"หญิงสาวตากผ้าคนหนึ่ง" (r.o.d.)


"...หล่อนขึ้นไปหาเขาหน้าโรงหนังคิดว่าเขาอาจจะโผล่มาหาหล่อนที่หน้าโรงหนังก็ได้ หล่อนหยิบตั๋วจากกระเป๋าขึ้นมาดู หนังฉายไปได้ชั่วโมงครึ่งแล้ว ตั๋วนี้เป็นเพียงเศษกระดาษไม่มีประโยชน์ หล่อนเหม่อมองออกไปรอบตัวผู้คนเนืองแน่นมากมายอย่างนี้แล้วลูกของหล่อนจะอยู่ที่ไหน หล่อนหยิบตั๋วใบหนึ่งให้พนักงานหน้าโรงฉีก พนักงานส่งยิ้มให้หล่อนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ หนังฉายไปได้ชั่วโมงครึ่งแล้วนะคะ หล่อนยิ้มรับ แล้วเดินเรื่อยเปื่อยไปตามทางเดิน โรงที่ 5 หล่อนอ่านตั๋ว ประตูโรงปิดแล้วหล่อนออกแรงผลักแต่มันไม่ขยับ หล่อนออกแรงมากกว่าเดิมแต่ประตูยังปิดแน่น พนักงานชายคนหนึ่งโผล่มาข้างหลัง ขอโทษครับ แล้วเขาก็ดึงประตูออก หล่อนหันไปมองหน้าเขา ส่งสายตาแข็งกร้าว ริมฝีปากเม้มแน่น คำว่าขอบคุณไม่ยอมหลุดออกมา หล่อนเดินหายเข้าไปในความมืดของโรงหนัง นั่งลงบนที่นั่งว่างข้างทางเดินโดยไม่สนว่ามันตรงกับตั๋วหรือเปล่า มีคนดูอยู่เกินครึ่งโรง ค่อนข้างเยอะทีเดียว หล่อนมองดูภาพเคลื่อนไหวข้างหน้า มันเป็นหนังผจญภัยเหมาะสำหรับดูทั้งครอบครัว คนทั้งโรงหัวเราะกับมุขตลกในหนังแต่หล่อนนิ่งเฉย..."



เราชอบเรื่องสั้นของคุณ ได้ความรู้สึกลื่นไหล เปลี่ยนแปลง ถ้าให้เปรียบเทียบกับหนังสือ ก็คงคล้ายๆ Mrs. Dalloway ของเวอจิเนียร์ วูลฟ์ ถ้าเปรียบเป็นหนังก็คล้ายๆ ผลงานผู้กำกับอิตาลีอย่างเฟลินี หรืออาเจนโต เป็นงานเขียนที่แฝงธาตุน้ำไว้สูงมาก สังเกตว่าคุณใส่สัญลักษณ์ของน้ำตั้งแต่ต้นยันท้าย ซึ่งตรงนี้ถือว่าหลักแหลม เพราะมันช่วยขับอารมณ์เรื่องได้อย่างดี

ถ้าให้ติก็คือ เปรียบการอ่านเรื่องนี้เหมือนชมปลาที่ว่ายวนเวียนอยู่ใต้สระ ปลาของคุณขึ้นมาเกยตื้นบนฝั่งเร็วเกินไปหน่อย ประมาณตั้งแต่หน้าสิบ สิบเอ็ด หลังจากนางเอกพูดคุยกับหนุ่มสถิติ จนมาถึงฉากระหว่างเธอและเพื่อน คนดูก็เริ่มจับทางออกแล้ว คุณจะไปไหนต่อ ถึงแม้เราจะชอบการตีความเรื่องสั้นระหว่างนางเอก และหนุ่มสถิติ แต่พอบทสนทนาอย่างเดียวกันถูกน้ำมาใช้ซ้ำกับเพื่อนนางเอก ตัวเรื่องเริ่มแข็งขืน ซึ่งสำหรับเรื่องสั้นธาตุน้ำแบบนี้แล้ว ข้อเสียตรงนี้ค่อนข้างอันตราย (เข้าใจว่าคุณอยากเล่นความแตกต่างระหว่างมุมมองผู้หญิง และผู้ชาย ถ้ามันถูกใส่ในบริบทอื่นจะลงตัวกว่านี้ไหม)

ไม่แน่ใจด้วยว่าคุณกังวลเรื่องการตีพิมพ์แค่ไหน จากประสบการณ์ เรื่องสั้น 15 หน้าค่อนข้างหาตลาดยาก (ในทางกลับกันชื่อจริงคุณอาจจะเป็นวินทร์ เลียววาริณ หรือเดือนวาด พิมวนา คุณถึงไม่กังวลหาช่องทางปล่อยของ) ในความเห็นเรา เรื่องของคุณสามารถตัดได้เยอะ เข้าใจว่าสำหรับบางเรื่องสั้น จะดีกว่าถ้าตรึงคนอ่านกับหน้ากระดาษไว้นานๆ แต่ไม่คิดว่าเรื่องนี้คือหนึ่ีงในนั้น (แน่นอนคุณอาจมีเหตุผลที่ดีก็ได้)

หมายเหตุ: r.o.d. ย่อมาจาก "read on demand" ครับ แต่นี้ถ้ามี r.o.d. ปะหัวไว้ หมายถึงเป็นเรื่องสั้นที่คุณผู้อ่านลองส่งมาให้เรา

รับวิจารณ์เรื่องสั้น


สวัสดีครับ นึกสนุกอยากอ่านผลงานคนที่ติดตามบลอคเรา และเผื่อว่า "รักชวนหัว" จะกลายเป็นชุมชนหลบซุ่มสำหรับผู้สนใจหนังสือหนังหา สำหรับใครที่ต้องการให้เราวิจารณ์เรื่องสั้น ติดต่อมาได้นะครับ ถ้าเกิดมีเรื่องแปะบนเน็ตอยู่แล้ว ก็ส่งลิงค์มาเลย แต่ถ้าไม่มี แล้วอยากส่งให้เป็นการส่วนตัว ทิ้งคอมเมนต์ไว้ที่กระทู้นี้นะครับ จะหาทางติดต่อไปอีกที

ตกลงกติกากันก่อน อยากเป็นนักเขียนต้องใจกว้างนะครับ ไม่มีโกรธกันภายหลัง จะพยายามอ่าน และวิจารณ์เรื่องสั้นให้ได้ครบทุกเรื่องที่ส่งมาครับ (คิดว่าในช่วงแรกนี้คงไม่เยอะเกินไปนัก)

I. Dinesen's "Ehrengard"


เคยพูดว่าถ้าให้จัดอันดับสิบนักเขียนในดวงใจใหม่ตอนนี้ คงได้มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย อย่างน้อยก็ต้องมีชื่อเรย์มอน คาเวอร์ หรือโรเบิร์ตสัน เดวีส์รวมอยู่ด้วย ถ้าเช่นนั้นก็หมายถึงไอแซค ดีนเซนคงถูกเขี่ยตกกระป๋อง น่าเสียดายอยู่ไม่น้อย ยิ่งพอได้อ่าน Ehrengard นิยายกึ่งนิทานเล่มบางๆ ก็ยิ่งปฏิเสธไม่ได้ ถึงอิทธิพลทางวรรณศิลป์ที่ดีนเซนมีต่อเรา

Ehrengard จัดว่าเป็น pastoral romance ไม่รู้จะแถแปลยังไงดี เรียกว่า "นิยายรักในสวน" แล้วกัน โดยฉากของ pastoral romance มักจะเป็นปราสาท หรือราชวังซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้ ธรรมชาติ เป็นสถานที่ซึ่งผู้คนรักใคร่กลมเกลียว ที่มาของ genre นี้คือความต้องการกลับไปยังสวนสวรรค์อีเดนของชาวคริสตศาสนา ตัวละครเปรียบ Rosenbud ซึ่งเป็นฉากใน Ehrengard ว่าประหนึ่งหลุดมาจากภาพเขียนของคลอด โลเรน นักวาดทิวทัศน์ชาวอังกฤษ จะหาฉากอะไรที่ pastoral กว่านี้คงไม่มีแล้ว

แม้ Rosenbud เปรียบได้กับอีเดน ความน่าขบขันคือสาเหตุซึ่งเหล่าตัวละครถูกจับมาอยู่ในสรวงสวรรค์แห่งนี้กลับเป็นด้วยบาปของหญิง ชายคู่หนึ่ง หลังงานแต่ง เจ้าชายโลทามาสารภาพกับราชินีว่า เจ้าหญิงลูมิลาได้ตั้งครรภ์ไปแล้วสองเดือน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมเสีย Rosenbud ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้เจ้าหญิงได้คลอดผู้สืบทอดราชบัลลังค์ และเลี้ยงดูพระโอรส จนเติบใหญ่พอจะตบตาโลกภายนอกเรื่องอายุได้

Ehrengard เปิดฉากด้วยเรื่องราวระหว่างเจ้าชายโลทา และเจ้าหญิงลูมิลลาก็จริง แต่คู่พระคู่นางหลักกลับเป็นเออเรนการ์ด คนสนิทของเจ้าหญิงลูมิลลา ลูกสาวนายพลผู้เติบโตมาพร้อมกับพี่ชายอีกห้าคน หญิงสาวจึงมีลักษณะของวัลไครี เทพสงครามในตำนาน และคาซอท นักวาดรูปอัจฉริยะ ผู้สร้าง Rosenbud พร้อมทั้งชักใย ควบคุมทุกชีวิตตั้งแต่ราชินี จนถึงเด็กเลี้ยงม้า คาซอทชื่อเสียงโด่งดัง นอกจากในฐานะศิลปินแล้ว ยังในฐานะ seducer (อีกคำซึ่งหาแปลไทยไม่ถูกจริงๆ ) และขุนแผนผู้นี้ตั้งเป้าหมายไว้ที่เออเรนการ์ด จิตรกรตั้งใจให้ออเรนการ์ดเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอกของเขา หญิงสาวมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ซึ่งเขาสัญญาว่า เสร็จกิจธุระกับเธอเมื่อไหร่ จะส่งเธอคืนให้ในสภาพ "intact but anihilated"

หนังสือเล่มนี้ได้ชื่อว่าเป็นผลงานที่ "เบา" ที่สุดของดีนเซน ซึ่งมันก็เบาจริงๆ นั่นแหละ แต่ในความเบาหวิว ก็ซ่อนสาระไว้ให้ขบคิดพอประมาณ ถึงอย่างไร ความสำเร็จหรือล้มเหลวของ Ehrengard ตัดสินกันที่การสร้างภาพสรวงสวรรค์ของดีนเซนมากกว่า

วรรณกรรมที่ดี


อ่านหัวข้อนี้จาก thaiwriter เกิดสนุกนึกอยากร่วมตอบคำถามด้วยคนว่า "อะไรคือวรรณกรรมที่ดี"

ถ้าตามลิงค์ที่ให้ไป จะพบว่านอกจาก "อะไรคือวรรณกรรมที่ดี" อีกคำถามที่วางไล่เลี่ยกันคือ "หนังสือเล่มไหนเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณบ้าง" ไม่รู้เพราะสองกระทู้นี้อยู่ใกล้กันเกินไปหรืออย่างไร ไปๆ มาๆ เลยเหมือนกับคำตอบของคำถามหนึ่ง มันเลอะเลยเบียดเสียดไปอีกคำถาม ด้วยกรอบความคิดที่ว่าหนังสือต้องมีประโยชน์อันจับต้องได้กับผู้อ่าน คนส่วนใหญ่จึงตั้งนิยามวรรณกรรมที่ดี ซึ่งเราฟังแล้วแปร่งๆ หู

ความคิดจำพวกนี้คือการตั้งเอา "ตัวคน" เป็นหลักนะครับ เรียกเท่ๆ ว่ามองแบบพลาโตก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นแฟนหนังสือจริงๆ น่าจะมองอีกแบบหนึ่ง ในภาพยนตร์เรื่อง Bullet over Broadway มีคำพูดน่าสนใจ ตัวละครที่เป็นนักเขียนบทถามว่าถ้าต้องเลือกระหว่างช่วยชีวิตคนจากบ้านที่ถูกไหม้ไฟ กับเอาบทละครที่สูญหายไปของเชคสเปียร์ออกจากกองเพลิง เขาเลือกบทละครเพราะ "It lives!" หรือ "มันมีชีวิต!" นั่นเอง

แบบนี้ก็อาจสุดโต่งไปหน่อย แต่ถ้ามองประเด็นนี้โดยตั้งเอา "ชิ้นงาน"เป็นหลัก (หรือมองแบบอริสโตเติล) จะพบว่าหนังสือดีได้ด้วยตัวมันเอง งานศิลปะไม่เหมือนเครื่องอำนวยความสะดวกที่จะต้องมีประโยชน์ใช้สอย วรรณกรรมที่ดีสำหรับเราแล้วคือชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบ หาที่ติไม่ได้ ซึ่งผู้อ่านจะเข้าถึงมันแค่ไหน ไม่ได้สลักสำคัญขนาดนั้น (ถ้าถามเรากลับ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามันดี หรือไม่ดี ถ้าคนอ่านเข้าไม่ถึง ยอมรับว่าตอบไม่ได้เหมือนกัน)

ไม่ได้หมายความว่าเราต่อต้านผลงานที่ "เปลี่ยนแปลง" ชีวิตได้หรอกนะ หนึ่งในภาพยนตร์ที่เราชอบที่สุดคือ Shall We Dansu? ซึ่งทำให้เราเริ่มสนใจ และตอนนี้กลายเป็นนักลีลาศ (สมัครเล่น) แต่ถามกลับว่ามาซายูกิ สุโอต้องการเปลี่ยนชีวิตคนดูหรือไม่ เราเชื่อว่าไม่ เขาก็แค่สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าในตัวมันเอง ส่วนคนดูจะจับหัวชนท้ายมันอย่างไรนั้นนอกประเด็น

ก็ต้องยอมรับว่าวรรณกรรม ไม่เหมือนฮาวทู หรือคู่มือชีวิต ที่หยิบจับสาระสำเร็จรูปมาปรุงแต่งชีวิตประจำวันได้ทันใจ น่าจะทบทวนกันใหม่ สำหรับการตีค่าหนังสือโดยอิง "ตัวคน" เป็นหลักเช่นนี้

O. Wilde's "The Picture of Dorian Gray"


คุณคงเคยได้ยินชื่อดอเรียน เกรย์ เขาเป็นหนุ่มสังคมอายุเกือบๆ สี่สิบแล้ว ชื่อเสียงไม่ค่อยดีนัก สุภาพบุรุษหลายคนไม่ยอมอยู่ร่วมห้องกับเขา สุภาพสตรีหลายคน แม้ต้องการใจจะขาด แต่เพื่อรักษาชื่อเสียงตัวเอง ไม่ยอมร่วมเดินทางในรถม้าคันเดียวกัน เดือนก่อนเพื่อนสนิทเขาเพิ่งฆ่าตัวตาย เมื่อต้นปี สุภาพสตรีผู้สนิทชิดเชื้อถูกขับไล่จากวงสังคม และต้องย้ายหนีไปอเมริกา

คุณอยู่ในงานเลี้ยง ทันทีที่เจ้าบ้านประกาศว่ามิสเตอร์เกรย์มาถึง คุณเตรียมตัวรังเกียจแขกผู้มาเยือน แต่เมื่อพบเขา คุณไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เกรย์อายุเกือบๆ สีสิบ แต่ใบหน้าผุดผ่องไม่ต่างอะไรจากหนุ่มน้อยยี่สิบต้นๆ ใส บริสุทธิ์ราวกับเทพอะโดนิส เป็นไปไม่ได้ คุณบอกตัวเอง ถ้าเกรย์เป็นอย่างที่ข่าวลือบอกจริง อย่างน้อยร่องรอยความชั่วช้าต้องปรากฏบนใบหน้านั้นบ้าง

เกรย์มีความลับบางอย่างที่ไม่มีใครรู้...หมายถึงไม่มีใครที่ยังมีชีวิตอยู่รู้ ในห้องเก็บของใต้บันได ท่ามกลางหยากไย่ ฝุ่นสกปรก มีรูปวาดของเกรย์เก็บซ่อนไว้ แต่ละปีรูปนั้นค่อยๆ แก่ลงๆ ขณะที่ตัวชายหนุ่มคงความเยาวัย ไม่เพียงเท่านั้น ร่องรอยความเลวร้ายนานา ดวงตาหลอกลวง รอยยิ้มเหี้ยมโหด มือที่เปื้อนเลือดกัดกินรูปชายหนุ่มไม่ต่างอะไรไปจากหนอนชอนแทะซากศพ

นี่คือคำสาป และพรวิเศษของเกรย์

The Picture of Dorian Gray คือนิยายเล่มแรก และเล่มเดียวของออสการ์ ไวลด์ นักเขียนบทละครผู้โด่งดัง ไวลด์เป็นที่รู้จักดีด้วย wit ของเขา ความแหลมคมในการเลือกใช้คำพูด เช่น "She behaves as if she was beautiful. Most American women do. It is the secret of their charm." ถ้าเทียบกับสมัยนี้ ก็คงคล้ายๆ one-liner หรือท่อนเด็ดซึ่งปล่อยกันตามซิทคอมฝรั่ง The Picture of Dorian Gray มีความเป็นบทละครสูงมาก ตั้งแต่ท่อนเด็ดที่แทบจะโปรยมาบรรทัดเว้นบรรทัด (อย่างน้อยก็ในช่วงแรก) จนถึงความเป็น morality play ของมัน นั่นก็คือบทละคร หรือในกรณีนี้นิยาย ที่ตัวเอกต้องเผชิญหน้ากับทางเลือกว่าจะทำความดี หรือความเลว

ไม่รู้เหมือนกันว่าเกรย์โชคดี หรือโชคร้ายกว่าคนอื่น คนทั่วไปส่องกระจกเพื่อดูรูปกาย แต่เกรย์สามารถมองเห็นวิญญาณได้จากรูปวาดนั้น ชายหนุ่มมีทางเลือกในการรักษาวิญญาณตัวเองให้บริสุทธิ์งดงาม แต่เขาไม่ทำ หรือบางทีไวลด์อาจต้องการเสียดสีแวดวงสังคมอังกฤษที่ไม่เปิดโอกาสให้สมาชิกเลือกเดินไปตามครรลองอันถูกต้อง (อีกหนึ่ง wit "anybody can be good in the country. There are no temptations there. That is the reason why people who live out of town are so absolutely uncivilized.") แต่ที่แน่ๆ ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความอัปลักษณ์ทางกายเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่มีคนชั่วคนไหนจะทนความอัปลักษณ์ในวิญญาณตัวเองได้ หากต้องเผชิญหน้ากับมันเต็มๆ ตา

ช่วงแรกดีมาก โดยเฉพาะปมความรักระหว่างเกรย์ และซีบิล นักแสดงสาว แต่พอถึงช่วงหลัง หนังสือเริ่มแตกเป็นท่อนๆ เหมือนกับไวลด์ไม่แน่ใจว่าจะให้เนื้อเรื่องดำเนินไปทางไหน อยู่ดีๆ ก็มีตัวละครที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โผล่เข้ามามีบทบาทสำคัญ มิหนำซ้ำบาปส่วนใหญ่ของเกรย์ ถูกนำเสนอด้วยวิธีเล่าผ่านๆ ย้อนหลัง ทั้งที่เราน่าจะได้เห็นพัฒนาการตัวละคร กระนั้นไวลด์ยังสามารถปล่อยหมัด ตัดจบได้เร้าใจ ถึงจะชอบบทละครของเขามากกว่า แต่ The Picture of Dorian Gray ก็มีความน่าสนใจชวนติดตามในแบบของมัน

น้ำชาและน้ำตา

เพิ่งทราบข่าว ใครบางคนที่ผมชื่นชอบเสียชีวิต ก่อนหน้านั้นเขาเป็นเพียงศิลปินตัวเล็กๆ ก่อตั้งวงซึ่งไม่ได้โด่งดังอะไร การตายของเขาเงียบกริบ ท่ามกลางวังวนกระแสข่าวบันเทิง ไม่มีเสียงปืน ไม่มีคอนเสิร์ตสั่งลา และไม่มีนกกระดาษ มีแต่ตำรวจมาพบศพในห้องพักโดดเดี่ยว หลังจากเสียชีวิตด้วยโรคเลือดมาแล้วสามวัน

ศิลปินบางคนเหมือนต้นไม้ เวลาถูกโค่น สั่นสะเทือนไปทั้งป่า แต่บางคนเป็นแค่ใบไม้แห้งเหี่ยว ปลิดปลิวหลุดลอยไปตามลม ผมอยากร้องไห้ให้กับความไม่ยุติธรรมของโลก แต่ทำใจปลอบตัวเอง ไม่ว่าศิลปินคนไหนตายก็เป็นเรื่องโศกเศร้าทั้งนั้นสำหรับแฟนๆ ช่างมันเถอะ ช่างมัน

วันนี้ลมหนาวมาเยือน ใบไม้ร่วงหล่นในใจผม

"คนเหงาคนหนึ่ง ที่มีความรักเพื่อการจากลา เหมือนลมพัดผ่านมา...ความรักครั้งใหม่กับเธออยากเป็นครั้งสุดท้าย ฉันกลัวรักจากไป..."

"เธอจะรักฉัน จะอยู่กับฉันเรื่อยไปได้ไหม (ให้เธอมีฉันตลอดไป)...อยู่กับใจฉัน อยู่เป็นความหมายของผู้ชายคนนี้..."

"เธอคือความรักที่แสนดี (เธอคือผู้หญิงที่แสนดี) เธอคือเหตุผลของพรุ่งนี้ (มีเธอก็มีพรุ่งนี้)...ให้ยังมีกันแหละกัน ในความผูกพันที่เข้าใจ..."

"คืนและวันเปลี่ยน อะไรๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไป จะรักเธอไม่เปลี่ยนใจ..."

"เธอจะรักฉัน จะอยู่กับฉันเรื่อยไปได้ไหม (ให้เธอมีฉันตลอดไป)...อยู่กับใจฉัน อยู่เป็นความหมายของผู้ชายคนนี้...เธอคือความรักที่แสนดี (เธอคือผู้หญิงที่แสนดี) เธอคือเหตุผลของพรุ่งนี้ (มีเธอก็มีพรุ่งนี้)...ให้ยังมีกันแหละกัน ในความผูกพันที่เข้าใจ..."

"...เธอจะรักฉัน จะอยู่กับฉันเรื่อยไปได้ไหม"

เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก (ศิริวร แก้วกาญจน์)


ผมไม่เคยเจอ หรือรู้จักคุณศิริวรเป็นการส่วนตัว เคยเห็นหน้าแกในนิตยสารวรรณกรรมเล่มหนึ่ง พออ่าน เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก จินตนาการว่าคุณศิริวรคงชอบขี่จักรยาน ถ้าเลือกได้แกคงอยากขี่จักรยานเที่ยวรอบโลก เดือนนี้อยู่ยุโรป เดือนหน้าอยู่แอฟริกา ซึ่งถ้าไม่ต้องทำพาสปอร์ตเลยจะยิ่งแจ่ม เพราะท้ายที่สุดศุลกากร กฎหมายการข้ามประเทศ ก็เป็นเพียงแนวคิดของคนผู้ "จมจ่อมอยู่กับพรมแดน" (จาก พรมแดนภายใน บทสั้นๆ ที่โดนใจสุด)

ถึงในชื่อเล่มจะมีคำว่า "เด็ก" และหลายบทก็มี "เด็ก" เป็นตัวละครสำคัญ แต่ เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก ตีโจทย์ที่ไม่ "เด็ก" แม้แต่น้อย ประเด็นซึ่งพูดถึงในหลายบทคือความขัดแย้งระหว่างประเทศ การที่มนุษย์ถูกแบ่งแยกตามเผ่าพันธุ์ ศาสนา และดินแดน บางครั้งก็เป็นเพียงอุบัติการณ์ทางประวัติศาสตร์ น่าขันยิ่งนักถ้าคนเราจะรบพุ่ง เข่นฆ่ากันด้วยเรื่องเท่านี้ จากที่ติดตามผลงานคุณศิริวรมา นี่คือมุมมองที่เป็นตัวแก๊ตัวแก และในที่นี้ มันถูกนำเสนออย่างลงตัวสุด เมื่อเป็นบทกวีสั้นๆ

จะพูดถึงเล่มนี้ โดยไม่พูดถึงรูปแบบก็คงไม่ได้ เพราะเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังถกเถียงกัน เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก รวมกลอนเปล่า ไร้ฉันทลักษณ์ ซึ่งเป็นวิธีเขียนที่เรารับต่างชาติเขามาอีกที สำหรับคนเขียนเรื่องสั้น หรือนิยายก็คงไม่รู้สึกรู้สาอะไรหรอก (เพราะศาสตร์เรื่องสั้น นิยายก็ยกต่างชาติเขามาทั้งกระบุงอยู่แล้ว) แต่สำหรับในแวดวงกวี ซึ่งคงมีความเป็นอนุรักษนิยมอยู่สูง การที่รวมกลอนเปล่าได้ชิงซีไรต์ ก็สร้างกระแสได้พอสมควร

ถ้ามองว่าบทกวีคือการเล่นกับจังหวะจะโคน จะเรียกกลอนเปล่าเล่มนี้ว่าไร้ฉันทลัษณ์เสียทีเดียวเลยก็คงไม่ได้ อย่างบทกวีสำหรับเด็กชายอาลีและอิรัก ก็ใช้การซ้ำวรรคไปมา เพื่อเน้นท่วงทำนอง เทคนิคการใช้วรรคซ้ำนี้ก็มีให้เห็นเรื่อยๆ ใน เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก ดังนั้นระหว่างที่อ่านก็ไม่รู้สึกเรื่อยเปื่อย ถ้าให้เปรียบกันดนตรี น่าจะเป็นรัวกลองแอฟริกา หรือไทโกะ เท่าที่เคยอ่านกลอนเปล่าฝรั่งมา จะติเล่มนี้อย่างเดียวก็คือ บรรยากาศมีแล้ว แต่ยังขาดการสร้างภาพ (image) แบบชัดเจน ที่เป็นหัวใจของกลอนฝรั่ง

แถมท้ายนิดหนึ่งว่าชอบ รายการเยี่ยมบ้านคนดัง สุดๆ เป็นกลอนเล่าเรื่อง (narrative poem) ที่ไม่ค่อยเห็นคนไทยสมัยนี้เขียนกันเท่าไหร่