bloggang ค่ะ!!!


อ้อยเองค่ะ มีข่าวฝากจากรักชวนหัว ตอนนี้รักชวนหัวเปิด bloggang แล้วนะคะ address คล้ายๆ เดิมคือ laughable-loves.bloggang.com รักชวนหัวบอกว่าไม่เคยใช้ที่นั่นเหมือนกัน ท่าทางจะใช้ยากน่าดู แต่ได้ข่าวว่าคอมเมนต์จะพุ่งพรวดๆ ยังไม่รู้เลยว่าจะใช้บลอคใหม่นี้กับอะไรดี อาจจะเพื่อโครงการวิจารณ์วรรณกรรมทางอินเตอร์เน็ต หรือเพื่อการอื่น ถ้าใครมีข้อแนะนำยังไง โพสต์ตอบมาได้เลยนะคะ

ปล. แล้วไม่ต้องตกใจค่ะ อย่างไรรักชวนหัวก็จะคอยอัพเดท blogspot นี้เสมอ

ไปก่อนนะคะ รักคนอ่านค่า

ประกาศรวบรวมบทวิจารณ์ "ที่อื่น"


ยังไม่ด๋อยนะครับ กับโครงการรวบรวมบทวิจารณ์หนังสือทางอินเตอร์เน็ต แต่คราวก่อนมีคนส่งมาแค่คนเดียวเอง คราวนี้ก็เลยว่าจะลองปรับปรุงรูปโฉมดู โดยจำกัดเฉพาะเป็นเรื่องๆ ไป เรื่องแรกที่อยากทำคือ "ที่อื่น" ของคุณกิตติพล สรัคคานนท์ (เพราะเป็นเรื่องเดียวที่มีอยู่แล้ว) ใครที่คิดจะเขียน หรือมีบทวิจารณ์รวมเรื่องสั้นชิ้นนี้อยู่ในมือ ส่งมาได้เลยครับ ผมเองก็จะเขียนขึ้นมาใหม่อีกชิ้น (เป็นบทวิจารณ์จริงๆ ไม่ใช่บ่นไปอ่านไปแบบคราวที่แล้ว) ถ้ารวบรวมได้สักห้า ถึงสิบเรื่อง ก็คงจะเปิด section ใหม่ภายใต้รักชวนหัว รวบรวมเฉพาะบทวิจารณ์เรื่องนี้ แล้วค่อยผันเรื่องไปทุกๆ เดือน หรือสองเดือน

ดังนั้นใครที่มีบทวิจารณ์ หรืออ่านเรื่องสั้นอวลกลิ่นความตายของคุณกิตติพลแล้วคันปากกา เขียนส่งมาได้ที่ laughable-loves@hotmail.com ครับผม

สุดท้ายขอบคุณคุณ jirata ครับที่ส่งบทวิจารณ์เรื่องนี้มา เลยเป็นแรงบันดาลใจให้ผมทำต่อไป

นครคลื่นเหียน (พิสิฐ ภูศรี)


ไม่ค่อยได้เห็นงานชิ้นใหม่ๆ ของคุณพิสิฐเลย เพิ่งอ่านสัมภาษณ์แกไปหยกๆ ก็บอกว่ายังผลิตงานอยู่ สำนักพิมพ์ไหน สายส่งใดเอาไปดองไว้ กรุณารีบปล่อยของออกมาด่วน คุณพิสิฐเป็นอีกหนึ่งนักเขียนคุณภาพ ที่ไม่สมควรเลย หากจะหายสูญไปกับกาลเวลา และกระแสแฟชั่นของแวดวงวรรณกรรม ยิ่งถ้ามองว่าปัจจุบันวรรณกรรมเสียดสีเริ่มจะมาแล้ว (เราอยากเรียกมันว่า "เพื่อชีวิตนิวเวฟ" ด้วยซ้ำ) งานของคุณพิสิฐน่าจะถูกกล่าวถึง และนำมาศึกษา ตีความโดยนักเขียนรุ่นใหม่ที่อยากเอาดีทางนี้

คุณพิสิฐมีชื่ออย่างมาก เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว ยุคที่คนเริ่มหันมาอ่านวรรณกรรมกันเพราะ "อ่านกันไม่รู้เรื่อง" ซึ่งน่าเสียดายถ้าจะจัดผลงานของแกอยู่ในหมวดหมู่เดียวกับวรรณกรรมร่วมสมัย(นั้น) ถึงจะมีกลิ่นหลังสมัยใหม่โชยหอมโชยหึ่ง แต่เราว่ารวมเรื่องสั้นอย่าง นครคลื่นเหียน ใกล้เคียงกับรรณกรรมเสียดสีมากกว่า

โดยผิวเผินเหมือนจะเขียนกันง่ายๆ และนักเขียนในปัจจุบันหลายคนก็พยายามลอกเลียนน้ำเสียง และวิธีการแบบพิสิฐ ภูศรี แต่ไม่เห็นมีใครมือถึงสักราย ให้เราวิเคราะห์ อ่านแต่ละเรื่องแล้วรู้สึกว่าคุณพิสิฐ "ฉลาด" เข้าใจสังคมอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้หากอยากเขียนเรื่องแนวเสียดสี ประเด็นสิทธิสตรี โลกไซเบอร์ ละครน้ำเน่า ความจริงเสมือน ถูกนำเสนออย่างมีชั้นเชิง ไม่ตื้นเขินเกินไป เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน และที่สำคัญคือพลังงาน แม้โดยส่วนตัวจะรู้สึกว่า หมู่บ้านหัวขาด หรือ ชีวิตหลังความตาย เต็มไปด้วยข้อเสียตรงนั้นตรงนี้ แต่ด้วยพลังงานของตัวอักษรหนุนให้เราอ่านได้ตลอดแต่ต้นจนจบอย่างเพลิดเพลิน

หมายเหตุ: ถ้าคุณพิสิฐได้มาอ่านโพสต์นี้ หนังสือ นครคลื่นเหียน ฉบับที่ผมมีมันพิมพ์หน้าซ้ำครับ ทำให้ตอนจบของ ผู้อภิวัฒน์ และทั้งเรื่องของ ชั่วโมงฝัน กับ www.toilet.com หายไปเลย ถ้าถูกอกถูกใจคำอวยนี้ ติดต่อส่งมาให้หน่อยก็ดีนะครับ ;P

เขาพระวิหาร: ระเบิดเวลาจากยุคอาณานิคม (หลายคนเขียน)


กราบเรียนท่านผู้ใหญ่ที่มีอายุอยู่ในช่วงปีพ.ศ. 2500-2505

ตั้งแต่เราจำความได้ พอถามแม่ถึงเขาพระวิหาร แม่พูดทำนองว่า "เขมรมันเอาของไทยไปน่ะ น่าเจ็บใจจริงๆ " ด้วยอาการหมั่นไส้เล็กๆ แต่ไม่ถึงกับตีโพยตีพาย

ครบขวบปีนี้เราอายุเกือบๆ สามสิบแล้ว เรียกได้ว่าตั้งแต่ลืมตามาดูโลก เขาพระวิหารก็กลายเป็นสมบัติของเขมร ตลอดช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ชีวิตสงบสุข เรียนใช้ได้ หน้าที่การงานพอไหว เป็นพลเมืองดีระดับหนึ่งของชาติ ไม่ก่อความวุ่นวาย หาความสุขตามมีตามเกิด ไม่ใช่คนชอบเที่ยว แต่ก็สนใจประวัติศาสตร์ โบราณคดี มีความใฝ่ฝันอยากไปเยือนสถานที่สำคัญในภาคอีสาน

เกริ่นมาหยาวเหยียด ขอพูดตรงๆ เลยว่าการไม่มีเขาพระวิหารในประเทศไทย ไม่หนักหัวเด็กรุ่นใหม่อย่างเราแม้แต่น้อย

สิ่งที่หนักหัวเด็กรุ่นใหม่อย่างเราคือสภาพกองทัพไทยเขมรเตรียมห่ำหั่นกั่น ความไร้เสถียรภาพของการเมืองภายในประเทศ และคนพาลที่คอยราวีสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านชาวช่อง ไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยกับเขมร หรือพวกล่าอาณานิคม แต่อยากกราบเรียนถามท่านผู้ใหญ่ว่าศักดิ์ศรีของชาติ มันค้ำคอขนาดนั้นเลยหรือ ยกทหารไปชิงเขาพระวิหารเสร็จแล้ว ยกทัพไปถล่มร่างกุ้ง แก้แค้นให้บรรพบุรุษด้วยดีไหม ก่อนจะกลัวเสียอำนาจอธิปไตยให้ชาวต่างชาติ ลองมาพิจารณากันดีกว่าว่าอำนาจอธิปไตยในบ้านเมืองเรามันถูกสั่นคลอนเพราะคนพาลไปสักแค่ไหนแล้ว

ทำใจให้สงบแล้วมาปัดเส้นผมที่บังตากันอยู่ดีไหมครับ

หมายเหตุ: โพสต์นี้ไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่กับ เขาพระวิหาร: ระเบิดเวลาจากยุคอาณานิคม ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมากๆ เราใช้เป็นพื้นความรู้ ในการโต้ตอบกับกระแสความคิดหนึ่ง ซึ่งกำลังสป๊าคอยู่ในขณะนี้

เราหลงลืมอะไรบางอย่าง (วัชระ สัจจะสารสิน)


ถ้าไม่ขี้เกียจเกินไป จะกลับไปแก้โพสต์ซีไรต์ 7 เล่มในดวงใจ เพราะ เราหลงลืมอะไรบางอย่าง สุดยอดมากๆ แม้จะเป็นหนังสือเล่มแรกของคุณวัชระ แต่ผู้เขียนได้ปล่อยของ แสดงพลังทั้งในด้านความคิด กระบวนการเล่าเรื่อง และการเล่นกับอารมณ์ผู้อ่านอย่างถึงใจวัยรุ่น

จะตลกไหมถ้าพูดว่าเสน่ห์ของรวมเรื่องสั้นชุดนี้คือ "ความประดักประเดิด" ของแต่ละเรื่อง ด้วยเหตุนี้เวลาอ่านแยกๆ กันตามนิตยสารเช่น ช่อการะเกด หรือ ราหูอมจันทร์ ถึงไม่ค่อยประทับใจนัก แต่พอจับมันมาอยู่ข้างกัน ได้เห็นว่าความประดักประเดิดนั้น แท้จริงมาจากเจตนาของผู้เขียน ถึงได้ยอมรับในฝีมือ ยกตัวอย่าง เพลงชาติไทย เรื่องนี้มีโครงสร้างสองส่วนแปลกๆ แน่แท้ว่าผู้เขียนจงใจให้ส่วนหลังเป็นส่วนหลักของเรื่อง แต่การนำเสนอมันในรูปแบบความฝัน/ความทรงจำ และนำไปสวมเข้ากับส่วนแรก ผลลัพธ์ที่ได้คืออารมณ์พิสดารไม่เหมือนเรื่องสั้นไทยส่วนใหญ่

โครงสร้างสองส่วนเช่นนี้ปรากฎใน เรื่องเล่าจากหนองเตย หาแว่นให้หน่อย และ ในวันที่วัวชนยังชนอยู่ ในฐานะที่เราเป็น minimalist ถ้าจะหยิบจับประเด็นเดียวกันไปเขียน คงตัดฉากนู้นฉากนี้ออก และสุดท้ายมันก็จะกลายเป็นเรื่องสั้นแหว่งๆ ธรรมดาๆ เรื่องหนึ่ง แต่การจับแพะและแกะมาชนกันของคุณวัชระ กลับก่อเกิดเรื่องสั้นอันมีโครงสร้างสง่างาม และหักหาญ อะไรที่อาจเป็นข้อด้อยกลับกลายเป็นจุดเด่น เช่น นักปฏิวัติ ซึ่งไม่ได้ประดักประเดิดด้วยโครงสร้าง แต่ด้วย plot hole (ให้ตายอย่างไรเราก็ไม่เชื่อหรอกว่าตัวเอกของเรื่องจะทนยืนรอเรือข้ามฟากเป็นบื้อเป็นใบ้อยู่ตั้งสามชั่วโมง โดยไม่พยายามแก้ไขปัญหาด้วยวิธีอื่น) พออ่านเดี่ยวๆ ทีแรก เรากลับไม่ค่อยชอบ แต่พออ่านเรื่องหลังๆ ที่ตามมา เรากลับให้อภัย และเห็นว่ามันก็เป็นเรื่องสั้นที่น่าขบคิดดี

เรื่องที่ชอบที่สุดในเล่มคือ บาดทะยัก เรื่องสั้นอีโรติก นำเสนอการขับแข่งอำนางทางเพศระหว่างคู่ผัวตัวเมีย ชวนให้นึกถึงเรื่องสั้นของ Raymond Carver ไม่แน่ใจว่าคุณวัชระคุ้นเคยกับนักเขียนชาวอเมริกันผู้นี้หรือเปล่า แต่เหมือนได้กลิ่นงานของเขาหอมหวนลอยออกมา วันหนึ่งของชีวิต เล่นกับความตาย และใช้สานส์ระหว่างบรรทัด (สิ่งซึ่งไม่ได้อ้างเอ่ยออกมา) แทงอารมณ์ผู้อ่าน อันเป็นเทคนิคที่คาร์เวอร์ชอบใช้

เราหลงลืมอะไรบางอย่าง เป็นรวมเรื่องสั้นเท่ห์ๆ อีกเล่มที่ไม่ได้ใช้ชื่อเรื่องสั้นมาเป็นชื่อปก ประโยคว่า "เราหลงลืมอะไรบางอย่าง" อธิบายธีมหนังสือรวมๆ ได้ดี แม้เราจะรู้สึกว่ารูปประโยคไม่ได้สวยงาม ขนาดน่าใช้เป็นชื่อหนังสือก็ตาม หลายเรื่องพูดถึงการเมือง และการเปลี่ยนแปลงของสังคม เมื่อความทันสมัยค่อยๆ เข้ามา นำพาความสะดวกสบายสู่วิถีชนบท แต่ก็ทำให้หลายสิ่งสาบสูญไป ชอบที่คุณวัชระไม่ได้มองความเปลี่ยนแปลงในแง่ลบตามขนบวรรณกรรมเพื่อชีวิต แต่เห็นสองด้านในทุกๆ สิ่ง สมดังที่ "ผม" ใน วาวแสงแห่งศรัทธา สอนนักเรียน

พออ่านประวัติผู้เขียน ว่าจบรัฐศาสตร์มาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ทีแรกคิดว่า สงสัยตรูคงจะได้อ่านงานยกย่องชาวตุลาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เหมือนที่หลายคนชอบเขียนกัน แต่เปล่าเลย! เซอร์ไพรซ์มากๆ กับ ฟ้าเดียวกัน นำเสนอภาพด้านลบของวีรบุรุษอย่างไม่เคยเห็นเรื่องสั้นไทยเรื่องไหนกล้าทำมาก่อน หรือ นักปฏิวัติ ซึ่งมีท่วงทำนองยกย่องมหกรรมการเมืองมวลชนสุด ยังถูกนำเสนอผ่านอารมณ์ขัน และการมองสองด้าน อันเป็นคุณสมบัติที่ขาดหาย และจำเป็นอย่างมาก สำหรับนักเขียน นักวิจารณ์การเมืองในบ้านเรา

ขอยกย่องให้นามปากกา วัชระ สัจจะสารสินเป็นอีกหนึ่งอนาคตของแวดวงวรรณกรรมไทย!

E. Waugh's "Brideshead Revisited"


Brideshead Revisited เป็นนิยายแนวการล่มสลายของสถานบันครอบครัว (ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความรัก หรือการเยียวยา) จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่อ่านนิยายแนวนี้คือ Buddenbrooks ของโธมัน มานน์ พูดถึง Buddenbrooks หน่อยก็แล้วกัน ถึงแม้ว่าฉากในนิยายเล่มนั้นจะเป็นบาวาเรีย (เยอรมัน) ช่วงศตวรรษที่ 19 แต่มานน์ซึ่งเป็นนักเขียนแห่งศตวรรษที่ 20 ก็วางโครงเรื่องโดยใช้หลายเหตุการณ์ในยุคของเขา (เช่นแทนที่จะเป็นสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ใช้สงครามบิสมาร์กแทน) เอฟวิน วอจ์ห ผู้แต่ง Bridehead Revisited เป็นชาวยุโรปยุคใกล้เคียงกับมานน์ และการล่มสลายของครอบครัวไบรด์เฮด ถูกนำเสนอโดยมีฉากหลังคือการขึ้นเถลิงอำนาจของนาซี

ความแตกต่างอีกประการคือ ขณะที่น้ำเสียงของมานน์ค่อนข้างชัดเจนว่าสิ่งซึ่งเกิดกับครอบครัวบันเดนบรูคเป็นโศกนาฏกรรมของโลกยุคใหม่ วอจ์หเหมือนจะยังลั้งเล ตัวละครตัวหนึ่งพูดวิจารณ์ภาพวาดของชาร์ลส์ ไรเดอร์ว่า “รูปของเธอมี “เสน่ห์” (charm) มากเกินไป…ฉันได้เตือนเธอตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหมว่าให้หลีกเลี่ยง “เสน่ห์” โดยเฉพาะ “เสน่ห์” ของครอบครัวไบรด์เฮด” วอจ์หมอง “เสน่ห์” อันเป็นเอกลักษณ์ของโลกเก่าด้วยสายตากึ่งๆ หวาดระแวง เราเลยพูดได้ไม่เต็มปากว่าเขาเห็น Brideshead Revisited เป็นโศกนากฏกรรมเช่นเดียวกับที่มานน์รู้สึกว่านิยายของเขาเป็น Brideshead Revisited จึงถูกเล่าในรูปแบบของการคะนึงหาอดีต ซึ่งอัดอวลไว้ทั้งความเสียดายในสิ่งที่พ้นผ่าน แต่ก็เข้าใจว่าบางครั้งที่มันจบลงไปต้องถือว่าดีที่สุดแล้ว

ครอบครัวไบรด์เฮดมีทายาทสี่คน คนโตสุด ไบรด์เฮด เป็นกึ่งๆ พระ กึ่งๆ ทหาร เป็นบุรุษลึกลับที่ไม่ค่อยมีใครเข้าใจว่าเขาคิด หรือทำอะไรอยู่ จูเลีย น้องสาวคนรอง ตอนต้นเรื่องหมั้นหมายกับเรก นักการเมืองหนุ่มจากแคนาดา ผู้ซึ่งในตอนหลัง เธอค้นพบว่าเขาไม่ใช่คนจริงๆ แต่เป็น “ถุงมีชีวิต” เซบาสเตียน น้องชายขี้เหล้า ผู้มีเพื่อนรักเป็นตุ๊กตาหมีชื่ออะโลเชียส และ แคโรไลน์ น้องสาวคนเล็ก พ่อ และแม่ของทั้งสี่หย่ากัน โดยพ่อหนีไปอยู่กับภรรยาน้อยในเวนิส ครอบครัวไบรด์เฮดเป็นแคทอลิก ซึ่งสำหรับในประเทศโปรแทสแตนอย่างอังกฤษ ถือเป็นของแปลก ประเด็นศาสนามีบทบาทอย่างมากในนิยาย เสียดายที่ความเข้าใจความแตกต่างระหว่างลัทธิในศาสนาคริสต์ของเราไม่แตกฉานพอจะรับมันเข้าไปได้ทั้งหมด (แต่ฉากที่เรกพยายามเปลี่ยนตัวเองจากโปรแตสแตนมาเป็นแคทอลิก ก็ฮาอยู่ไม่น้อย)

ตัวเอก และผู้เล่าเรื่องคือชาร์ลส์ ไรเดอร์ เป็นเพื่อนนักเรียนของเซบาสเตียน ภายหลังลาออกจากโรงเรียน และผันตัวเองมาเป็นจิตรกรวาดภาพสถาปัตยกรรม และทหาร สมัยเด็กๆ ชาร์ลส์ผูกพันกับเซบาสเตียน จนหลายครั้งเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองไปไกลกว่าคำว่าเพื่อน แม้วอจ์หจะไม่ได้พูดตรงๆ แต่คนอ่านเข้าใจได้ว่าสุดท้ายเซบาสเตียนก็กลายเป็นรักร่วมเพศเต็มตัว หลังก่อวีรกรรมอันเนื่องมาจากความขี้เหล้าเมามาย ส่วนชาร์ลส์ พอแต่งงาน ก็เริ่มหันเหความสนใจไปหาจูเลีย ผู้ซึ่งเขามองเห็นความเป็นเซบาสเตียนในตัวหล่อน ก่อนที่เซบาสเตียนเองจะกลับมาอีกครั้งเพื่อปิดเรื่องราวทั้งหมด

Bridehead Revisited มีชื่อเสียงมากในแง่การระบายภาพความ “น่าหมั่นไส้” ของเหล่าผู้ลากมากดีชาวอังกฤษต้นศตวรรษที่ 20 พวกเขาส่งลูกไปเรียนที่ออกฟอร์ด ใช้ชีวิตอยู่บนระบบสินเชื่อ และสร้างหนี้สินมากมายซึ่งนำพาไปสู่ความล่มจม โดยส่วนตัวไม่รู้สึกว่าชีวิตของชาร์ลส์ หรือเซบาสเตียนน่าหมั่นไส้อะไรนัก แต่ขณะเดียวกันช่วงต้นนิยายสมัยที่ทั้งคู่เรียนหนัง ก็เป็นช่วงที่น่าสนใจน้อยสุดสำหรับเรา โดยรวมนิยายของวอจ์หเล่มแรกที่เราอ่านนี้ไม่ถึงกับโดนนัก มันมีกลิ่นความเป็นศตวรรษที่ 19 มากไปหน่อยสำหรับรสนิยมเรา ถือว่าเพลินๆ เปลี่ยนบรรยากาศในระดับหนึ่งแล้วกัน

I. Calvino's "Numbers in the Dark"


ถ้าคะเนไม่ผิด รองจากเมอดอช ก็คงเป็นคาลวิโนนี่แหละ ที่รักชวนหัวเขียนถึงบ่อยสุด อะไรที่เคยชม ก็ได้ชมไปหมดไส้หมดพุงแล้ว กระทั่งติ ก็ยังเคย ไม่รู้เหมือนกันจะพูดอะไรดีเกี่ยวกับรวมเรื่องสั้น Numbers in the Dark คร่าวๆ คือนี่เป็นผลงานจับฉ่าย ต่างกาลต่างสมัย เผลอๆ รวบรวมหลังผู้เขียนเสียชีวิตแล้วด้วยซ้ำ มันมีกระทั่งเรื่องที่น่าจะอยู่ในภาคสามของ Cosmicomic โดยรวมต้องถือว่ามีเรื่องสั้นเจ๋งๆ อยู่เพียบ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสั้นมากๆ ชนิด หน้าสองหน้าจบ ทั้งเล่มเลยบรรจุไป 37 ชิ้น

จำได้ว่าประมาณสามปีที่แล้ว สมัยที่ เจ้าหงิญ ได้รางวัลซีไรต์ ปีนั้นต้องถือเป็นยุคทองของเรื่องสั้นแนวนิทาน เพราะนอกจาก เจ้าหงิญ อีกสองสามเล่มที่เข้าชิงปีเดียวกัน ก็มีลักษณะที่ว่า สารภาพว่าแทบไม่ได้อ่านรวมเรื่องสั้นจากปีนั้น ก็เลยบอกไม่ได้ว่าเรื่องสั้นแนวนิทานของคนไทยเป็นอย่างไร แต่กับคาลวิโนนี่ของเขาดีจริงๆ ถึงกับมีคนเรียกแกว่านอกจากจะเป็น novelist, short-storyist แล้วยังเป็น fabulist อีกด้วย จริงๆ เรื่องสั้นแนวนิทานก็น่าสนใจดี ยิ่งพอเห็นว่ามือชั้นครูสามารถเล่นอะไรกับมันได้บ้างแล้ว รู้สึกอยากสำรวจ ขยับขยายแนวทางนี้ คำถามหนึ่งซึ่งน่าขบคิดคือเรื่องสั้นนิทาน เหมือนหรือต่างอย่างไรกับแนวสัจนิยมมายา (ซึ่งฮิตมาก เมื่อสักสิบปีที่แล้ว แต่รักชวนหัวไม่ใช่แฟนเลย)

พล่ามมายาวเหยียด ยังไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับ Numbers in the Dark สักเท่าไหร่ เนื่องจากมันมีตั้ง 37 เรื่องเลยไม่รู้จะหยิบจับเรื่องไหนมาพูดดี หลายเรื่องสั้นในเล่มพูดถึงการเอาของ "แข็งกระด้าง" (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสงคราม และการทหาร) มาวางคู่กันกับของ "อ่อนละมุน" ใน The Lost Regiment ทหารหนึ่งกองพลได้รับคำสั่งให้สวนสนามเข้าไปในเมืองเงียบๆ เล็กๆ แต่ด้วยความเงียบ และเล็กของเมืองนี้เอง ทำให้ทหารทั้งกองพลเกิดความรู้สึก "เกรงอกเกรงใจ" แทนที่จะตบเท้าอย่างเข้มแข็ง เลยเหมือนย่องๆ ผ่านไปบนท้องถนนมากกว่า A General in the Library พูดถึงทหารทำสงครามกับหนังสือในห้องสมุด

ถ้าไม่ใช่สงคราม "ของแข็งกระด้าง" ก็จะเป็นอุตสหกรรม อย่างเรื่องขึ้นปก ว่าด้วยลูกชายพนักงานทำความสะอาด เดินท่องๆ ไปในสำนักงานยามราตรี แล้วพบพานตัวเลขลึกลับ The Workshop Hen และ The Queen's Necklace เป็นสองเรื่องที่ใช้ตัวละครชุดเดียวกัน เหตุการณ์เกิดในโรงงาน The Queen's Necklace เป็นเรื่องที่ยาว และไม่ดีที่สุดในเล่ม(ฮา)

ประเด็นหนึ่งที่อยากพูดถึงมาก แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับรวมเรื่องสั้นชุดนี้โดยตรงก็ตามคือ "ภูมิศาสตร์ทางภูมิปัญญาของชาวตะวันตก" แม้ว่าคาลวิโนจะเป็นชาวอิตาลี แต่ก็มีหลายเรื่องสั้นของเขาที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ เลยกับความเป็นอิตาลี เช่น Becalmed in the Antilles พูดถึงสงครามเรือรบระหว่างอังกฤษ และสเปน Montezuma และ Henry Ford ว่าด้วยจักรพรรดิชาวอินคา และจักรพรรดิอุตสาหกรรมชาวอเมริกัน คาลวิโนสามารถเขียนเรื่องราวเหล่านี้ได้โดยไม่ถูกข้อหา "กระแดะ" หรือ "จงใจเล่นของนอก" เพราะการศึกษาของยุโรปเชื่อมโลกทั้งใบเข้าหากัน เฮนรี ฟอร์ดเป็นชาวอิตาลี พอๆ กับที่เขาเป็นชาวอเมริกัน

ลองคิดเล่นๆ ว่าคนไทยสามารถเขียนหนังสือเกี่ยวกับชาวญี่ปุ่น มลายู หรือจีน โดยไม่ถูกข้อหาดังกล่าวได้หรือไม่ หรือโดยผู้เขียนไม่พยายามใส่ความ "แปลกแยก" (exotic) เข้าไปในตัวละคร (คนไทยที่เขียนได้บรรจุดประสงค์นี้สุด ในสายตาเราคือคุณอนุสรณ์)

ก็เป็นประเด็นเล็กๆ ที่อยากฝากให้คิดกัน