ความสะอาดของผู้ตาย (ปราบดา หยุ่น)


ไม่ได้เขียนถึงหนังสือไทยมานานเท่าไหร่แล้ว เกือบๆ สามสี่เดือนได้ ซึ่งก็หมายถึงช่วงนี้ไม่ได้อ่านนิยาย หรือรวมเรื่องสั้นไทยเลย (ไม่นับนิยายกำลังภายใน จีนแปลไทยที่อ่านอยู่เนืองๆ แต่ไม่ได้เขียนบันทึกนะครับ)

จำได้ว่าเมื่อประมาณปีที่แล้ว อ่าน "ฝนตกตลอดเวลา" จบ บอกตัวเองว่า "คุณปราบดาเขียนหนังสือดีขึ้นแฮะ!" (เป็นคำชมที่ฟังดูไม่จริงใจจัง พับผ่าสิ) ตอนนั้นสัญญาว่าจะติดตามผลงาน เพื่อเฝ้าสังเกตพัฒนาการของแก แต่จนแล้วจนรอด คุณปราบดาออกนิยาย บทความ และรวมเรื่องสั้นมาอย่างละเล่ม ก็ไม่เคยได้อ่านเสียที จนมาลงเอยที่ "ความสะอาดของผู้ตาย" นี่แหละ

เข้าใจว่าหลายเรื่องใน "ความสะอาดของผู้ตาย" เขียนก่อน "ฝนตกตลอดเวลา" บางเรื่องก็ค่อนข้างเก่าทีเดียว เลยบอกไม่ได้ว่าพัฒนาการที่เราเห็นตอนอ่านนิยายเล่มนั้น มันมีอยู่จริงหรือเปล่า แต่สรุปสั้นๆ เลยว่าชอบความสะอาดฯ มากกว่ารวมเรื่องสั้นชุดก่อนๆ จม

ตั้งแต่ร่วมงานกับคุณเป็นเอกใน "เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล" เหมือนกับคุณปราบดาเริ่มจะค้นพบตัวเองยังไงไม่ทราบ ประมาณว่าแกเริ่มจับจุดตัวเองถูก เข้าใจว่าหนังสือแนวไหนที่ตัวเองชอบเขียน และเขียนได้ดี ในแง่หนึ่ง หลายคนอาจคิดว่าฝนตกตลอดเวลา เหมือนนิยายรักน้ำเน่า เกาหลี แต่เรากลับรู้สึกว่าหนังสือแบบนี้แหละ ที่เปิดโอกาสให้คุณปราบดาแสดงศักยภาพ และฝีมือตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่แต่เฉพาะแนวเรื่อง กระทั่งภาษายังอ่านง่าย ดูเป็นผู้ใหญ่ มากกว่ายุคก่อน


หลายเรื่องสั้นในความสะอาดฯ เล่นอารมณ์เดียวกับฝนตกตลอดเวลา คุณปราบดาเคยให้สัมภาษณ์ตั้งแต่เริ่มมีชื่อเสียงใหม่ๆ ว่าชอบผลงานของมุราคามิ ซึ่งตรงนี้เริ่มสะท้อนออกมาชัดเจน ตัวละครหนุ่ม สาว ความโรแมนติก เหงาๆ ในเมืองใหญ่ ผสมเซ็กเล็กน้อยพอเป็นกระสัย (สังเกตว่าระยะหลัง คุณปราบดาชอบให้ตัวละครมาพูดคำหยาบ คนอ่านบางคนก็ไม่ชอบ แต่ผมอ่านแล้วยิ้ม ไม้ยมก ขำ ไม้ยมก จั้กจี้ ไม้ยมก ดี) เรื่องสั้นอย่าง "ปาร์ตี้น้ำตา" "กำแพงเมืองชิน" และ "ฉันดูดปากหลุมดำ" คือตัวอย่างที่ว่า ชอบทั้งสามเรื่อง แต่รู้สึกว่า "ฉันดูดปากหลุมดำ" ลงตัวสุด ที่ยกนิ้วให้ คือแม้ทั้งสามเรื่องจะมีแก่น และธีมคล้ายคลึงกัน คุณปราบดาเขียนแล้วไม่ซ้ำซาก อ่านเพลินได้ทั้งสามเรื่อง (ไม่เหมือนนักเขียนไทยหลายคนที่เขียนเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั่นแหละ)

เข้าใจว่าตั้งใจจะขาย "ความสะอาดของผู้ตาย" เต็มที่ เพราะเอามาตั้งชื่อหนังสือ แต่กลับเป็นหนึ่งในเรื่องที่ชอบน้อยกว่าเพื่อน ชีวิตหลังความตาย การให้อภัย และเทวดาผู้มาคอยชี้แนะวิญญาณหลงทาง ไอเดียเชยสะบัดช่อ แต่อย่างน้อยความจริงใจ ก็ทำให้อ่านเพลินโดยไม่ขัดเขิน "ลืมแล้วหรือว่าเราคิดถึงกัน" และ "อายูมิไม่เคยพูดคนเดียว" สะท้อนสังคม เรื่องแรกว่าด้วยการที่คนเราชอบตัดสินคนแต่ภายนอก ส่วนเรื่องหลังว่าด้วยหญิงสาวที่หลบเข้าไปอยู่ในจินตนาการเพื่อหลีกหนีความเจ็บปวดในโลกภายนอก และที่ขาดไม่ได้คือ "บาร me ของพ่อมัน" เรื่องสั้นกัดตัวเองสไตล์คุณปราบดาเหมือน "มารุตมองทะเล"

"ความสะอาดของผู้ตาย" คือรวมเรื่องสั้นที่อ่านแล้วยังอยากติดตามผลงานของนักเขียนผู้นี้ต่อไป แค่นี้ก็น่าจะถือได้แล้วว่าเป็นหนังสือที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

T. Williams's "The Glass Menagerie"/"A Streetcar Named Desire"


สมัยเด็กๆ เคยมีคนมาอำผมว่า "สวนสัตว์แก้ว" เป็นภาคสองของ "รถรางสายปรารถนา" โดย "สวนสัตว์แก้ว" คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับแบลงช์ หลังตอนจบของ "รถรางสายปรารถนา"

ไม่ใช่นะครับ อย่าไปเผลอปล่อยไก่เป็นอันขาด ถ้าจะมีอะไรเป็นภาคต่อจริงๆ "รถรางสายปรารถนา" ต่างหากที่น่าจะเป็นภาคสองของ "สวนสัตว์แก้ว" เพราะรถรางฯ เขียนปี 1947 ส่วนสวนสัตว์แก้วปี 1945 เป็นบทละครสร้างชื่อให้กับนักเขียนมือใหม่อย่างเทนเนสซี วิลเลียมส์ (ผลงานก่อนหน้านั้นคือ "Battle of Angels" ซึ่งไม่รู้ว่าวิลเลียมส์ไม่พอใจกับมันหรืออย่างไร เพราะในกาลต่อมาแกอัพเดทเรื่องนี้ใหม่เป็น "Orpheus Descending")

ในแง่ตัวละคร ผมพยายามนึกว่าแม่ในสวนสัตว์แก้วจะเป็นแบลงช์ได้หรือเปล่า จะว่าคล้ายก็คล้ายตรงทั้งคู่มีชีวิตอยู่ในความฝัน กรณีอแมนดา เธอเป็นผู้หญิงวัยกลางคน ผู้จมจ่อมกับความรุ่งเรืองในอดีต ส่วนแบลงช์ใช้ชีวิตหลอกตัวเอง และคนรอบข้างไปวันๆ ทั้งสองยังเป็นผู้หญิงรอบจัดเรื่องผู้ชาย แม้กรณีแบลงช์จะชัดเจนกว่าก็ตาม กระนั้นถ้าพูดถึงความต่างแล้ว ทั้งคู่น่าจะต่างกันมากกว่าเหมือน ขณะอแมนดาแม้จมปลักในอดีตสักแค่ไหน ยังต้องการ และพยายามยัดเยียดสิ่งดีๆ ให้ลูกสาว ส่วนแบลงช์ปราชัยกับชีวิต ถึงขั้นไขว่คว้าฟางเส้นสุดท้ายอย่างเสียไม่ได้


แต่ถ้าจะมองในแง่ธีมล่ะก็ ละครสองเรื่องนี้จริงๆ ก็ไม่ต่างกันนัก เพราะเป็นละครความสิ้นหวังของผู้หญิงทั้งคู่ ตัวเอกของเรื่องสวนสัตว์แก้วคือลอร่า งานอดิเรกของเธอคือสะสมตุ๊กตาแก้วรูปสัตว์ต่างๆ โดยเจ้าตัวโปรดของเธอคือม้ายูนิคอร์นแก้ว ถ้าจะบอกว่าสวนสัตว์แก้วคือละครแห่งสัญลักษณ์ และอุปมาก็คงไม่ผิดนัก ตุ๊กตาแก้วแทนความเปราะบางของหญิงสาว และการที่ลอร่าชอบสัตว์ในเทพนิยาย ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความแปลกแยกระหว่างเธอและคนรอบข้าง รวมไปถึงชื่อเล่นของเธอ "กุหลายฟ้า" ซึ่งเป็นดอกไม้ที่ไม่มีอยู่จริงตามธรรมชาติ

ในสวนสัตว์แก้ว อแมนดา แม่ของลอร่าพยายามจับคู่เธอกับจิม เพื่อนที่ทำงานของลูกชาย อแมนด้ามองว่าจิมคือโอกาสสุดท้ายแล้วของลูกสาว (ซึ่งก็คล้ายๆ สัมพันธ์ระหว่างมิช และแบลงช์) ฉากที่จิม และลอร่าอยู่ด้วยกันตอนท้ายละคร ใครอ่าน (หรือชม) แล้วไม่ร้องไห้ แสดงว่าไม่มีหัวใจ! ขณะที่มิช และแบลงช์แตกหักกันอย่างรุนแรงด้วยเงื้อมมือของแสตนลี บทสรุประหว่างจิม และลอร่าราบเรียบจนน่าใจหาย แต่ในความไม่มีอะไรนี่แหละที่แสนเศร้าเป็นที่สุด

ถ้าเทียบสวนสัตว์แก้ว กับบทละครเรื่องอื่นๆ ของวิลเลียมส์ ถือว่าเรื่องนี้ค่อนข้างสั้น และไม่ซับซ้อนเท่า ตัวละครก็แสนจะน้อย แค่สี่ตัว แถมจิมก็เพิ่งมีบทบาทสองฉากสุดท้าย พูดถึงความยาวก็แค่ครึ่งหนึ่งของรถรางฯ เท่านั้น เหมือนๆ กับว่าสวนสัตว์แก้ว จะเป็นอีกหนึ่งบทละครสั้นของวิลเลียมส์ที่บังเอิญยาวผิดปรกติมากกว่า (วิลเลียมส์เขียนบทละครสั้นไว้เยอะมาก) กระนั้นขอยืนยันว่าความราบเรียบนี่เองที่งดงามไม่มีอะไรเปรียบ


พูดถึง "รถรางสายปรารถนา" ต้องนึกถึงมาลอน แบรนโดก่อนเป็นอันดับแรก ตั้งแต่สมัยเป็นละคร แบรนโดรับบทแสตนลี แถมผู้กำกับก็ยังเป็นเอเลีย คาซาน คนที่กำกับดาราหนุ่มในฉบับภาพยนต์อีก (แต่แบลงช์คนแรกจริงๆ คือเจสสิก้า แทนดี้ไม่ใช่วิเวียน ลีห์) ซึ่งแบรนโดนั้นเหมาะกับบทแสตนลีโคตรๆ จนบัดนี้ก็ยังนึกไม่ออกว่าหากมีคนคิดรีเมกรถรางฯ จริงๆ จะเอาดารารุ่นใหม่คนไหนมาเล่น ผมนึกถึงจอร์จ คลูนี แต่คลูนีก็ดู "มีการศึกษา" เกินไปสำหรับแสตนลี ผู้ชายที่ (ใช้คำพูดของแบลงช์) "ลืมวิวัฒนาการจากลิง มาเป็นคน" กระนั้นความดิบเถื่อนนี่เองคือเสน่ห์ของแสตนลี ถ้าว่ากันตามบทบาท เขาเป็นผู้ร้าย เพราะมีส่วนรับผิดชอบเต็มๆ ในโศกนาฏกรรมของแบลงช์ กระนั้นหลายคนเวลานึกถึงรถรางฯ ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าแบรนโดนั้นเล่นเป็นตัวโกง

ถึงรถรางฯ ดูเหมือนเป็นละครซับซ้อน ผู้แสดงมากหลาย ฉากก็เยอะแยะนับได้ตั้งสิบเอ็ดซีน แต่ก็ยังคงความเป็นบทละครรุ่นแรกๆ ของวิลเลียมส์เอาไว้ คือแก่นเรื่องน้อย นอกจากแบลงช์ แสตนลี สเตลล่า แล้วก็มิช ที่เหลือก็ตัวประกอบล้วนๆ เนื้อเรื่องจริงๆ แทบไม่มีอะไร นอกจากการปะทะกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าระหว่างแบลงช์ และแสตนลี ก่อนลงเอยที่ชีวิตรันทดของหญิงสาวทั้งในอดีต และปัจจุบัน ตรงนี้ค่อนข้างแตกต่างกับบทละครรุ่นหลังๆ ไม่ว่าจะเป็น "แมวบนหลังคาสังกะสี" หรือโดยเฉพาะ "นางนวล" ซึ่งวิลเลียมส์ได้รับอิทธิพลของเชคอฟมาเต็มๆ

จริงๆ อยากพูดถึงนักเขียนบทละครอเมริกันคนอื่นๆ เปรียบเทียบระหว่างวิลเลียมส์ มิลเลอร์ และโอนิล แต่ไว้โอกาสหน้าแล้วกัน

G. Grass's "Crabwalk"


อ่าน "ปูไต่" ของกุนเธอ กราส แล้วนึกถึงนิยายที่โด่งมากดังอีกเล่มหนึ่งคือ "เดอะรีดเดอร์" ของเบิร์นฮาร์ด ชลิงค์ (ฉบับภาษาไทยแปลโดยคุณสมชัย วิพิศมากูล) ทั้งสองเล่มเป็นนิยายสงครามโลกครั้งที่ 2 จับประเด็นเดียวกัน คือความรู้สึกผิด และความเจ็บปวดของชาวเยอรมัน นิยายสงครามโลกส่วนใหญ่มักเขียนมาจากมุมมองของฝรั่งเศษ ("the very long engagement")โปแลนด์ ("the captive mind") หรือว่าอังกฤษ ("atonement") ซึ่งทั้งสามประเทศมองตัวเองว่าเป็นเหยื่อความทะเยอทะยานของฮิตเลอร์ แท้ที่จริง เยอรมันซึ่งเป็นประเทศผู้พ่ายแพ้สงคราม ต้องประสบความยากลำบากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประเทศอื่นๆ ต่างแต่ว่าบาปเนื่องมาจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ทำให้ไม่มีชาวเยอรมันคนใดกล้าออกมาพูดถึงความเจ็บปวดอย่างตรงไปตรงมา ชื่อนิยาย "ปูไต่" ในทีนี้ก็หมายถึงการพูดอ้อมๆ เหมือนกับปูที่เดินเขซ้ายเขขวา

"ปูไต่" เป็นนิยายของคนสามรุ่น ทัลลาคือผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เรือโดยสาร วิลแฮม กัสลอฟถูกเรือดำน้ำรัสเซียยิงจม เธอคือชาวเยอรมันรุ่นสงครามโลก เชื่อในอุดมการณ์ของฮิตเลอร์ และรังเกียจชาวยิว ลูกชายของเธอ พอล เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในรุ่นเขา เติบโตมาพร้อมกับบาป ความอับอาย และความรู้สึกผิด พอลทำงานหนังสือพิมพ์ ทัลลาอยากให้ชายหนุ่มเขียนเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมครั้งนั้น แต่เขาปฏิเสธ (จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์วิลแฮม กัสลอฟจมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ มากกว่าตอนเรือไททานิกจมเสียอีก) ต่อมาลูกชายของพอล คอนราดโตมาในยุคที่ผู้คนเริ่มหันกลับมาตั้งคำถามเรื่องอัตลักษณ์ ความเป็นชาตินิยม ยุคนี้เองที่นีโอนาซีถือกำเนิดขึ้นมา คนหนุ่มสาวโกนศีรษะตัวเอง พวกเขาไม่ได้ต้องการฆ่าชาวยิว แต่เชื่อว่าชาวยิวสมควรอยู่แต่เฉพาะในประเทศของตัวเอง คอนราดตั้งใจสานต่ออุดมการณ์ของทัลลา เปิดเผยเรื่องราวของวิลแฮม กัสลอฟให้โลกรับรู้


สมัยมาเมืองนอกใหม่ๆ ตอนที่ได้เจอคนเยอรมันครั้งแรก ถามเขาว่าคิดยังไงเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 (มองย้อนกลับไป รู้สึกตัวเองเชยจัง แถมยังเสียมารยาทชอบกล) เขาบอกว่าสิ่งที่ฮิตเลอร์ทำกับชาวยิว รุนแรง และเลวร้ายจนผู้คนลืมนึกถึงสิ่งดีๆ ที่มาพร้อมกับนาซี ไม่ว่าจะเป็นความเจริญทั้งทางด้านเทคโนโลยี การทหาร และเศรษฐกิจ ในทางเดียวกันผู้ชมทั่วโลกรู้จักภาพยนตร์อย่าง Schindler's List, The Pianist, หรือ Life is Beautiful จนเหมือนเราจะลืมไปแล้วว่าชาวเยอรมันเองก็มีสิทธิร้องอุทธรณ์ถึงโศกนาฎกรรมซึ่งเกิดกับประเทศตัวเอง ช่วงปลายสงคราม เมื่อทหารรัสเซียเข้ามาย้ำยีแผ่นดินเยอรมัน ผู้หญิงถูกข่มขืน หมู่บ้านโดนเผาทำลาย เด็ก และผู้ใหญ่ถูกสังหารหมู่

"ปูไต่" เล่าเรื่องผ่านปลายปากกาของพอล ยักย้ายไปมาระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างเขา กับคนรอบข้าง และเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ ที่มาของเรือวิลแฮม กัสลอฟ ตั้งชื่อตามนักการเมืองนาซีผู้โดนชาวยิวลอบสังหาร สาเหตุของการฆาตกรรมคือเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบลัทธิกีดกันชาวยิวของพรรคนาซี แรกสุดวิลแฮม กัสลอฟเป็นเรือสำราญ พากรรมาชีพไปพักผ่อนท่องเที่ยวอย่างหรูหรา ในราคาถูก ต่อมาช่วงสงครามถูกปรับเปลี่ยนเป็นเรือรบ เรือพยาบาล และก่อนที่มันจะจม ถูกใช้ขนย้ายผู้อพยพหนีเงื้อมมือของทหารรัสเซีย (วันที่วิลแฮม กัสลอฟจม เป็นวันคล้ายวันเกิดของฮิตเลอร์พอดี)


เราเป็นคนชอบประวัติศาสตร์ แต่แปลกที่ประเด็นประวัติศาสตร์ใน "ปูไต่" กลับไม่ชวนติดตามเท่าไหร่ ถึงจะชื่นชมกราสว่าค้นข้อมูลมาปึก แต่หลายอย่างดูเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกินไป เป็นความผิดพลาดเดียวกันกับรัชดี ใน "เด็กเที่ยงคืน" (อ่านดูได้จากบลอคเก่า) โชคดีที่ผู้เขียนไม่เสียเวลาตรงนี้มากนัก เมื่อไหร่ที่กราสย้ายมาเล่าเหตุการณ์สมมติของพอล ทัลลา และคอนราด ถึงได้เริ่มน่าสนใจ

อีกจุดเด่นสุดของ "ปูไต่" คือ นี่เป็น "นิยายชั้นดี" เรื่องแรก (หมายถึงไม่นับนิยายจ๊ะจ๋าเธอขาสิบสลึง) ที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ต ตั้งแต่การทำเวปบอร์ด การแช็ท และการสร้างตัวตนสมมติออนไลน์ ล้วนแล้วแต่มีบทบาทสำคัญต่อเนื้อเรื่อง พอลอธิบายในย่อหน้าหนึ่งว่า เขาลองซื้อคอมพิวเตอร์มาใช้ดู และเริ่มสนุกกับการท่องเวปเหมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ อ่านตรงนี้แล้วก็อดขำไม่ได้ว่ากราสคงกำลังพูดถึงตัวเองอยู่

จะสรุป "ปูไต่" โดยไม่พูดถึงเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งคงไม่ได้ เมื่อเร็วๆ นี้ กราสออกมาเปิดเผยว่าสมัยสงคราม เขาเองก็เป็นหนึ่งในหนุ่มสาวที่หลงใหล และเข้าร่วมพรรคนาซี น่าสนใจว่าความคิดเห็นของบุคคลเช่นนี้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเช่นไร ถ้าได้อ่าน "ปูไต่" ก็จะเข้าใจ อย่างน้อย ก็ส่วนหนึ่ง กราสเขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งว่าด้วยเหตุใดเยอรมันตะวันตก และตะวันออกไม่สมควรรวมตัวกัน ถือเป็นอีกมุมมองที่น่าสนใจ ซึ่งคงได้มาแบ่งปันกันในโอกาสหน้า

G. Deleuze's "Francis Bacon"


เมื่อสุดยอดนักปรัชญาอย่างกิล เดอลูส เขียนหนังสือเกี่ยวกับสุดยอดจิตรกรอย่างฟรานซิส เบคอน ผลลัพท์ที่ได้ย่อมหนีไม่พ้นสุดยอดหนังสืออ่านยาก "Francis Bacon: The Logic of Sensation"

ถึงประเด็นหลักจะเป็นฟรานซิส เบคอน แต่งานเขียนชิ้นนี้น่าจะถือเป็นมุมมองของเดอลูสเกี่ยวกับงานศิลปะโดยรวมได้ ถ้าให้แบ่งหนังสือออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกเดอลูสวิเคราะห์องค์ประกอบร่วมในภาพเขียนของเบคอน ต่อมาพูดถึงความคิดซึ่งแฝงอยู่ในงานดังกล่าว และปิดท้ายด้วยการพูดถึงศิลปะโดยรวม ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ และปรัชญา ซึ่งพอถึงช่วงนี้ก็แทบไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเบคอนแล้ว

เดอลูสแบ่งองค์ประกอบภาพเขียนของเบคอนเป็นสามส่วนคือ ฉากหลัง (field) เส้นกรอบ (contour) และ วัตถุแสดง (subject) แทบทุกภาพ ผู้คน (หรือวัตถุแสดง) ถูกจัดวางอยู่ในกรอบ ซึ่งอาจเป็นเส้นกรอบจริงๆ เก้าอี้ เตียง หรือเวทีก็ได้ และด้านหลังมีฉากโล่งๆ (ดูตัวอย่างได้จากสองรูปข้างล่าง) เบคอนได้แรงบันดาลใจมาจากงานปั้นซึ่งตั้งอยู่บนฐาน

พูดถึงเบคอน สิ่งที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคืออาการบิวเบี้ยวของรูปทรง เดอลูสอธิบาย อาการบิดเบี้ยวที่ว่าคือความพยายามของวัตถุในการหลบหนีออกออกจากตัวเอง ออกจากเวทีหรือเส้นกรอบ เพื่อจะได้ละลาย หาย หรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของฉากหลัง เช่นเดียวกัน การที่เส้นกรอบบีบรัด ตีวงแคบเข้ามาก็คือการที่ฉากหลังพยายามกลืนกินวัตถุแสดง จลนะซึ่งเชื่อมต่อวัตถุแสดง และฉากหลังนี่เอง ทำให้งานของเบคอนทรงพลัง เดอลูสเรียกสิ่งนี้ว่า "จังหวะ" (rhythm)


ถ้าให้สรุป "ตรรกะแห่งศาสตร์สัมผัส" ด้วยประโยคสั้นๆ ประโยคเดียว ก็คงเป็น "สู้กับความจำเจ!" ตลอดทั้งเล่มเดอลูสพูดถึงหน้าที่ของศิลปินในการปลดปล่อย ให้อิสระแก่ภาพ (figure) ปีศาจในสายตาเดอลูสได้แก่ เนื้อเรื่อง (narration), ความจำเจ (cliche), และอุปมา (figuration) ทันทีที่ศิลปะบอกเล่าเรื่องราว ภาพจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสัญลักษณ์ ถูกตีความ และนั่นหมายถึงผู้ชมไม่อาจเห็นภาพตามแบบที่มันเป็น

เดอลูสอธิบายว่าสมองคนเราแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนรับรู้ และส่วนตีความ ผลงานศิลปะใดที่ผ่านเข้าสมองส่วนตีความ ก็จะกลายเป็นเนื้อเรื่อง ความจำเจ หรืออุปมา สูญเสียความบริสุทธิ์ของมันไป ผลงานศิลปะที่ดีคือผู้ชมต้องสามารถส่งมันเข้าสมองส่วนรับรู้ได้ เมื่อนั้นภาพก็จะเป็นแค่ภาพ มีอิสระที่จะสร้างการรับรู้ (sensation) แบบต่างๆ ให้กับผู้ชม

ดังนั้นกรอบจึงเป็นอาวุธสำคัญที่ขาดเสียไม่ได้ เพราะกรอบแยกวัตถุแสดงออกจากฉากหลัง วัตถุซึ่งถูกตั้งไว้เดี่ยวๆ ปลอดภัยจากเรื่องราวทั้งปวง ซึ่งสมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน เพราะพูดไป เนื้อเรื่องก็คือศาสตร์แห่งการเชื่อมต่อ จากเหตุการณ์หนึ่งไปยังอีกเหตุการณ์หนึ่ง ดังนั้นถ้าวัตถุแสดงถูกแยกออกจากโลกภายนอก ก็ไม่อาจมีการเชื่อมต่อใดๆ เกิดขึ้นได้

อีกประเด็นที่โดนใจมากๆ คือเดอลูสบอกว่าศิลปินไม่ได้วาดภาพจากความว่างเปล่า ภาพทั้งปวงปรากฏขึ้นในหัวตั้งแต่แรก ศิลปินคือผู้ยื้อยุดกับความยุ่งเหยิง ตัดความเป็นไปได้ร้อยแปดประการ เหลือเพียงชิ้นงานสำเร็จบนผืนผ้าใบ


อ่าน "ตรรกะแห่งศาสตร์สัมผัส" ไป อดเถียงเดอลูสในใจไปไม่ได้ ในแง่หนึ่งเรารู้สึกว่าอาการรังเกียจรังงอนเนื้อเรื่องของเขามันเกินไปหน่อย ไม่ใช่ว่าศิลปะที่ดีเกิดได้แค่จากการรับรู้เท่านั้น ศิลปะที่มาจากสมองส่วนตีความก็มีให้เห็นเยอะแยะ การเอาเนื้อเรื่อง ความจำเจ และอุปมา มาหักมุมใช้อย่างหวือหวา ชาญฉลาดก็ใช่ว่าจะทำไปไม่ได้ ที่สำคัญเราไม่เชื่อว่าเนื้อเรื่องคือกรงขังซึ่งริดรอนอิสระของภาพ คติสอนใจ (moral) ต่างหากที่ทำหน้าที่ดังกล่าว ต่อให้มีเนื้อเรื่อง แต่ถ้ารักษาความ nihilistic เอาไว้ เราเชื่อว่าการรับรู้ (sensation) ย่อมเกิดขึ้นได้เหมือนกัน

สุดท้าย ต้องให้เครดิตหนังสืออีกเล่มหนึ่งคือ รวมผลงานชิ้นเอกของเบคอนโดยสำนักพิมพ์ Taschen ถ้าไม่มีหนังสือเล่มนี้ เปิดประกอบควบคู่ไปกับ "ตรรกะแห่งศาสตร์สัมผัส" ไม่ต้องหวังว่าจะได้อ่านรู้เรื่อง ต้องนับว่า Taschen ตาถึงจริงๆ เพราะแทบทุกรูปซึ่งถูกเอ่ยอ้างโดยเดอลูส มีให้เห็นในชุดนี้หมด (เสียอยู่อย่างเดียวคือไม่มีดัชนี หรือสารบัญให้ค้นรูปเลย กว่าจะเปิดหาแต่ละรูปเจอ เล่นเอาเวียนหัวเหมือนกัน)

R. Graves's "I, Claudius"


อาเธอร์ ซี คล้ากเคยตั้งคำถามน่าสนใจว่าถ้าไม่มียุคกลาง ปัจจุบันนี้โลกเราจะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน ที่คล้ากพูดแบบนี้ เพราะจริงๆ ความรู้เมื่อสองร้อยปีที่แล้ว แทบไม่พัฒนาไปจากเมื่อพันปีก่อนหน้านั้นสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปรัชญา คณิตศาสตร์ กฎหมาย หรือการปกครอง ตั้งแต่สิ้นสุดโรมัน ก็เหมือนเวลาหยุดนิ่งหนึ่งพันปี จนมายุคปฏิรูปวัฒนธรรมนั่นแหละ นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญาถึงเพิ่งตื่นจากการหลับไหล

เกริ่นมาแบบนี้ ไม่ใช่จะพูดถึงยุคกลางหรอกนะ แต่อยากบอกว่าโรมนั้นเจริญสุดๆ ชนิดที่ว่าถ้าหยิบจับนักปราชญ์มาหัดใช้เครื่องคิดเลขนิด คอมพิวเตอร์หน่อย รับรองว่าสู้กับนักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ได้สบายๆ จะเอาสส.โรมันมาบริหารประเทศ ก็มั่นใจได้ว่าหาเสียง หลอกลวงประชาชนเก่งกาจไม่แพ้นักการเมืองสมัยนี้แน่ๆ

เพราะโรมรุ่งเรืองขนาดนี้กระมัง โคตรคำถามที่ครุ่นคิดกันมาทุกยุคทุกสมัยคือ มันปล่อยให้พวกแฟรงค์ คนป่า คนดอยมาบุกยึด เผาเมือง ทำลายประเทศได้ยังไง จนป่านนี้นักประวัติศาสตร์ก็ยังถกเถียงถึงสาเหตุที่แท้จริง แต่คำตอบลวกๆ ซึ่งมักหยิบยกมาอ้างเอ่ยคือ โรมเป็นแอปเปิลเน่าจากภายใน เพราะผู้ปกครองโกงกินสิ้นชาติ บ้านเมืองถึงได้พินาศวอดวาย

"ผมชื่อคลอดิอุส" ในทางหนึ่งก็คือประวัติศาสตร์ความเสื่อมโทรมของกรุงโรมนั่นเอง คลอดิอุสซึ่งเป็นคนเล่าเรื่อง คือแม่พลอยโรมัน เพราะมีชีวิตสีแผ่นดิน ตั้งแต่จักรพรรดิออกัสตัส ทิเบอเรียส คาลิกูล่า จนมาถึงยุคที่คลอดิอุสขึ้นเป็นจักรพรรดิเสียเอง ที่น่าสนใจคือไม่มีใครในกรุงโรมคาดคิดว่าคลอดิอุสจะได้เป็นจักรพรรดิ คลอดิอุสคือหลานของออกัสตัส ตั้งแต่เกิดสูญเสียบิดา ตัวเองก็ติดโรคร้ายจนขาเสียไปข้าง หน้าตาอัปลักษณ์ไร้สง่าราศี แถมยังพูดติดอ่าง หลายคนคิดว่าเขาไม่เต็มบาท จริงๆ ถ้าไม่นับความพิการภายนอกแล้ว คลอดิอุสก็เหมือนคนปกติทุกอย่าง เจียมเนื้อเจียมตัวมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากแม่ ปู่ ย่า พี่สาว และญาติไม่รัก คลอดิอุสอุทิศชีวิตศึกษา และบันทึกประวัติศาสตร์ หนอนตำรา อย่างเขาถึงยิ่งกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่น


แต่เชื่อหรือไม่ เพราะความที่หลายคนชอบสบประมาทเขานั่นแหละ คลอดิอุสถึงได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งกรุงโรม ครั้งหนึ่งแม่นมเล่าความฝันให้ชายหนุ่มฟัง นางฝันว่าคลอดิอุสเป็นเด็กที่มีโจรบุกขึ้นบ้าน ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ และชิงทรัพย์สินไปทั้งหมด แต่เด็กน้อยหลบหนีมาอยู่บนต้นไม้ ต่อมาโจรกลุ่มนั้นรวมตัวกันใต้ต้นไม้เพื่อแบ่งสินค้า สุดท้ายก็ลงมีด ลงดาบ วางยาพิษฆ่ากันเองหมดสิ้น พอเด็กน้อยปีนลงมา ก็พบข้าวของในบ้าน รวมถึงแก้วแหวนเงินทองซึ่งโจรลักขโมยมาจากบ้านหลังอื่น

เพราะความที่คลอดิอุสเชื่อในความฝันของแม่นม ตลอดทั้งเล่มเขารู้รักษาตัวรอด ถึงแม้จะเป็นผู้เล่าเรื่อง เหตุการณ์ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับตัวเองน้อยมาก จะมีก็แต่สมัยคาลิกูล่า ที่เขาต้องปีนลงมาจากต้นไม้ แสดงฝีไม้ลายปาก ความสยอง โหด มันส์ ฮาของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การได้ชมฝูงโจรฆ่ากันเองนั่นแหละ

ขอย้ำว่าหนังสือเล่มนี้ทั้งสยอง โหด มันส์ และฮา จักรพรรดิพระองค์แรก ออกัสตัสหูเบา เชื่อฟังแต่พระชายา พระนางใส่ร้ายป้ายสี วางยาพิษ สังหารศัตรูทางการเมือง ส่งผลให้คนดีๆ ถูกเนรเทศ ฆ่าทิ้ง หรือจองจำ สมัยออกัสตัสว่าแย่แล้ว แต่มาเจอทิเบอเรียส ยังต้องชิดซ้าย ทิเบอเรียสหวาดระแวง เพราะรู้ตัวหลายคนไม่ชอบหน้า จึงออกกฎหมาย ใครก็ตามใส่ร้ายคนอื่นโทษฐานก่อกบฏ ถ้าความผิดถูกพิสูจน์ว่าเป็นจริง จำเลยจะถูกประหาร และทรัพย์สินครึ่งหนึ่งยึดมามอบให้แก่โจทก์ และเนื่องจากออกัสตัสพร้อมจะเชื่อเสมอว่ามีคนคิดคดกับตัวเอง นักการเมืองถึงได้ใส่ร้ายกันเป็นว่าเล่น หัวขาด เลือดสาดกระจายไม่เว้นวัน

แต่ทิเบอเรียสกระจอกไปเลย พอเจอคาลิกูล่า สมัยเด็กๆ คาลิกูล่าเคยปราบปรามกบฏในค่ายทหาร อาศัยความซื่อบริสุทธิ์ของทารก แต่เพราะพ่อแม่ตามใจจนเสียเด็ก พอโตขึ้น คาลิกูล่าเริ่มออกแววทรราช วางแผนร้ายชิงบัลลังก์ทิเบอเรียส พอขึ้นเป็นจักรพรรดิ ชายหนุ่มป่วยหนัก ไข้ขึ้นสมอง ถึงรอดชีวิตมาได้ แต่สติไม่สมประกอบ คาลิกูล่าเชื่อว่าตัวเองเป็นเทพเจ้า ถึงกับสั่งให้ทหารประดิษฐ์เครื่องยิงหิน ซึ่งเปล่งเสียงเหมือนสายฟ้า (ตามตำนานจูปิเตอร์ใช้สายฟ้าเป็นอาวุธ) โยนทำร้ายผู้บริสุทธิ์เป็นว่าเล่น คาลิกูล่าฆ่าคนไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่คำนึงผลได้ผลเสียใดๆ ระหว่างกินข้าวอยู่ดีๆ หัวเราะเฮฮาคนเดียว พอมีคนมาถามว่าเรื่องอะไรตลกนักหนา ชายหนุ่มกระซิบใส่หู "ไม่ปล่อยก๊ากได้ยังไง แค่ข้าผงกหัวหน่อยเดียว ศีรษะพวกเจ้าทุกคนก็หลุดจากบ่าแล้ว"


ถึงวิธีการเล่าจะเหมือนเรื่องขำขัน แต่ "ผมชื่อคลอดิอุส" แอบแฝงคติสอนใจ คลอดิอุสเกลียดลิเวีย (พระชายาของออกัสตัส) และทิเบอเรียสจับใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในฐานะผู้ปกครอง ทั้งสองทำงานได้ในระดับหนึ่ง มีแค่คนใกล้ชิดร้อยสองร้อยเท่านั้นที่เดือดร้อนจากการใส่ร้าย วางยาของทั้งคู่ ขณะที่ชาวโรมนับหมื่น แสนยังอยู่เย็นเป็นสุขได้ ตอนที่คาลิกูล่าครองบัลลังก์ใหม่ๆ ประชาชนแซ้ซ้องสรรเสริญเพราะเด็กหนุ่มเป็นลูกชายที่หลงเหลืออยู่ของเจอมันนิคัส วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ (พี่ชายคลอดิอุส) หารู้ไม่ว่าคาลิกูล่านี่แหละ ตัวแสบสุดๆ ไม่มีทรราชคนใดเทียบเท่า

ประเด็นหนึ่งซึ่งอยากพูดถึงคือวิธีการเล่าเรื่องของเกรฟส์นั้นน่าสนใจ ใช้โวหารแบบ "exposition" (ไม่มีเป็นภาษาไทย พจนานุกรมเปลื้อง ณ นครบอกว่า exposition คือการพรรณนา แต่ใช่ที่ไหนเล่า) exposition เหมือนการเล่านิทาน เล่าโต้งๆ ตรงไปตรงมา ไม่มีการบรรยายฉาก ไม่มีการพรรณนาความรู้สึก ไม่มีอุปมาเปรียบเทียบ (กระทั่งเมื่อผู้เป็นที่รักตายจาก คลอดิอุสเล่าเหตุการณ์ผ่านๆ เหมือนนักประวัติศาสตร์จดบันทึกเหตุการณ์) โวหารลักษณะนี้อ่านง่าย แต่ถ้าอ่านไปเรื่อยๆ น่าจะเอียน ไม่ชวนติดตาม กระนั้น "ผมชื่อคลอดิอุส" หนา 400 กว่าหน้า สนุกสนานตื่นเต้น ชวนให้วางไม่ลงตั้งแต่ปกหน้ายันปกหลัง ต้องยกผลประโยชน์ให้ความน่าสนใจในการผูกเรื่องของเกรฟส์จริงๆ (กระนั้นยังนับว่ามหัศจรรย์อยู่ดี เพราะเนื้อเรื่องเอาเข้าจริงๆ ก็ซ้ำซาก ฆ่ากันไป ใส่ร้ายกันมา)

E. Graff's "Stepping Left"


หมายเหตุ 1: ชื่อเต็มๆ ของหนังสือเล่มนี้คือ Stepping Left: Dance and Politics in New York City, 1928-1942
หมายเหตุ 2: บทความชิ้นนี้ไม่เหมือนชิ้นก่อนๆ เพราะจริงๆ แล้วเป็นร่างรายงานที่ทำส่งอาจารย์

ประเทศอเมริการะหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เป็นช่วงเวลาน่าศึกษา สำหรับใครก็ตามที่สนใจประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะ และการเมือง เหตุการณ์สำคัญสองอย่างซึ่งส่งผลอย่างมากมายต่อแวดวงการละคร ดนตรี ภาพวาดคือ การล่มสลายทางเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ และการแพร่กระจายของลัทธิสังคมนิยม ทั้งสองสิ่งเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก การล่มสลายทางเศรษฐกิจส่งผลให้คนมากมายตกงาน ชาวไร่ ชาวนาอพยพหนีพายุฝุ่นมาหาเตะฝุ่นในเมืองหลวง (ใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง Seabiscuit หรืออ่านหนังสือ Grape of Wrath คงพอคุ้นเคยกับภาพดังกล่าว) รัฐบาลเริ่มออกมาตรการปิดประเทศ ไม่ยอมให้คนต่างชาติเข้ามาแย่งงาน ที่บอกว่าอเมริกาคือดินแดนแห่งโอกาสเริ่มกลายเป็นคำโฆษณาเลอะๆ เลือนๆ ภาพคนยากจนเข้าแถวสมัครงานตามท้องถนนเมืองนิวยอร์ก ขัดกับภาพมหาเศรษฐี และผู้มีอันจะกิน ก่อเกิดจิตสำนึกเรื่องความแตกต่างของชนชั้น สิ่งนี้เองที่เปิดโอกาสให้แนวคิดสังคมนิยมหยั่งรากลึกเข้าไปในจิตใจชาวมหานคร

ศิลปะซึ่งแต่ก่อนเป็นงานอดิเรกชนชั้นสูง เริ่มมีบทบาทที่แปรเปลี่ยนไป หันมารับใช้ และเข้าถึงกรรมาชีพมากขึ้น ดนตรี การร่ายรำ กิจกรรมเพื่อความบันเทิงของประชาชนชั้นสอง (ประกอบด้วยผู้อพยพ คนดำ ชาวไร่ ชาวนา) ครั้งหนึ่งถูกมองว่าไม่คู่ควรกับคำว่า "ศิลปะ" ค่อยๆ ถูกเชิดชูมากขึ้น โดยเฉพาะในแวดวงดนตรี และการร่ายรำ เพลงพื้นบ้านซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากชาวไร่ชาวนา และดนตรีแจ๊ส รวมไปถึงการเต้นแท็ปซึ่งเป็นวัฒนธรรมคนผิวดำ เริ่มเป็นที่สนอกสนใจของคนทั่วไป ขณะเดียวกันโมเดิร์นแดนซ์ ซึ่งถือกำเนิดก่อนการแพร่หลายลัทธิสังคมนิยมแค่ไม่กี่ปี กลับถูกมองว่าเป็นวัฒนธรรม "ขุนน้ำขุนนาง" และไม่ได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์หัวเอียงซ้าย (ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าขัน เพราะแท้ที่จริง กำเนิดโมเดิร์นดานซ์ ก็มาจากความพยายามแตกตัวเองจากบัลเล่ต์ ซึ่งเป็นการเต้นแบบคลาสสิก โบราณ ถ้าพูดกันโดยสปิริตแล้ว โมเดิร์นน่าจะเป็นเป็นตัวแทนลัทธิสังคมนิยมได้ดีกว่าด้วยซ้ำ) สาเหตุที่โมเดิร์นแดนซ์เหมือนจะไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เพราะเป็นโชว์ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ ต้องอาศัยการตีความ ขณะที่การเต้นแบบอื่นๆ มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อความสนุกสนานของผู้ดู และผู้เต้น ถ้าจะมี "ประเด็น" ส่งไปหาผู้ชม ก็ทำกันง่ายๆ ชนิดตีหัว บอกกันโต้งๆ เข้าถึงผู้ชมได้หลากหลายกว่า


ที่จริงนี่ก็เป็นคำถามคลาสสิก สำหรับศิลปินทุกสมัย ทุกประเภท คืองานศิลปะควรจะมี "ประเด็น" หรือไม่ ถ้าจะมีจริง จำต้องเสียสละความงดงามของชิ้นงานสักแค่ไหน คำถามนี้ดูจะเกิดข้อขัดแย้งรุนแรงในแวดวงการเต้นรำมากกว่าศิลปะประเภทอื่นๆ อย่างแรกเพราะการเต้นคือศิลปะที่ปราศจากภาษา ต่อให้อยากมี "ประเด็น" ก็ไม่ใช่จะส่งถึงผู้ชมได้ง่ายๆ ไม่เหมือนกับภาพยนตร์ หนังสือ หรือกระทั่งภาพวาด (เราถึงมีคำว่า interpretive dance แต่ไม่เห็นมี interpretive movie, interpretive book, หรือว่า interpretive painting ก็เพราะมันไม่จำเป็นนั่นเอง) เกิดเป็นสองโรงเรียนถกเถียงกันไม่รู้จบ ว่านักเต้นรำควรมีจิตสำนึกเรื่องสังคม และสื่อมันออกมาในงานแค่ไหน ด้วยวิธีใด มาธา เกรแฮม เจ้าแม่โมเดิร์นแดนซ์ บอกเลยว่าในสตูดิโอของเธอมีแต่เทคนิคการเต้น การเคลื่อนไหว ขยับแข้งขยับขา ไม่ใช่สถานที่ถกการเมือง เกรแฮมเกิดในครอบครัวผู้มีอันจะกิน เธอไม่อาจเข้าใจความยากลำบากของความหิวโหยได้อย่างถ่องแท้ ที่สำคัญ โมแดนซ์ของเธอคือกิจกรรมที่เชิดชูปัจเจคชน ซึ่งตรงนี้ขัดกับความเชื่อทางชนชั้นของสังคมนิยม กระนั้นเกรแฮมเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะเธอเก่งกาจเสียจน ต่อให้นักวิจารณ์หัวเอียงซ้ายแค่ไหนยังไม่กล้าโจมตีเธอตรงๆ นักวิจารณ์ในยุคนั้นถ้าไม่ตำหนิเธออย่างอ้อมๆ ก็พยายามขุดหาประเด็นสังคม จากการเต้นนามธรรมของเธอ

ความขัดแย้งตรงนี้เริ่มผ่อนปรนลง เมื่อรัสเซียออกนโยบายสัจนิยมสาธารณ์ (socialist realism ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทวิจารณ์ The Captive Mind) สนับสนุนให้ศิลปินใช้เทคนิคสัจนิยมแบบ "ขุนน้ำขุนนาง" เพื่อสื่อสาร และโฆษณาปรัชญาสังคมนิยม การเต้นแบบ "ขุนน้ำขุนนาง" ในที่นี้ก็คือโมเดิร์นแดนซ์นั่นเอง แม้แต่ตัวเกรแฮมเองก็เริ่มเปลี่ยนไป การเต้นของเธอมีแก่นสาร สื่อประเด็นมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงในที่นี้ไม่น่าจะเกิดจากเธอเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ความคิดของตัวเอง แต่คงเป็นการปรับตัวตามสภาพเศรษฐกิจ และสมัยนิยมมากกว่า


ความขัดแย้งเหล่านี้ค่อยๆ บรรเทาลงตั้งแต่ยุคเริ่ม และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สาเหตุมาจากหลายประการ ตั้งแต่สภาพเศรษฐกิจดีขึ้นเพราะสงคราม ความโหดร้ายของสตาลินทำให้ชาวอเมริกาเริ่มผิดหวังกับลิทธิสังคมนิยม นโยบายแมคคาธีซึ่งไล่ล่าหาผู้สนับสนุน และสปายรัสเซีย (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากภาพยนตร์ good night and good luck) ศิลปินเริ่มหันมาสนใจงาน nonrepresentative art งานศิลปะนามธรรมซึ่งไม่สื่อสารปรัชญาใดๆ อย่างชัดเจน (ยุคนี้เองที่ชาวอเมริกันโอบกอดจิตกรโมเดิร์นชั้นนำอย่าง Jackson Polluck) กระทั่ง choreographer หัวเอียงซ้ายหลายคนซึ่งเคยมีผลงานเต้นแสดงความยากลำบากของชนชั้นกรรมาชีพ หันมาให้ความสนใจกับความทุกข์อันเกิดจากสภาพจิตใจแทน

tag 5: ผมเป็นนักลีลาศมือสมัครเล่นครับ เต้นมาจะสิบปีแล้ว นอกจากลีลาศ แล้วก็เต้นแท็ปอยู่เหมือนกัน

J. Lahiri's "Interpreter of Maladies"


คำถามซึ่งแวบขึ้นมาบ่อยๆ ตามหน้าเวบบอร์ดวรรณกรรมคือ ถ้าเราแปลหนังสือภาษาไทยให้เป็นภาษาอังกฤษ แล้วส่งไปขายต่างประเทศ จะมีทางบ้างไหมที่นักเขียนไทยได้รับรางวัลโนเบล ตอบอย่างซื่อสัตย์เลยว่า "ย้ากส์!" แต่ถ้าเป็นรางวัลเล็กลงมาหน่อยก็ไม่แน่เหมือนกัน โดยเฉพาะถ้าหนังสืออย่าง "ผู้แปลความเจ็บปวด" ของจุมปา ลาหิรียังชนะพูลิซเซอร์สาขาวรรณกรรมได้ (ไม่นับนะ ว่าพูลิซเซอร์จะแจกเฉพาะนักเขียนอเมริกันเท่านั้นหรือเปล่า)

อ่าน "ผู้แปลความเจ็บปวด" จนจบ รู้สึกขึ้นมาเลยว่าของแบบนี้พี่กนกพงศ์ คุณวาณิช หรือกระทั่งพี่ประชาคมก็เขียนได้ นี่ไม่ต้องนับราชาเรื่องสั้นไทยอย่างอาจารย์มนัส จรรยงค์ด้วยซ้ำ ถือเป็นหนังสือตะวันตกไม่กี่เล่มที่เราอ่านแล้วรู้สึกพอฟัดพอเหวี่ยงกับวรรณกรรมไทย (อีกเล่มที่จำได้คือ "หนังสือทราย" ของฆอเฆส)

สองประเด็นหลักในแทบทุกเรื่องสั้นของลาหิรี คือความแปลกแยกของคนอินเดียในโลกตะวันตก และความขัดแย้งในครอบครัว สำหรับประเด็นแรก ถ้าดูจากประวัติผู้เขียนก็พอเข้าใจได้ ลาหิรีเกิดในลอนดอน ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่นิวยอร์ก คนอย่างเธอ ศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกว่า "second generation" หมายถึงชาวต่างชาติซึ่งเกิดและเติบโตในดินแดนตะวันตก คนพวกนี้จะใช้ชีวิตก้ำกึ่งอยู่ตลอดเวลา ในทางหนึ่ง "second generation" จำต้องผสานตัวเองเข้ากับโลกภายนอก แต่ขณะเดียวกันสิ่งแวดล้อมในบ้าน พ่อแม่ซึ่งพูดภาษาอังกฤษสำเนียงหนาหู จดหมายจากญาติโพ้นทะเล ย้ำเตือนที่มาที่ไปของพวกเขาตลอดเวลา (ประเด็นนี้สื่อออกมาได้ดีในเรื่องสั้น "คุณปริศดามาทานข้าวเย็น")

เพราะความภารตะเชิ้บๆ นี้กระมัง ทำให้ "ผู้แปลความเจ็บปวด" ดูเชยๆ แบบพี่ไทยยังไงพิกล เหมือนเรื่องสั้นที่ยังตีกำแพงวัฒนธรรมไม่แตก ตัวละครก็เลยติดอยู่ที่ความเป็นอินเดีย ไม่ได้กลายเป็นมนุษย์จริงๆ เช่นเดียวประเด็นที่สอง ความขัดแย้งในครอบครัว ความแตกแยกเข้ากันไม่ได้ระหว่างคู่สามี ภรรยา และความเจ็บปวดซึ่งซ่อนลึกอยู่ใต้หลังคาเรือน ดังเช่นเรื่องสั้น "ผู้แปลความเจ็บปวด" คู่สามี ภรรยาดาส์ และลูกๆ เดินทางไปเยี่ยมวิหารดวงอาทิตย์ในป่าลึกประเทศอินเดีย (รูปข้างล่าง) ดีสมกับเป็นเรื่องขายประจำเล่ม


จริงๆ รวมเรื่องสั้นชุดนี้ก็ไม่ถือว่าขี้ริ้ว ขี้เหร่อะไรนัก เพียงแค่อ่านไปลุ้นไปตลอดทั้งเล่มเท่านั้นเอง (ไม่ใช่ว่าลุ้นตื่นเต้น แต่ลุ้นให้มันดี) บางอารมณ์ พอจะเห็นความเป็นเรย์มอน คาร์เวอร์ แต่ปัญหาคือ หลายครั้งลาหิรี "ตัดสิน" ถูกผิด ตัวละครมากเกินไป เลยกลายเป็นว่าแทนที่จะได้ชีวิตจริง กลับลงเอยที่นิทานสอนใจ (morality play) แทน

เรื่องที่ดีที่สุดในเล่มคือ "บ้านรับพร" เป็นเรื่องสั้นน่ารักๆ เกี่ยวกับคู่สามี ภรรยาซึ่งย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ แล้วพบวัตถุบูชาคริสเตียนซ๋อนไว้ตามมุมต่างๆ ได้เห็นอีกด้านขำขันของลาหิรี ซึ่งน่าประทับใจกว่าด้านเจ็บปวดของเธอเป็นไหนๆ

tag 4 ผมมีเชื้อสายอินเดียครับ โดยคุณทวดผมเป็นคนอินเดียที่ย้ายมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่พู้นกระโน้น