้อย่างไร) สังเกตให้จาก การใช้ภาษาพูดของตัวละคร แม่(พิทย์) สังเกตดูเถอะครับ ว่ามีบางตอนผู้เขียนให้แม่พูดภาษาอีสาน กับบางตอนที่แม่เปลี่ยนมาพูดภาษากลาง (ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญมาก) สำหรับบางคนอาจคิดว่านี่ไม่สมจริง แต่ตรงนี้แหละครับ ที่ชี้ว่า อำนาจในการเข้าถึงความจริง ไม่ใช่อยู่ที่การเข้าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงตามเนื้อเรื่อง แต่อยู่ที่่ตัวผู้เขียนต่างหาก และความสมจริงในโลกของภาษาและเรื่องเล่าในเรื่องนี้กำเนิดขึ้นมาจากจุดนี้ครับ

นวนิยายหนาเกือบห้าร้อยหน้า ผมคงอธิบายความดีของมันได้ไม่ละเอียดถี่ถ้วน นอกจากชี้ชวนให้คุณๆหามาอ่านกันนะครับ
ถ้าให้สรุปสั้นๆก็อย่างที่บอกครับ

นวนิยายเรื่องนี้ได้เอาหัวใจของผมไปแล้ว

J. Derrida's "Of Grammatology"


เอาเข้าจริง Of Grammatology ตำราเล่มเอกของเดริดา ก็ไม่ใช่หนังสือที่อ่านยากขนาดนั้น ในเล่มนี้เดริดาวิเคราะห์กำเนิดภาษาผ่านงานเขียนของนักคิดในประวัติศาสตร์สามคนหลักๆ ได้แก่เซอซัว รุสโซ และเลวี สเตราส์ เนื่องจากเรามีพื้นกับงานของทั้งเซอซัว และรุสโซ และค่อนข้างคุ้นเคยกับเลวี สเตราส์ดี ก็เลยปีนกระได ไต่ๆ ปรัชญาของเดริดาได้

ถ้าให้สรุปรวบยอดประเด็นสำคัญของ Of Grammatology คือกำเนิดของภาษา (ให้เจาะจงลงไปอีกคือภาษาเขียน) สอดคล้องกับการที่มนุษย์หลุดจากธรรมชาติ และเริ่มรับเอาความเลวร้ายต่างๆ เข้ามาสู่เผ่าพันธ์ ความคิดตรงนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากทั้งรุสโซ และเลวี สเตราส์ (ซึ่งสืบทอดแนวคิดเชิงมานุษยวิทยามาจากรุสโซอีกทอดหนึ่ง) ความเลวร้ายที่ว่าเกิดจากมนุษย์ยกย่องสัญลักษณ์ โดยสับสนระหว่างชื่อ และตัวตนของวัตถุ

นี่คือจุดอ่อนของวิชาสัญศาสตร์ หรือพูดให้ถูกต้อง จุดอ่อนของสัญศาสตร์ในฐานะที่มันเป็นพื้นฐานของภาษาเขียน และวิทยาการแขนงต่างๆ สัญลักษณ์นั้นไม่ได้มีความหมายในตัวเอง แต่มีความหมายเนื่องว่ามันไม่ได้เป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวมัน ("แมว" หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งไม่ใช่หมา กา ไก่ หมู ฯลฯ) ดังนั้นสัญศาสตร์จึงนำไปสู่การเปรียบเทียบ ความแตกต่าง และความขัดแย้งระหว่างเพื่อนมนุษย์ ตัวอย่างจากเลวี สเตราส์คือชนเผ่าพื้นเมืองเผ่าหนึ่งไม่มีการใช้วิสามนยนาม พวกเขาจึงไม่เกิดอัตตาที่แยกตัวตนของปัจเจกออกจากหมู่คณะ ซึ่งนำไปสู่ความสงบสุขในหมู่บ้าน

Of Grammatology เปิดด้วยเซอซัว ก่อนจะต่อมายังรุสโซ และเลวี สเตราส์ แต่ในความเห็นเรา เดริดาน่าจะสลับเนื้อหาตรงนี้ เพราะบทแรกที่พูดถึงเซอซัวนั้นเป็นบทที่น่าขบคิดสุด เซอซัวรังเกียจภาษาเขียน เพราะมันคือการสร้างสัญลักษณ์ให้กับสัญลักษณ์ หรือชื่อของวัตถุอีกทอดหนึ่ง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างชื่อ และตัววัตถุนั้นด้อยค่าลง ยกตัวอย่าง "แมว" ที่เป็นสัตว์มีสัญลักษณ์อ่านได้ว่า "แมว" ซึ่งแค่นั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ความสัมพันธ์ตรงนี้ถูกทำให้อ่อนลงด้วยชุดอักขระ "แ - ม - ว" ที่ใช้แทนเสียงว่า "แมว" อีกที

พูดยากเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วเดริดาคิดยังไงกันแน่กับประเด็นทางภาษาตรงนี้ เขาเห็นด้วยมากน้อยแค่ไหนกับนักคิดทั้งสามคนที่ยกขึ้นมาอ้าง ถ้าถามความเห็นเรา เดริดาไม่ได้เห็นด้วยขนาดนั้น เขาพยายามอ่านงานของรุสโซ ให้ลึกกว่าสิ่งที่รุสโซเขียน โดยบอกว่า จริงอยู่ ภาษา และตรรกะอาจเป็นความเสื่อมโทรมจากสภาวะธรรมชาติ แต่ในความเสื่อมโทรมนั้น ก็มีแรงขับไปสู่สภาวะดั้งเดิมตามธรรมชาติเหมือนกัน ยกตัวอย่างว่า แรกสุดมนุษย์อยู่แยกกันตัวใครตัวมัน ดังนั้นจึงไม่ต้องการภาษา เมื่อภัยธรรมชาติขับมนุษย์ให้มาอยู่รวมกันเป็นเผ่า ภาษาพูดจึงเกิดขึ้นมา แต่ขณะเดียวกัน วิวัฒนาการของภาษาพูดซึ่งนำไปสู่ภาษาเขียนนั้น ก็ช่วยให้มนุษย์เรากลับไปแยกกันอยู่ตัวใครตัวมันอีกครั้ง ถ้าให้พูดแบบเฮเกล ก็ต้องบอกว่านี่คือวิภาษวิธี (Dialectic) ระหว่างภาวะเสื่อมโทรม และภาวะธรรมชาติ

ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ อย่างไรเราก็ยังเป็นคนยึดติดกับภาษา และสัญลักษณ์ เลยอดน้อยใจไม่ได้ที่เดริดาไม่ยอมเปิดเผยตัวตน ออกมาปกป้องวิชาสัญศาสตร์ เดริดาคือนักปรัชญาที่ "อ่าน" งานคนอื่นจริงๆ น้ำเสียงของเขาใน Of Grammatology คือใบหน้าของเดริดาที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้หน้ากากของเซอซัว รุสโซ และเลวี สเตราส์

ซึ่งคิดแบบขำๆ แล้วก็แทบไม่แตกต่างอะไรจากที่รักชวนหัวกำลังทำอยู่นี่เอง

8 1/2 ริกเตอร์ (อนุสรณ์ ติปยานนท์)


อาจารย์ต้นก็ยังเขียนหนังสือได้เท่ห์เหมือนเดิม ไม่สิ ต้องบอกว่าเท่ห์ยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ ความเท่ห์และความดีนั้นไม่เหมือนกัน ความดีของหนังสือสักเล่มขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์อันลื่นไหลมากมาย แต่ความเท่ห์ของนักเขียนคนหนึ่ง อยู่กับว่าในหนังสือแต่ละเล่มที่เขาเขียนขึ้นมานั้น เขาสามารถเจียระไนตัวเอง สร้างจุดเด่น และความเป็นตัวตนให้นักอ่านสัมผัสได้สักแค่ไหน ในฐานะที่เราอ่านหนังสืออาจารย์ต้นมาครบทุกเล่ม พูดได้เลยว่าอาจารย์ต้น "เท่ห์มากๆ " (ต้องบอกก่อนว่าการย้ำคิดย้ำทำ เขียนหนังสือแบบเดิมซ้ำซากไม่ใช่ความเท่ห์ ความเท่ห์มันต้องบวกพัฒนาการด้วย ไม่ใช่ลอกเลียนตัวเองมาหมด กระทั่งข้อด้อย)

8 1/2 ริกเตอร์ เต็มเปี่ยมไปด้วยลายมือของอาจารย์ต้น เนื้อเรื่องที่ข้องแวะกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น เหตุการณ์เหนือธรรมชาติ การค้นหาความจริง (หรือลวง) ในอดีต และที่ขาดไม่ได้คือผัสสะรสของอาหาร แต่ขณะเดียวกันถ้าเทียบกับ ลอนดอนกับความลับในรอยจูบ ก็เห็นพัฒนาการบางอย่างด้วย เช่นเส้นเรื่องที่ชัดเจนขึ้น 8 1/2 ริกเตอร์ จับตามองหนุ่มญี่ปุ่นที่มาค้นหาความจริงทางประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์ในประเทศไทย สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หัวใจของ 8 1/2 ริกเตอร์ คือเรื่องของคลื่น หรือพลังที่มองไม่เห็น ซึ่งอยู่รอบตัวเรา และบางทีสามารถสื่อสารกับเราได้ ความที่มันเป็นเรื่องลึกลับ ไสยศาสตร์ บวกผจญภัยน้อยๆ นี้เอง ก็ช่วยสร้างอรรถรสให้อ่านสนุกขึ้น

เป็นธรรมเนียมของนักเขียนรุ่นใหม่กระมัง ที่ชอบอ้างศิลปิน ผู้กำกับ หรือนักเขียนระดับโลกเข้ามาในผลงาน ส่วนหนึ่งก็คงเพื่อปูภูมิ ความน่าเชื่อถือให้กับตัวผู้เขียน ซึ่งตรงนี้ผู้ใหญ๋ หรือคนรุ่นก่อนอาจจะรู้สึกว่าน่าหมั่นไส้ อย่างไรดีล่ะ เราไม่เกี่ยงนะ ในแง่หนึ่ง มันก็คือพัฒนาการของวรรณกรรมไทยซึ่งหลุดจาก "หล่มเพื่อชีวิต" จากตัวละครตาสีตาสาที่ "เขียน ก ไก่ ไม่ถึง ต เต่า อะอาอิอีไม่เอา" ในเมื่อปัจจุบันพระเอก นางเอกแปรเปลี่ยนมาเป็นชนชั้นกลางแล้ว จะให้เป็นชนชั้นกลางโดยสมบูรณ์แบบ ก็ต้องมีพื้นความรู้ทางศิลปะด้วย อีกแง่หนึ่ง การยืมชื่อศิลปินเหล่านั้นมาแปะในผลงาน ก็สามารถสร้างเนื้อหาเชิงลึก เราชอบมากที่พระเอกบรรยายว่าตัวเขาชอบหนังของ จุน อิชิกาวา แต่แฟนของเขาชอบ คิโยชิ คุโรซาวา แค่นี้ก็เปิดแง่มุมให้ตีความได้ร้อยแปดแล้ว แต่วิธีนี้ก็เป็นดาบสองคมเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น การอ้างมาเกวซ และคาฟคา กลับดูพิพักพิพ่วน ไม่ค่อยกลมกล่อมเท่าไหร่

ข้อเสียหลักข้อเดียวเลยของ 8 1/2 ริกเตอร์ คือเราไม่ชอบตอนจบ รู้สึกเป็นความพยายามมากเกินไปที่จะให้จบอย่างสุขสันต์ ขณะเดียวกันก็เป็นความสุขสันต์ที่ปะแล่มๆ ในสายตาเรา กับโทนเรื่องแบบนี้ ในนิยายขนาดสั้นแบบนี้ น่าจะปล่อยตอนจบให้คลุมเครือไปเลย คงจะเหมาะกว่า

G. Greene's "The Captain and the Enemy"


เคยได้ยินนักวิจารณ์รุ่นเก่าเขาพูดกันว่า Casablance เป็นภาพยนต์ที่ตื่นเต้นเอามากๆ เต็มไปด้วยการผจญภัย สายลับ หักหลัง และหักเหลี่ยมกัน ถ้าถามเรา คงมีแต่เฉพาะนักวิจารณ์รุ่นเก๋าเก่าจริงๆ ที่จะมีความเห็นแบบนี้ได้ (ขนาดแม่เราดู Casablanca ยังดูไปหาวไปเลย) ให้เราซึ่งเป็นคนปัจจุบันดู ก็มองไม่เห็นอะไรแล้วล่ะ นอกจากความรักอันหวานขมระหว่างคู่พระคู่นาง (ซึ่งก็ไม่ได้หมายถึงว่าหนังดี หรือไม่ดีในสายตาเรา) พูดแบบนี้อาจไม่ค่อยยุติธรรมกับหนังสักเท่าไหร่ เพราะใช่ว่าจะไม่มีการผจญภันใน Casablance เลย คงเป็นความต่างของยุคสมัยมากกว่า ที่ปัจจุบันหนังผจญภัย ต้องตื่นเต้นกันตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบ จะมานั่งฟัง As Time Goes By เคล้าน้ำตานั่นก็ผิดสูตรไปหน่อย

เกรแฮม กรีนนอกจากจะเป็นนักเขียนนิยายแล้ว ยังมีเครดิตในฐานะคนเขียนบทให้กับภาพยนต์ฮอลลีวูดหลายเรื่อง นิยายหลายเล่มของแก เข้าใจว่าถูกเขียนเป็นบทภาพยนต์ก่อนด้วยซ้ำ แล้วถ้าหาผู้สร้างไม่ได้ ค่อยดัดแปลงเป็นนิยาย ตีพิมพ์ต่างหาก ภาพยนต์ของกรีน ก็คือภาพยนต์ผจญภัยแบบ Casablanca นี่เอง ตัวเอกของ The Captain and the Enemy คือจิม หนุ่มชาวอังกฤษ ผู้เดินทางมายังปานามา เพื่อตามหา "กัปตัน" พ่อบุญธรรมของเขา หลังจาก ลิซา ผู้หญิงที่เลี้ยงดูเขามา คนรักของกัปตันเสียชีวิต ในปานามา จิมพัวพันกับสายลับอเมริกัน การเมืองท้องถิ่น และกองโจรปฏิวัติในนิการากัว

เหมือนกับ Casablanca เอาเข้าจริง เรื่องราวผจญภัยๆ ที่เล่ามาตรงนี้เกิดขึ้นเฉพาะครึ่งหลังของเล่มเท่านั้น ครึ่งแรกพูดถึงชีวิตวัยเด็กของจิม เขาโตมากับลิซา โดยมีกัปตันโผล่มาเยี่ยมเป็นบางครั้งคราว และส่งเงินมาให้ทั้งคู่เป็นระยะ ทั้งจิม และลิซาไม่รู้อะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับชีวิตเบื้องหลังของบุรุษปริศนาผู้นี้ นอกจากว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับการโจรกรรมเพชรพลอย และธุรกิจผิดกฎหมายอื่นๆ

จิมเป็นตัวละครน่าสงสาร เขาไม่ได้มีชีวิตวัยเด็กที่ยากลำบากอะไร แต่ปมบางอย่างในตัวทำให้เขาไม่รู้จักความรัก ไม่ว่าจะกับหญิงสาวที่ผ่านเข้าออกชีวิต หรือยิ่งกว่านั้น กับผู้มีพระคุณอย่างลิซา และกัปตัน ปมตรงนี้เองที่ทำให้จิมทรยศกัปตัน และนำไปสู่โศกนาฏกรรมตอนท้ายของเรื่อง

น่าเสียดายที่กรีนไม่ได้ให้ความกระจ่างว่าเป็นอย่างไรมาอย่างไร จิมถึงได้มีปมตรงนี้ เพราะกัปตันโกหกมากเกินไป เพราะเขาไม่ได้อยู่ดูแลจิม และลิซา เพราะในจดหมายที่ทั้งคู่โต้ตอบกัน และจิมแอบอ่าน ไม่เคยกล่าวถึงคำว่ารัก ตอนใกล้จบของนิยาย คนอ่านซาบซึ้งถึงความรัก ความผูกพันระหว่างลิซา และกัปตัน ถ้าเช่นนั้น ไฉนจิมถึงไม่สามารถพัฒนาความรู้สึกตรงนี้ได้ ไม่ค่อยชอบบทสรุปของ The Captain and the Enemy เท่าใดนัก เหมือนกับมันมีคำถามที่แม้แต่กรีนเองก็ยังตอบไม่ได้ เขาก็เลยเล่นง่ายๆ โดยการล้างไพ่ทิ้ง แล้วแปรคำถามนั้นให้กลายเป็นมุกตลกแทน

M. Amis's "Other people"


ประโยคเด็ดจาก Other People ที่เอมิสย้ำคิดย้ำทำอยู่ตลอดทั้งเรื่องคือ "เวลาคือเงินตรา...การค้าขายอย่างเดียวที่มนุษย์เราค้ากันคือการค้าเวลา" ซึ่งก็จริงของเขา ในโลกนี้ไม่มีอะไรอีกแล้วที่มีค่าไปกว่าเวลา ถ้าใครรู้จักเอาเวลามาใช้ทำมาหากิน รับรองไม่มีวันอดตาย ขนาดเงินตราเองก็ยังไม่มีค่าเท่ากับเวลาเลย เพราะ "เราสามารถประหยัดเงินได้ด้วยการจับจ่ายใช้สอย" หากถ้าเราอยู่เฉยๆ เวลาก็มีแต่จะถูกใช้ให้หมดไปวันๆ ความคิดของเอมิสตรงนี้สะท้อนประโยคเด็ดของอัลแบร์ กามูส์จาก A Happy Death ว่า "ความสุขต้องอาศัยเวลา และถ้ามีเงินตราก็สามารถซื้อเวลาได้"

นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสอีกคนที่มีอิทธิพลกับนิยายเล่มนี้ไม่แพ้กามูส์คือซาร์ต ชื่อนิยายก็มาจากวจีอมตะของซาร์ตในบทละคร No Exit "นรกคือผู้อื่น" (Hell is other people.) เคยพูดถึงบทละครเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ให้สรุปความคิดสั้นๆ มนุษย์เรานี่แหละ มีศักยภาพที่จะทรมานกันเองไม่ว่าจะจงใจ หรือโดยบริสุทธิ์ใจ ยิ่งเสียกว่าไฟนรก น้ำกรด หรือหอกหลาวใดๆ ทั้งนั้น

ตัวเอกของ Other People คือแมรี แลมป์ หญิงสาวผู้สูญเสียความทรงจำ เมื่อเปิดนิยายมา เธอเหมือนเด็กเพิ่งเกิด ผู้ไม่รับรู้ใดๆ ทั้งนั้น ไม่รู้จักอันตราย ไม่รู้จักความปลอดภัย ไม่รู้จักกระทั่งร่างกายของตัวเอง คนรอบข้างมองว่าเธอหัวทึบ คุณสมบัติเดียวของแมรีเลยคือ "ความสวยงาม" ซึ่งเป็นคุณสมบัติอันตราย ไม่ว่าแมรีจะไปแห่งหนใด เธอเหมือนเทพธิดามรณะที่นำพาความพินาศสู่คนรอบข้าง ทั้งแมรีและ “ผู้อื่น” ต่างทำร้ายกันอย่างน่าเศร้า

ทุกครั้งที่หายนะเกิดกับแมรี พรินซ์ นายตำรวจลึกลับจะปรากฎตัวขึ้นมา แมรีชิงชังพรินซ์ เพราะเธอมองเขาเป็นสัญลักษณ์ของความเจ็บปวด และล้มเหลวในชีวิตเธอ แต่ขณะเดียวกัน พรินซ์ก็เหมือนจะกุมความลับในอดีตของแมรีเอาไว้ เขาเหมือนจะรู้จักเอมี ซึ่งเป็นตัวตนของแมรี ก่อนที่เธอจะสูญเสียความทรงจำ แมรี เกรงกลัวเอมี เธอเชื่อว่าเอมีไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีนัก และยิ่งสืบสาวหาต้นตอของตัวเองเท่าไหร่ ความเชื่อนี้ก็ยิ่งฝังใจหนักขึ้นๆ

ชอบตอนจบของบทรองสุดท้ายมาก เป็นการพบปะกันระหว่างเอมี และแมรี ซาร์ต และกามูส์ เวลา และเงินตราได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในนรกที่เกิดจาก “ผู้อื่น” เสียดายที่ Other People ลากต่อไปอีกบทหนึ่ง ซึ่งจริงๆ ก็เปิ่นแปลกดี เหมือนภาพยนตร์ของเดวิด ลินซ์ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้นิยายอ่อนลงไปด้วย (อาจเป็นความจงใจของเอมิสก็ได้)

สิ่งหนึ่งที่ชอบมากในเล่มนี้คือตัวตนของ “ผู้เล่าเรื่อง” หรือ “ผม” ที่ปรากฎขึ้นมาเป็นระยะ การใส่ “ผม” ลงไปในนิยายบุรุษที่สามไม่ใช่ของง่าย ถ้าใครสักแต่ว่าทำเอากิ๋บเก๋ แล้วออกมาไม่ดี จะแลดูเสร่อมากๆ เอมิสเล่นกับการทลายกำแพงที่สี่ได้อย่างชาญฉลาด เขาไม่ใช่นักพากย์ราคาถูก ที่พยายามกลบเกลื่อนจุดอ่อนในการเล่าเรื่อง หากใช้โอกาสนี้ พูดกับคนอ่าน เพื่อเสริมเติมแต่งนิยาย (ส่วนหนึ่งเพราะช่วงแรกแมรี แลมป์ไม่มีความทรงจำด้วย ทำให้เทคนิกตรงนี้ลื่นไหลไปกับเนื้อเรื่อง) ที่ชอบมากๆ คือ “ผม” ไม่เคยบอกคนอ่านโต้งๆ ว่าตัวเองเป็นคนเขียน และจวบจบหน้าสุดท้าย “ผม” กลายเป็นตัวละครตัวหนึ่ง ที่มีเนื้อหนัง ลมหายใจ และจับต้องได้ ไม่แพ้ทั้งแมรี และเอมี

R. Davies's "A Mixture of Frailties"


ยากจังแฮะ กับการถามตัวเองว่าชอบหรือเปล่า A Mixture of Frailties นิยายเล่มสุดท้ายในไตรภาคซัลเตอร์ตัน เราชอบสองเล่มก่อนหน้านี้มาก แต่กับ A Mixture of Frailties ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันใกล้เคียงกับความเป็นโรเบิร์ตสัน เดวีส์ที่หลายต่อหลายคนรู้จัก Fifth Business นิยายที่โด่งดังสุดของแก ก็คือเล่มถัดจากเล่มนี้ไป โดย A Mixture of Frailties มีหลายอย่างคล้ายคลึงกับนิยายในไตรภาคเดปฟอร์ดมากกว่า Tempest Tost หรือ Leaven of Malice มันมีความอึมครึม และบรรยากาศชวนสะพรึงบางอย่าง

A Mixture of Frailties ว่าด้วยโมนิกา หญิงสาวยากจนในเมืองซัลเตอร์ตัน ผู้วันดีคืนดีได้รับเงินทุนมหาศาลให้ไปศึกษาต่อวิชาขับร้องในประเทศอังกฤษ นิยายทั้งเล่มนี้คือการผจญภัย และเติบโตของเธอในดินแดนแปลกถิ่น จุดนี้เองที่ A Mixture of Frailties คล้ายคลึงกับนิยายในไตรภาคเดปฟอร์ด เมืองซัลเตอร์ตันเป็นพื้นหลังของตัวละครมากกว่าสถานที่เกิดเหตุการณ์ในเรื่อง รวมไปถึงความเป็นนิยายชีวประวัติของมัน ซึ่งแตกต่างจากเล่มอื่นๆ ในไตรภาคซัลเตอร์ตัน

ชื่อนิยาย “ส่วนผสมของข้อเสียหาย” น่าจะหมายถึงความเป็นศิลปินที่ต้องมีนิสัยเสียบางอย่างอยู่ในตัว สิ่งที่โมนิกาเรียนรู้ในลอนดอนไม่ใช่เพียงเทคนิกการใช้เสียง วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ดนตรี แต่รวมไปถึงข้อเสียหาย และสิ่งเลวร้ายในตัวศิลปินผู้เป็นอาจารย์ และผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่รอบกายเธอ รวมไปถึงการยอมรับข้อเสียของตัวเองด้วย ขณะเดียวกัน “ส่วนผสมของข้อเสียหาย” ก็เป็นสิ่งที่เดวีส์ต้องการบอกคนอ่านว่า ในตัวมนุษย์เราทุกคนมีข้อเสีย บางครั้งก็ต้องแกล้งปิดตา มองข้ามข้อเสียหายเหล่านั้น เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า

เรายอมรับบทเรียนตรงนี้ได้นะ และนั่นก็เป็นบางอย่างที่สรุปได้จากนิยายสองเล่มก่อนหน้านั้น ผิดแต่ข้อเสียของตัวละครใน A Mixture of Frailties อาจเป็นบางอย่างที่เรารับไม่ได้ เรารับได้กับความหยิ่งยะโสของตัวละครใน Tempest Tost และ Leaven of Malice แต่เรารับไม่ได้กับความโง่งายงมของหลายตัวละครในเล่มนี้ รวมไปถึงตัวโมนิกาเองด้วย โมนิกามีพื้นหลังมาจากครอบครัวที่ยากจน และคลั่งศาสนา และสุดท้ายแม่ของเธอก็จบชีวิตเพราะความงมงายดังกล่าว นั่นคือสิ่งที่เราควรจะมองข้ามไปให้ได้อย่างนั้นหรือ

หลังจากอ่านนิยายของเดวีส์มาแล้วเจ็ดเล่ม ยากยิ่งนักที่จะบอกว่าเดวีส์เชื่อ หรือไม่เชื่ออะไรบ้างที่เขาเขียน A Mixture of Frailties พูดถึงปรัชญาศิลปะแบบต่างๆ บางข้อก็ขัดแย้งกันเอง ไม่นับว่ามันขัดแย้งกับเล่มอื่นๆ ที่เดวีส์เคยเขียนไว้ และจะเขียนต่อไปในอนาคตบ้างหรือเปล่า ตรงนี้กระมังที่ทำให้ A Mixture of Frailties เป็นนิยายที่สลับซับซ้อน และตัวโรเบิร์ตสัน เดวีส์ เป็นนักเขียนที่มีอะไรให้น่าค้นหาอยู่ตลอดเวลา