ที่อื่น (กิตติพล สารัคคานนท์)


ไม่บ่อยนะที่เราอ่านหนังสือนักเขียนโนเนมแล้วพลิกไปดูหน้าปก พลางอุทานออกมาว่า “หมอนี่ใครวะ!” จำได้ว่าเป็นอย่างนี้ครั้งแรกคือตอนอ่าน H2O ของพี่อนุสรณ์ อีกครั้งหนึ่งก็หนนี้แหละกับ ที่อื่น กิตติพล สรัคคานนท์ ท่านทั้งหลายจำชื่อนี้ไว้ให้ดี ถ้าวันข้างหน้าไม่ติดปากประชาชี ถือว่าเทพอักษรไม่มีจริง

ไม่รู้จะเริ่มชมยังไง เอาเป็นว่า เราอ่านหนังสือมาเยอะ ทั้งไทย ทั้งเทศ แต่ลายมือแบบคุณกิตติพลนี่ แทบไม่เคยประสบ ชิ้นงานมีเอกลักษณ์ ดำเนินเรื่องด้วยบรรยายโวหาร ส่วนบทสนทนาและเครื่องหมายอัญประกาศแทบนับตัวได้ และไม่ใช่บรรยายเลอะเทอะกะสร้างบรรยายกาศอย่างเดียว แต่ผู้เขียนผสานฉากเข้ากับตัวละครได้อย่างงดงาม สำหรับคนที่บรรยายไม่เก่งอย่างเรา ต้องขอยกนิ้วให้ด้วยความทึ่ง

ถอยหลังนิดหนึ่ง ก่อนพูดถึงสไตล์มาดูเนื้อหาดีกว่า ถ้าให้จำกัดความเรื่องสั้นของคุณกิตติพล ต้องบอกว่านี่คือ “การมาเยือน และจากไปของคนแปลกหน้า” อย่าง เข้าเมือง ซึ่งเราชอบสุดในเล่ม ไม่มีอะไรนอกจากตัวละคร “เขา” ซึ่งคนอ่านไม่รู้จัก และคนเขียนก็ไม่ได้ให้ข้อมูลมากมาย เดินชมฉากอุบัติเหตุน่าสยดสยอง ก่อนจากไปในบรรทัดสุดท้าย ไม่ได้ก่อ conflict หรือมีปฏิสัมพัทธ์กับผู้คน ต้องขอชมเลยว่าผู้เขียนกล้ามากที่ดำเนินเรื่องราวไปอย่างเรียบๆ และจบลงโดยไม่มีบทสรุป หรือไคลแมกซ์ ซึ่งไปๆ มาๆ สำหรับงานแนวนี้ยิ่งเรื่องน้อยยิ่งดี มีหลายบทที่คุณกิตติพลพยายามใส่เรื่องเข้าไป แต่กลับกลายเป็นบทที่อ่อนสุดในเล่ม

ที่อื่น คือรวมเรื่องสั้นที่อ่านทั้งเล่มได้อารมณ์กว่าอ่านแยก ตรงนี้จะมองว่าเป็นข้อเสียก็ได้ แต่ละเรื่องไม่ได้โดดเด่นขนาดดึงออกมาต่างหากแล้วยังน่าอ่าน ขนาดอ่านจบหมาดๆ ย้อนกลับไปดูสารบัญ เรายังบอกไม่ได้เลยว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องไหน ในทางตรงข้าม ทุกเรื่องช่างส่งเสริมกันและกัน จนรู้สึกว่าข้อเสียตรงนี้น่าให้อภัย ประเด็นที่คุณกิตติพลชอบพูดถึง (อย่างน้อยในเล่มนี้) คือความตาย ซึ่งแทรกอยู่แทบทุกบท ทุกบรรทัด ยิ่งทำให้นักเขียนคนนี้น่าสนใจเข้าไปใหญ่ เขาเป็นใคร อายุเท่าไหร่ ทำไมถึงได้หมกมุ่นกับความตายขนาดนี้ การมีธีมร่วมนั้นดีเพราะสร้างเอกภาพให้หนังสือ แต่ก็กลับมาข้อเสียเดิมคือแต่ละเรื่องดูเหมือนๆ กันไปหมด

ที่ต้องติจริงๆ คือ ประเด็นกึ่งหักมุม ประเภทตัวละครสองบุคลิก ไอ้มุขจำพวกนี้โดยตัวมันเองก็เชยจะแย่แล้ว คุณกิตติพลยังใช้มันกับเรื่องสั้นมากกว่าหนึ่งเรื่อง ขอพูดถึงปกด้วยว่า ท่าทางสำนักพิมพ์ Shine จะเอาดี เน้นปกขาวโล่งโจ้ง (เพราะหนังสืออีกสองเล่มของคุณวาด รวีก็ออกแนวนี้) ซึ่งสวยก็สวยดี แต่มันสกปรกง่าย นี่เลือกอยู่ในร้านหนังสือตั้งนานกว่าจะหากอปปี้ดีๆ ได้

พญาอินทรี (จรัญ ยั่งยืน)


ถ้าใครติดตามข่าวสารวรรณกรรม คงจำได้กรณีนักการเมืองแทรกแซงคำตัดสินรางวัลพานแว่นฟ้าเมื่อปีสองปีก่อน เป็นเหตุให้เรื่องสั้นสาม สี่เรื่องถูกลิดรอนสิทธิได้รับรางวัลชนะเลิศ บัดนี้เรื่องสั้นเหล่านั้นทยอยสู่สายตาประชาชน เมื่อเราได้อ่านก็ยังไม่เก็ตว่า “อะไรกันนักกันหนา” ก็แค่เรื่องสั้นการเมืองธรรมด๊าธรรมดา ด่านักการเมืองแบบที่คนไทยชอบด่ามาทุกยุคทุกสมัย ไม่เห็นจะมีความแปลกใหม่ หรือมีพิษมีภัยอย่างที่ผู้ใหญ่ต้องออกมาเต้นเร้าๆ คนระดับนั้นอุตส่าห์ชนะเลือกตั้งมาน่าจะมีสติปัญญาพอรู้ทำแบบนี้ไม่เกิดโภคผลใดๆ รังแต่สังคมจะรุมด่า ถ้าจะมีใครวินก็ตัวนักเขียนต่างหากที่ได้กลายเป็น “พระเอก” ในสายตาสื่ออยู่พักใหญ่

พญาอินทรี คือหนึ่งในเรื่องสั้นที่ถูกตัดสิทธิ ถือเป็นเรื่องสั้นที่ดีเลยล่ะ หนักแน่น ตรงไปตรงมาจริงใจกับสิ่งที่พยายามบอกคนอ่าน แม้เราจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ที่ “รู้ๆ กันอยู่” เท่าที่จำได้เหตุผลของผู้ใหญ่คือเสนอภาพรัฐมนตรีถ่อยเกินจริง ประมาณใช้คำหยาบพูดเปรียบเทียบนักข่าวว่าเป็นหนอนชอนไชอาจม เป็นเหตุผลที่ฟังแล้วขำ ยังกับว่ารัฐมนตรีกี่ยุคกี่สมัยของประเทศนี้พูดคำหยาบกันไม่เป็นอย่างนั้นแหละ

เราไม่ได้ติดตามพานแว่นฟ้ามาพักใหญ่แล้ว รู้สึกว่าคนไทยเขียนเรื่องสั้นการเมืองไม่ค่อยเป็น ยังขาดความเข้าใจการเมืองอย่างถ่องแท้ คนที่เข้าใจจริงก็ดันไม่มาเป็นนักเขียนเสียนี่ รู้สึกว่าพานแว่นฟ้าปีนี้ก็เงียบๆ แจกรางวัลกันไปใต้น้ำตามระเบียบรัฐบาลปฏิวัติ ในแง่หนึ่งก็ดีเหมือนกัน เพราะไม่อยากให้คนลุกขึ้นมาเขียนเรื่องโฉ่งฉ่างกะหวังถูกหวยวรรณกรรมแบบปีก่อน

เลิกพูดเรื่องนี้ดีกว่า จริงๆ แล้วเราค่อนข้างชอบรวมเรื่องสั้น พญาอินทรี เลย ทั้งที่หลายเรื่องเป็นมุมมองแบบดำขาวแบบที่เราไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ส่วนนี้ถูกทดแทนด้วยความซื่อ จริงใจ อย่าง เวลากับความหวัง กาเหว่า ก็เป็นเรื่องง่ายๆ หวานๆ โดยเฉพาะเรื่องหลังไม่เสียพะยี่ห้อรางวัลชนะเลิศชีวจริยธรรม เพื่อนยามวิกาล เราเคยอ่านอีกเวอชั่นหนึ่งซึ่งลงมติชนรายสัปดาห์ รู้สึกว่าเวอชั่นนี้จะลงตัวกว่า

ถ้าจะติโดยรวมต้องบอกว่ามันมีอัตราส่วนความเป็นเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์เยอะเกินไป เอาเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์สามสี่เรื่องมารวมเล่มกับเรื่องสั้นสะท้อนสังคมแบบนี้เหมือนกินกาแฟใส่น้ำมะนาวยังไงพิกล

ราหูอมจันทร์ วันปลดปล่อยผีเสื้อ (หลายคนเขียน)


อีกไม่กี่อาทิตย์นักอ่านก็จะได้ยลโฉม ช่อการะเกด reload แล้ว ไม่รู้คุณผู้อ่านตื่นเต้นกับข่าวนี้มากน้อยเพียงใด แต่ถ้าเป็นหนอนวรรณกรรมตัวจริง ก็สมควร build ตัวเองให้ตื่นเต้นมากๆ นั่นละ ถูกต้องแล้ว

เคยคุยกับพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง แกบ่นว่าเหมือนนักเขียนรุ่นราวคราวเดียวกับแก (ระหว่างยี่สิบห้า ถึงสามสิบห้า) ตกยุค หายสาบสูญไปยังไงไม่ทราบ ถ้าจะลากสาเหตุการสะดุดรุ่นไปยังการปิดตัวของ ช่อการะเกด ช่วงสิบปีหลังก็อาจจะสรุปความเกินจริงไปนิด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแวดวงวรรณกรรมไทยไม่อาจอยู่ได้ถ้าปราศจาก ช่อการะเกด หรือหนังสือรวมเรื่องสั้นเฉพาะกิจ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะเรื่องสั้นคือแนววรรณกรรมสมัยใหม่ที่คนไทยชอบอ่านสุด และระบบนิตยสารได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

เรื่องนี้พูดได้ยาว เอาเป็นว่าก่อน ช่อการะเกด reload จะวางแผง เรามี ราหูอมจันทร์ รวมเรื่องสั้นจากสำนักพิมพ์นาครมาขัดตาทัพ ต้องขอชมทีมงานทุกท่านที่อุตส่าห์เข็นมันออกมาได้จนถึงเล่มที่ 3 (และเล่มที่ 4 ก็เพิ่งปิดรับต้นฉบับไป) แต่ทั้งนั้นทั้งนั้น ถ้าให้เทียบกับ ราหูอมจันทร์ เล่มแรก ก็ยังอดติติงตรงนู้นตรงนี้ไม่ได้ ชัดเจนมาก อย่างแรกคือภาพประกอบ ใช้รูปเล็กในวงกลมสองวงแปลกตาดีอยู่ แต่มันทำให้ภาพขาดความอลังการ ยิ่งบวกลักษณะการพิมพ์สีจางๆ ด้วยแล้ว แถมหลายรูปเป็นงานกราฟฟิค หรือภาพการ์ตูนที่ดูป๊อกแป๊ก ไม่หนักแน่น

ตามขนบหนังสือรวมเรื่องสั้นประเภทนี้ ต้องมีทั้งผลงานนักเขียนรุ่นเดอะผสมรุ่นเยาว์ รุ่นเดอะมีหน้าที่ดึงคนอ่านให้อยู่หมัด ก่อนปล่อยแยบแนะนำตัวนักเขียนหน้าใหม่ ปัญหาคือเรื่องสั้นรุ่นเดอะห้าหกเรื่องในเล่มดันแป๊ก ไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่อย่าง สีของดอกไม้ และ บักหัวแดง สมยี่ห้อคุณประชาคม และคุณไพฑูรย์ แต่มันสมยี่ห้อเกินไป ฝีมือพระกาฬระดับทั้งคู่หลับตาข้างเดียวเขียนสองเรื่องนี้ได้ ส่วน มาตุคาม และ ปีหมูของคน เราถือว่าไม่ได้มาตรฐานฝีมือระดับคุณมาโนช และคุณอัศศิริ เรื่องสั้นรุ่นเดอะที่เราชอบสุดคือ บนลานใจ ของคุณวรภ ว่าด้วยความรักของแม่ และความกตัญญู เป็นเรื่องสั้นน่ารักๆ ที่ติดยาวไปนิด

ส่วนรุ่นใหม่ คุณภาพลัดหลั่นอยู่ในระดับค่อนข้างกลาง ไม่มีเรื่องไหนแย่ (เว้นเรื่องหนึ่ง ไม่เอ่ยชื่อแล้วกัน) แต่ก็ไม่มีเรื่องไหนน่ากล่าวถึง ยกเว้น มิติทับซ้อนในสังคมซ่อนเร้น เรื่องสั้นวัยรุ่นติสต์แตก ผสานอารมณ์เหงาแบบปราบดา/มุราคามิ/หวังเจียเว่ย ออกมาลงตัว จนเราต้องขอจดจำชื่อจเด็จ กำจรเดช สำหรับเรื่องนี้สอบผ่าน เราประทับใจยิ่งกว่าเรื่องสั้นรุ่นเดอะอีก อีกสองเรื่องที่ดีพอใช้คือ ค(วั)นผุ กับ แปลกหน้า แต่ยังไม่ถึงขั้นอยากจดจำชื่อคนเขียน ส่วน 13 กุมภาพันธ์ วันปลดปล่อยผีเสื้อ ซึ่งเดาว่าเป็นเรื่องเอก (เพราะใช้เป็นชื่อเล่ม) ยังครึ่งๆ กลางๆ เหมือนดีไม่สุดยังไงไม่ทราบ

เป็นกำลังใจให้นะครับ ไว้จะคอยติดตาม ราหูอมจันทร์ เล่มหน้าแล้วกัน

สัมพันธภาพ (เดือนวาด พิมวนา)


คำถามหนึ่งที่เราถกเถียงตัวเองมานานคือเอกภาพจำเป็นแค่ไหนสำหรับรวมเรื่องสั้น เป็นไปได้หรือเปล่าที่หนังสือสักเล่มจะรวมรวมเรื่องที่ต่างกาลต่างวาระกันอย่างรุนแรง จนกลายเป็นข้อบกพร่อง หรือมองในทางกลับกัน แค่เอาคนคนเดียวมาเขียนหนังสือ ในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี แต่ละเรื่องมันจะสุดโต่งหลุดโลกไปคนละทางได้แค่ไหนกันเชียว

สัมพันธภาพ ของคุณเดือนวาดคือรวมเรื่องสั้นตลอดระยะเวลาสิบปี เก่าแก่สุดในเล่มคือประมาณ 2538 และใหม่สุดคือ 2548 แค่มันเป็นผลงานที่ใช้เวลาสิบปีในการเขียน ก็บ่งชี้แล้วถึงมาตรฐาน ด้วยความจำเป็นบางประการในแวดวงวรรณกรรมบ้านเรา นักเขียนถูกบังคับให้ผลิตรวมเรื่องสั้นออกมาทุกสามปีโดยเฉลี่ย นานๆ ทีได้อ่านผลงานหมักเคี่ยวสิบปีอย่าง สัมพันธภาพ ก็ต้องยอมรับว่า อะไรที่เขียนลวกๆ กับผ่านการกลั่นกรองมาแล้ว คุณภาพมันต่างกันจริงๆ ด้วย

สัมพันธภาพ คือรวมเรื่องสั้นเล่มสองของคุณเดือนวาด ซึ่งถ้าไม่นับ หนังสือเล่มสอง ก็ต้องถือว่าเราอ่านงานแกครบทุกเล่ม เคยมีคนพูดว่าเล่มนั้นเป็น “ผลงานขึ้นหิ้ง” แต่เรากังขานิดหน่อย เพราะแค่ดูผลงานใน สัมพันธภาพ ยุคก่อน และหลังปี 2540 ก็ต้องพูดเลยว่าผู้เขียนพัฒนาไกลมาก ขณะที่ สัมพันธภาพ และ ในความป่วยไข้ (ทั้งสองเรื่องเขียนปี 2538 เก่าแก่สุดในเล่ม) และ ผมอยากนอนกับคุณ (ปี 2540) ยังสัมผัสได้ถึงความไม่ลงตัว พอมาถึงผลงานยุคหลังๆ อย่างแสงดา หรือกานดา อ่านจบแล้วอยากตบมือให้ มั่นใจว่าถ้าคุณเดือนวาดไม่กลายเป็นนักเขียนดับเบิลซีไรต์คนที่สามของประเทศไทย ก็อาจจะเป็นคุณปราบดา หยุ่นคนที่สอง คือได้รางวัลก่อนถึงเวลาอันควร

พูดถึงเอกภาพของหนังสือเล่มนี้ดีกว่า แน่นอนว่าในเมื่อมันใช้เวลาเขียนสิบปี จะหาเอกภาพอะไรชัดเจนก็คงยาก แต่จับสไตล์ได้อย่างหนึ่งคือ หลายเรื่องสั้นพูดถึง “อสูร” และ “กำเนิดอสูร” ไม่ใช่สัตว์ประหลาด แต่เป็นผู้คนอันมีพฤติกรรมเลวร้าย ซึ่งนอกจากจะทำร้ายคนรอบข้างแล้ว เหนืออื่นใดคือทำร้ายตัวเองด้วย เรื่องสั้นอสูรในเล่มอย่างเช่น กานดา แสงดา ผู้จัดการมรดก เหนือจอมคนยังมีจอมพล มีดีกรีความเลวร้ายแตกต่างไป บางทีก็เป็นแค่ความผิดเล็กๆ น้อยๆ เช่น ผู้จัดการมรดก เรื่องของชายหนุ่มที่ต้องมารับผิดชอบที่นา 35 ไร่ซึ่งเขาไม่เคยอยากได้ จนถึง กานดา ซึ่งเราถือว่าเป็นอสูรระดับคลาสสิก สิทธิบุรุษ นำเสนออสูรในลักษณะที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะนี่คือ “อสูรโดยไม่รู้ตัว”

เรื่องสั้นชุดนี้น่าสนใจเพราะไม่ใช่การโทษสังคม ทุนนิยม หรือนักการเมืองแบบขนบเรื่องสั้นเพื่อชีวิต เหมือนกับคุณเดือนวาดต้องการแสดงให้เห็นว่าอสูรคือสิ่งที่แตกหน่อมาจากเมล็ดพันธุ์ในตัวปัจเจค แน่นอนว่าสิ่งแวดล้อมก็มีส่วนในการอุ้มชูฟูมฝักเมล็ดพันธุ์ดังกล่าว แต่ท้ายที่สุดแล้ว เช่นเดียวกับข้อสรุปจาก สัมพันธภาพ คนจะดี จะเลวย่อมขึ้นอยู่กับทางเลือกของเจ้าตัว

J. Fforde's "Lost in a Good Book"


สารภาพจริงๆ คือเราก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก ความรู้สึกของแฟนๆ หนังสือแฟนตาซีอย่าง The Lord of the Rings หรือ Harry Potter อะไรคือความรู้สึกคันขยุกขยิกในหัวใจ เวลาอ่านเรื่องเกี่ยวกับอัศวิน มังกร หรือ ดาบวิเศษ รวมไปถึงแฟนๆ หนังสือไซไฟ เราไม่เก็ตเสน่ห์ของยานอวกาศ มนุษย์ต่างดาว หรือ รถลอยฟ้า

แต่เราเข้าใจดีเลยล่ะ อะไรที่มันสามารถเกาหัวใจหนอนวรรณกรรม หรือ literature geek ได้ และสิ่งนั้นก็คือนิยายนักสืบไซไฟแฟนตาซี ชุดเธิร์สเดย์ เนคของ เจฟเฟอร์ ฟอร์ดนี่เอง

ฉากหนึ่งใน The Eyre Affair เป็นฉากเล็กๆ แต่ทำให้เราสาบานตัวจะเป็นแฟนหนังสือชุดนี้ คือตอนที่ตัวละครฝ่ายพระเอก นักสืบวรรณกรรมปลอมตัวเข้าไปในสมาคมนักดูดาว เพื่อพิสูจน์ตัวเอง เขาต้องท่องชื่อดวงจันทร์ดาวเสาร์ จากดวงเล็กสุด ไปหาใหญ่ ซึ่งจริงๆ ตัวละครตัวนี้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับดวงดาวแม้แต่น้อย หากบังเอิญดวงจันทร์ดาวเสาร์ตั้งชื่อตามตัวละครหญิงของเชคสเปียร์ (เว้นแค่ดวงใหญ่สุดคือ โอเบรอน ราชาแห่งภูตจาก Midsummer Night’s Dream) เขาถึงผ่านการทดสอบตรงนี้ได้

ฉากเล็กๆ ที่ไม่สลักสำคัญอะไรแบบนี้แหละ เวลาอ่านกลับคันยิกๆ ในหัวใจ อมยิ้มได้ไม่หุบ

Lost in a Good Book คือหนังสือชุดเธิร์สเดย์ เนคเล่มสอง แม่ยอดหญิงนักสืบวรรณกรรมเธิร์สเดย์ หลังจากพิชิตมหาวายร้ายอาเครอน ฮาเดส (ตั้งชื่อตามแม่น้ำแห่งความตาย) เล่มนี้เธอตกเป็นเป้ามือสังหารลึกลับ รหัสเอ.เอช. เป็นมือสังหารที่ใช้อาวุธคือความบังเอิญ นอกจากนี้เธิร์สเดย์ยังค้นพบความสามารถพิเศษของตัวเอง และถูกคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในจูริสฟิคชั่น คล้ายๆ เหล่าผู้ผดุงความสงบสุขในโลกวรรณกรรม มีหน้าที่กระโดดจากหนังสือเล่มหนึ่ง ไปยังอีกเล่ม เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อเรื่องดำเนินไปตามที่คนเขียนต้องการ

ใครชอบดิกเกนส์น่าจะสนุกกับเล่มนี้ เพราะตัวละครที่มีบทบาทมากๆ คือมิสฮาวิแชม จาก The Great Expectation ในฐานะครูของเธิร์สเดย์ อีกฉากที่ได้ใจเราคือ ตอนเธิร์สเดย์ถูกตัดสินโดย The Magistrate จาก The Trial เธอคือจำเลยคนถัดไป ต่อจากแฮร์ เค. อ๋อ แล้วก็มีฉากที่เธิร์สเดย์ต้องมุดเข้าไปใน The Raven เพื่อชิงตัวศัตรูคู่อาฆาตของเธอจากเล่มที่แล้ว

อ่านกันขำๆ สนุกๆ

J. J. Saer's "The Investigation"


รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยเป็นคนแนะนำ The Investigation ให้เราอ่าน เคยพุดคุยกับพี่จิ๊บหลายครั้ง พอจะจับรสนิยมแกได้ว่าหนังสือประเภทไหนแกน่าจะชอบ พออ่านเล่มนี้จบ พูดกับตัวเองว่า "เออ...มิน่าล่ะ"

จะอ่าน The Investigation ให้อินจริงๆ ต้องเก็บรายละเอียดทุกหน่วยทุกเม็ด ถ้าทำ close reading ได้จะยิ่งประเสริฐ เป็นหนังสือที่เหมาะแก่การมาศึกษา มากกว่าอ่านเพื่อความบันเทิง จุดเด่นของเซเออร์อยู่ที่ภาษา การเลือกใช้คำเสมือนโยนผู้อ่านเข้าไปยังวงกตแห่งฝันร้าย โดยสุดปลายของมันไม่ใช่ทางออก หากเป็นก้นบึ้งอันไร้ขอบเขต

มอร์วันเป็นหัวหน้าหน่วยสืบสวนตามจับฆาตกรโรคจิตซึ่งไล่สังหารหญิงชรามาแล้วถึง 27 ศพใช่ช่วงเก้าเดือน นอกจากไล่ล่าฆาตกรโหดแล้ว มอร์วันยังต้องรับมือกับฝันร้าย ซึ่งเกี่ยวพันสัตว์ประหลาดในตำนานกรีก เช่นซิลล่า ปีศาจทะเลในรูปข้างบน (เข้าใจว่าเป็นแรงบันดาลใจให้เดวี่ โจนส์ใน Pirate of the Carribbean)

ที่จริงเหตุการณ์สืบสวนสอบสวนซึ่งเป็นจุดหลักของหนังสือ คือเรื่องราวที่นักวิเคราะห์วรรณกรรมคนหนึ่งเล่าให้เพื่อนอีกสองคนฟัง ไม่มีใครรู้ว่านี่เป็นเรื่องจริง หรือเรื่องแต่ง ทั้งสามกำลังเดินทางไปตรวจสอบต้นฉบับลึกลับของอดีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ โดยล่องเรือผ่านไปตามลำน้ำแห่งอาเจนติน่า ระหว่างทางพวกเขาพบกับการอพยพของฝูงผีเสื้อ

เซเออร์พยายามร้อยเรียงเหตุการณ์สองอย่าง ซึ่งเหมือนจะไม่เกี่ยวข้อง ให้มีความสัมพันธ์กัน แต่สารภาพว่าจนแล้วจนรอด ก็ยังงงอยู่ดีว่ามันเกี่ยวข้องกันยังไง สไตล์การเขียนได้กลิ่นละตินอเมริกาโชยมาเลย และชวนให้นึกถึง ร้อยปีแห่งความเดียวดาย อยู่ไม่น้อย เป็นหนังสือซึ่งอาศัยสัญลักษณ์ และการตีความอย่างละเอียดค่อนข้างมาก ยอมรับว่าเป็นแนวที่ไม่ถนัดนัก

"จงพาฉันบินไปยังดวงจันทร์" (r.o.d.)


"ไม่มีลมอยู่ในอากาศเลยแม้แต่วูบเดียว อากาศร้อนอบอ้าวจนฉันรู้สึกเหมือนกำลังถูกเผาผลาญด้วยไฟประลัยกัลป์ หูแว่วยินเสียงหมาเห่าประสานกับแตรรถที่เบาบางจนเหมือนมันดังขึ้นจากอีกโลกหนึ่ง-ฉันยังจำเสียงพ่อได้อยู่เลย ก่อนหน้านี้ฉันกำลังกลับบ้าน พ่อบอกว่าวันนี้ไม่ว่างไปรับที่มหาวิทยาลัย ให้นั่งรถแทกซี่กลับบ้านเอง ใจหนึ่งฉันกลัวนะ แต่อีกใจหนึ่งฉันอยากพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าโตแล้ว ไม่ใช่ “ลูกคุณหนู” อย่างที่เพื่อนๆเรียกฉัน"



จงพาฉันบินไปยังดวงจันทร์เป็นหนึ่งในสองเรื่องสั้นที่คุณส่งมา จริงๆ อยากอ่านทั้งสองเรื่องให้จบก่อน เผื่อจะได้จับสไตล์ เปรียบเทียบความเหมือน ความต่าง แต่ไม่ค่อยมีเวลา เอาเรื่องนี้ไปก่อนก็แล้วกัน

จงพาฉันบินไปยังดวงจันทร์คือเรื่องสั้นที่แสดงให้เห็นความมั่นใจในตัวเองของผู้เขียน เนื้อเรื่องง่ายๆ ลูกสาวไฮโซที่พ่อมัวแต่ทำงานจนครอบครัวแตกแยก สุดท้ายเดินลงเข็มฉีดยา เรื่องแบบนี้แทบทุกคนเคยอ่านมาแล้วทั้งนั้น ชั้นเชิงของมันจึงไม่ได้อยู่ที่การให้คนอ่านตั้งคำถาม หรือคาดเดาอะไรจะเกิดขึ้นต่อ แต่อยู่ที่ทำยังไงถึงจะพาคนอ่าน "เดินลงนรก" ในหนทางอันคุ้นเคยนี้ได้อย่างหนักแน่น เจ็บลึก ซึ่งในจุดนี้คุณประสบความสำเร็จเลยครับ สารภาพว่าอ่านเรื่องนี้ไปหยีตาตัวเองไปด้วย อารมณ์คล้ายๆ เวลาดูหนังสยองขวัญ

ให้ตินิดหนึ่งคือข้อมูลหลายอย่างขัดแย้งกันเอง (หรือไม่เราก็อ่านไม่แตก) เช่นช่วงแรกนางเอกแนะนำตัวเองว่าใครๆ เรียกเธอเป็นคุณหนู แต่เอาเข้าจริงๆ ดูไม่เหมือนธุรกิจพ่อนางเอกจะกำรี้กำไรมากมาย ออกจะขาดทุนๆ ด้วยซ้ำ หรือเหตุการณ์ข่มขืนในเรื่อง ตกลงเป็นส่วนหนึ่งของวีดีโอเทปที่เพื่อนนางเอกอัดไว้ หรือเป็นโจรข้างถนนกันแน่ ผลกระทบการตายของน้องสาวก็ยังไม่ชัดเจน ต่อให้ไม่มีตัวละคร "อร" เราก็ยังมองไม่ออกเรื่องนี้จะเปลี่ยนแปลงไปสักเท่าใด ลองสะสางประเด็นเหล่านี้ดูนะครับ