รัฐศาสตร์แนววิพากษ์ ตอนที่ 1 (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร)


(หมายเหตุ: จริงๆ แล้ว รัฐศาสตร์แนววิพากษ์ ของอาจารย์ไชยรัตน์ก็ไม่ได้ยาวถึงขนาดต้องแบ่งอ่านเป็นสองช่วงหรอก แต่มันอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาดีๆ จนเรากลัวว่าถ้าอ่านจนจบแล้วค่อยมาเขียนถึงรอบเดียว จะหลุดประเด็นสำคัญไปอย่างน่าใจหาย)

มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง เราเริ่มรู้สึกว่าสังคมไทยกำลังวิกฤติก็เมื่อประมาณปี 2548 ตอนนั้นอ่านนิตยสารสัพเพเหระฉบับหนึ่ง คอลัมน์สอนวิธีป้องกันตัวให้กับหญิงสาว จุดที่น่าขบคิดเกี่ยวกับคอลัมน์นี้คือผู้เขียนเกริ่นด้วยการชักจูงให้ผู้หญิงเห็นความจำเป็นของศิลปะการต่อสู้ โดยพูดประมาณว่า "ในสังคมทุนนิยมที่ผู้แข็งแรงคอยแต่จะรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า จำเป็นอย่างมากที่ผู้หญิงจะเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเอาไว้" กรามล่างเราแทบจะหลุดลงไปกองกับพื้น ตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ยที่อดัม สมิธสอนให้ผู้ชายข่มขืนผู้หญิง

ขออีกเรื่องแล้วกัน สมัยรัฐประหารใหม่ๆ ตอนนั้นเรายังอยู่ที่อเมริกา น้องๆ ในชมรมคนไทยนัดมาเจอกันเพื่อพูดถึงสถานการณ์บ้านเมือง หนึ่งในน้องคนนั้นต้องการแสดงให้เห็นความไร้ศักยภาพของรัฐบาล สื่อวีดีทัศน์ที่เขานำมาเปิดก็คืออีเมลฉบับหนึ่งซึ่งรวมภาพตัดต่อ เอาหน้าคุณทักษิณมาใส่ในโปสเตอร์หนังดังๆ แล้วก็เปลี่ยนชื่อเรื่องเสียใหม่ (ที่จำได้แม่นยำมากคือเอาหน้าคุณทักษิณไปใส่คอมัดหมี่ แล้วเปลี่ยนชื่อภาพยนตร์เป็น "แม้วเหี้ย")

ที่เล่ามายาวเหยียดสองเรื่องนี้เพราะอยากบอกว่า ประเทศไทยที่เราเติบโตมา เป็นคนละประเทศเสียแล้วกับประเทศไทยของอาจารย์ไชยรัตน์ หรือพูดให้ถูกกว่านี้ เป็นคนละประเทศกับของประเทศไทยอาจารย์ไชยรัตน์ สมัยที่ท่านเขียน รัฐศาสตร์แนววิพากษ์ (บทความที่อ่านมาแล้วครึ่งเล่ม ใหม่สุดจะอยู่ประมาณปีพ.ศ. 2540) นี่อาจเป็นหนังสือบทวิเคราะห์การเมืองภาษาไทยที่เราอ่านแล้วไม่เห็นด้วย แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกเกรงขามในความรู้ ความเป็นพหูสูตรของผู้เขียนซึ่งอัดแน่นอยู่เต็มเปี่ยม

ก็จะไม่ให้เกรงขามได้อย่างไร ในเมื่อไม่ว่าจะเป็นฟูโกต์ อัลทูซาร์ เราเองก็อ่านมาเหมือนอาจารย์ เพียงแต่ถ้าเราอ่านฟูโกต์ 5 เล่ม อาจารย์ท่านก็อ่านไปเสีย 20 เล่ม!

หัวใจของ รัฐศาสตร์แนววิพากษ์ ว่าด้วยความฉ้อฉลของความรู้ อาจารย์ไชยรัตน์อิงแนวคิดของฟูโกต์ที่บอกว่าความรู้ไม่ใช่เรื่องของสัจจะ หรือความเป็นกลางทางวิชาการแบบที่นักวิทยาศาสตร์ชอบอ้างกัน แต่เป็นเพียงองค์ประกอบของวาทกรรมซึ่งเต็มไปด้วยอคติและผลประโยชน์ของผู้สร้าง ยกตัวอย่างเช่น ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ไอ้หลักกงหลังการที่รัฐบาลยกมาอ้าง แท้ที่จริงก็เป็นเครื่องมือทางอำนาจประเภทหนึ่ง ซึ่งจงใจใช้กีดกันหรือบังคับให้คนในชาติดำเนินตามแผนที่ผู้นำวางไว้

เราเห็นด้วยกับอาจารย์ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ขณะเดียวกัน เราก็อดคิดไม่ได้ว่าประเทศไทยแบบที่อาจารย์วิเคราะห์ในหนังสือเล่มนี้ มันไม่ "ประจักษ์" อีกต่อไปแล้ว ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงสิบ สิบสองปีที่ผ่านมาคืออินเตอร์เนต ทำให้ปีศาจที่น่ากลัวกว่าในปัจจุบันไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นวาทกรรมต่างหาก

สังคมปัจจุบันคือสังคมที่วาทกรรมมีอิทธิพลเหนือความรู้ และนักการเมืองทั้งในและนอกสภาต่างอ่านฟูโกต์จนแตกฉาน พื้นที่ของความรู้ในปัจจุบันไม่ใช่มหาวิทยาลัยหรือหนังสือวิชาการอีกต่อไป แต่เป็นอินเตอร์เนต (ในที่นี้ "อินเตอร์เนต" รวมไปถึงสื่อหรือ "พื้นที่" อื่นๆ ซึ่งโดยขนาดและความครอบคลุมแล้ว เมื่อสิบปีก่อนเทียบไม่ติดฝุ่น) และแน่นอนว่าความรู้ในอินเตอร์เนตแท้ที่จริงก็คือวาทกรรม เป็นวาทกรรมล้วนๆ ถ้วนๆ ที่ไม่แม้แต่เสียเวลาปิดบังตัวเองว่าเป็นความรู้ (ตัวอย่างเช่นบลอครักชวนหัว และบลอคอื่นๆ ก็คือแหล่งผลิตวาทกรรมดีๆ นี่เอง)

เรื่องที่เราเล่ามาในตอนแรก เพราะต้องการบอกว่าวิกฤติของสังคมไทยเกิดจากการผลิตวาทกรรมที่มากล้นจนเกินไป และเมื่ออินเตอร์เนตเปิดโอกาสให้ใครต่อใครเข้าไปเขียน ไปอ่านความคิดของใครต่อใคร การเผยแพร่วาทกรรมในอินเตอร์เนตจึงมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าที่มหาวิทยาลัยหรือผู้มีอำนาจจะนึกฝันในอดีต

โปสเตอร์ "แม้วเหี้ย" ก็คือวาทกรรมอย่างหนึ่ง เป็นวาทกรรมที่ต้องการสื่อว่า "คุณทักษิณเป็นคนไม่ดี" โดยความคิดตรงนี้ไม่ต้องมีพื้นฐานจากการพิสูจน์หรือการยอมรับโดยใครทั้งนั้น เพียงแค่อาศัยนักตัดต่อภาพสักคน องค์ความรู้ที่ว่า "คุณทักษิณเป็นคนไม่ดี" ก็ได้ถูกเผยแพร่เข้าไปในสังคมอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว อาจจะมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าองค์ความรู้กระแสหลักแบบที่อาจารย์ไชยรัตน์พูดถึงใน รัฐศาสตร์แนววิพากษ์ ด้วยซ้ำ เนื่องจากถ้าให้ยกวาจาอมตะของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ "ความคิดยิ่งโง่และยิ่งง่ายเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าถึงคนหมู่มากได้เท่านั้น" (สังเกตว่าแม้แต่ในหมู่คนที่ไม่ชอบคุณทักษิณ คงจะคุ้นเคยกับโปสเตอร์ "แม้วเหี้ย" มากกว่าข้อเขียนหรือความคิดของอาจารย์ธีรยุทธ คุณหมอประเวศ)

อีกตัวอย่างที่อยากยกขึ้นมา คือการ "ไม่เชื่อ" ปรากฎการณ์โลกร้อนในสหรัฐอเมริกา จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีนักวิชาการกระแสรองบิดผันข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อมาหลอกชาวอเมริกันว่าปรากฎการณ์โลกร้อนไม่ได้เกิดขึ้นจริง สมัยก่อนที่อัล กอร์จะได้รางวัลโนเบล วาทกรรมตัวนี้มีอิทธิพลไม่น้อยเลย เวลาพรรครีพับลิกันจะคัดง้างกฎหมายควบคุมปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เหล่าผู้สนับสนุนก็จะยกวาทกรรมตัวนี้ขึ้นมาเอ่ยอ้าง (ทั้งที่จริงๆ แล้วมันเป็นการบิดผันข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างน่าละอาย)

ใน รัฐศาสตร์แนววิพากษ์ อาจารย์ไชยรัตน์ได้นำเสนอมุมมองน่าขบคิดว่า การเมืองใหม่หรือการต่อต้านแนวทางกระแสหลักต้องทำด้วยความระมัดระวัง เป้าหมายของการต่อต้านไม่ใช่การเข้าไปมีอำนาจในสภาหรือพื้นที่แห่งอำนาจเก่า แต่เป็นการนิยามความหมายใหม่ให้กับสังคม (พูดง่ายๆ ก็คือทำการปฏิวัตินิยามและความรู้ ไม่ใช่ปฏิวัติอำนาจ) ถ้ามองสังคมไทยในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา น่าเสียดายยิ่งว่าสิ่งที่อาจารย์ไชยรัตน์กลัวมันได้เกิดขึ้นแล้ว นั่นก็คือการเมืองใหม่ที่สุดท้ายก็น้ำเน่าพอๆ กับการเมืองเก่า เพราะแม้จะอิงวาทกรรมหรือชุดความรู้ที่ต่างออกไป แต่เป้าหมายหลักก็ยังเป็นการช่วงชิงอำนาจเหมือนเดิม

ซึ่งโศกนาฏกรรมนี้ก็มีสาเหตุของมันอยู่ กล่าวคือไม่ใช่พันธมิตรหรือกลุ่มผู้จัดการหรอกที่เป็นคนคิดค้นวาทกรรมต่อต้านคุณทักษิณ และขณะเดียวกันก็ไม่ใช่นปช. ด้วยที่คิดค้นวาทกรรมต่อต้านอมาตยธิปไตย วาทกรรมเหล่านี้เกิดมาจากนักวิชาการเช่นคุณหมอประเวศ อาจารย์ธีรยุทธ อาจารย์นิธิ หรืออาจารย์ธงชัย พวกท่านเพียงต้องการเสนอความคิดหักล้างองค์ความรู้ซึ่งครอบงำสังคมอยู่ในขณะนั้นๆ พูดอีกนัยหนึ่งคือเป็นนักต่อสู้เพื่อการเมืองใหม่ดังที่อาจารย์ไชยรัตน์นำเสนอไว้จริงๆ แต่ปัญหาคือ อย่างที่บอกไปแล้วว่านักการเมืองสมัยนี้ ทุกคนช่ำชองฟูโกต์กันหมด ทุกคนรู้ว่าวาทกรรมบริสุทธิ์สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือแห่งความรุนแรงได้ วาทกรรมเหล่านี้จึงถูกนำไปเผยแพร่ ผ่านระบบการกระจายเสียงที่ต้องอาศัยเงินลงทุน เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการแลกซื้อสิ่งที่นักลงทุนเหล่านั้นปรารถนา ซึ่งก็คืออำนาจ ดังนั้นคงเป็นไปได้ยากแล้วละ ที่ในปัจจุบันการปฏิวัติมันจะหยุดอยู่แค่นิยามและความรู้

สิ่งที่เราอยากแนะแนวต่อไปนี้ คือสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าตรงกันข้ามกับข้อสรุปของ รัฐศาสตร์แนววิพากษ์ โดยสิ้นเชิง กล่าวคือต้องเอาความเป็นวิทยาศาสตร์ ประจักษนิยม และปฏิฐานนิยมกลับเข้ามาในองค์ความรู้และวาทกรรม ตัวอย่างกรณีโลกร้อน ผู้รับสานส์ควรตรวจสอบข้อมูล เอาความเป็นวิทยาศาสตร์เข้าไปคัดง้าง ทำลายวาทกรรมชวนเชื่อดังกล่าว (ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวาทกรรมดีๆ ที่ปฏิเสธปรากฏการณ์โลกร้อนอยู่เลย ขณะเดียวกันวาทกรรมชวนเชื่อที่ขู่ให้คนกลัวปรากฎการณ์โลกร้อนจนเกินจริงก็ใช่ว่าจะไม่เคยได้ยิน) จะต่อต้านทุนนิยมก็ต่อต้านไป แต่ไม่ใช่พูดขึ้นมาลอยๆ เหมือนกับมันเป็นสัจจะที่ทุกคนในสังคมต้องเห็นด้วย และขอทีเถอะ ไอ้อีเมลตัดต่อภาพนี่ลบทิ้งไปซะ ไม่ต้องส่งต่อเลยได้ไหม

นาฏศิลป์ร่วมสมัย 4 ชิ้น


จบไปแล้วกับงาน บารมีแห่งแผ่นดิน ที่หอศิลป์กรุงเทพ ขอบคุณผู้จัดที่ช่วยให้เราได้ดูงานอะไรดีๆ วันนี้จะขอพูดถึงนาฏศิลป์ร่วมสมัย 4 ชิ้นที่เราได้มีโอกาสแวะไปดู (จริงๆ อยากดูเยอะกว่านี้)

งานชิ้นแรกคือ Unknown Landscape โดยน้องธนพล วิรุฬสหกุลและคู่หู (เข้าใจว่าคือน้องวิทุรา อัมระนันทน์จากที่ google ดู ถ้าผิดต้องขออภัยด้วย) นี่อาจเป็นผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่ดูมาตลอดงานนี้ นักเต้นเข้าใจและตีโจทย์นาฏศิลป์ร่วมสมัยแตก กล่าวคือเป็นการดึงเอานาฏศิลป์ออกจากบริบททางวัฒนธรรม ให้เหลือเพียงแค่การสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยร่างกายผู้เต้น ทิวทัศน์ที่ไม่รู้จักในที่นี้คือทิวทัศน์ที่พวกเราทุกคนคุ้นเคยดี นั่นก็คือในครรภ์ของมารดา (เป็นโจทย์ของงาน บารมีแห่งแผ่นดิน ที่งานทุกชิ้นจะต้องเกี่ยวกับธีมเรื่องแม่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง)

ชอบความเป็นกันเองของผู้เต้นต่อคนดู Unknown Landscape แบ่งเป็นสามองค์ โดยเมื่อสิ้นสุดแต่ละองค์ นักเต้นทั้งสองจะมาพูดคุยกับคนดู โดยบอกว่าพวกเขายังไม่ค่อยพอใจกับผลงานที่เพิ่งแสดงนัก เลยอยากจะลองตีโจทย์ด้วยวิธีที่ต่างออกไป ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้แค่นั่งดูผลงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ยังค่อยๆ เห็นพัฒนาการของความคิดด้วย จะติข้อเดียวคือองค์สามซึ่งสมควรจะเป็นผลงานที่ดีที่สุด กลับออกมาด้อยกว่าสององค์แรก แต่นอกจากนั้นแล้ว พอใจมากๆ กับงานแสดงชุดนี้


ชิ้นที่สองคือ Desire ผลงานของครูนาย มานพ มีจำรัส ชอบลีลาการเต้นที่เน้นการสื่ออารมณ์มากกว่าเพียงท่วงท่าที่ปรากฎแก่สายตา เข้ากันได้ดีกับบุคลิกภาพของผู้เต้นมากๆ จนรู้สึกว่าฟังครูนายพูดตอนจบเผลอๆ สนุกกว่าดูครูเต้นอีก จะติก็คือพรอพมันรกเกินไป หลายชิ้นก็แทบไม่ได้ใช้ ในการแสดงที่เน้นอารมณ์ขนาดนี้ จำเป็นด้วยหรือที่ต้องใช้พรอพมากมาย (ขนาดไฟสปอตไลท์ ยังเป็นไฟเฉยๆ ไม่ได้เลย แต่ต้องตบแต่งให้กลายเป็นพรอพไปด้วย)

Desire พยายามเปรียบเทียบความรักของแม่และความรักของผีเสื้อสมุทร ชอบที่ครูนายพยายามสื่อให้เห็นถึงความทุกข์ใจของเหยื่อ "บุรุษโฉด" ในวรรณคดีที่คนไทยมักจะมองข้าม น่าสนใจคือตอนจบของโชว์พอครูนายเปิดให้ผู้ฟังซักถาม ก็มีป้าคนหนึ่งออกมาเหวี่ยงครูว่าจะเอาผีเสื้อสมุทรไปเปรียบเทียบกับแม่ได้อย่างไร ประเด็นนี้ไว้จะพูดถึงวันหลังแล้วกัน แต่อย่างไรก็อยากชื่นชมผลงานของครูนายชิ้นนี้


ชิ้นที่สามคือ Mother โดยคณะ New Dance Theatre เป็นชุดที่ไม่ชอบที่สุด เรื่องของพระแม่ธรณีและมนุษย์ที่ทำลายโลก สื่อโดยใช้รำไทยและนาฏศิลป์สมัยใหม่ประกอบวีดีทัศน์ ปัญหาคือผู้ออกแบบท่าเต้นตีโจทย์ง่ายเกินไป การร่ายรำไม่ได้สื่อสารอะไรมากมายไปกว่าที่ปรากฎแก่สายตาในตอนแรก แต่ก็ยังยืดยาวต่อไปเรื่อยๆ ราวกับกลัวคนดูคิดไม่ทันว่าต้องการบอกอะไร (ไม่ชอบอย่างมากที่ผู้แสดงชายกรีดร้องออกมาหลังจากดนตรีจบ นี่ยังมีอะไรไม่ชัดเจนเหลืออยู่อีกไหมเนี่ย) ที่เป็นข้อเสียใหญ่สุดคือความประดักประเดิดของวีดีทัศน์ที่ไม่ค่อยงาม ยิ่งการเอาผ้ามาคลุมฉากหลังให้เป็นจอ ยิ่งดูเกะกะลูกตา เข้าใจว่าคงเพื่อสร้างความยอกแย้งในการรับภาพ แต่ความลักลั่นเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ พอมาอยู่รวมกันมากๆ เข้าเลยกลายเป็นช่องโหว่อย่างน่าเสียดาย


ชิ้นสุดท้ายคือ รับขวัญข้าว ของคณะไก่แก้ว สารภาพว่าลุ้นที่สุดกับชุดนี้ อยากรู้ว่าคณะไก่แก้วที่ขึ้นชื่อเรื่องผลงานอนุรักษ์นิยม เมื่อมาทำงานนาฏศิลป์ร่วมสมัยจะช่วยสร้างสะพานที่พัฒนานาฏศิลป์ไทยให้หลุดจากแอ่งได้ไหม ผลลัพท์ของความแอบลุ้นก็มีทั้งจุดที่น่าชื่นชม และจุดที่น่าเสียดาย ชื่นชมในความพยายามของน้องๆ (เข้าใจว่าน้องๆ เป็นคนออกแบบท่าเต้นเอง) ที่เล่าเรื่องราวการเก็บเกี่ยวข้าวผ่านการแสดงนาฏศิลป์ ซึ่งตีความออกมาได้อย่างสวยงามและเป็นเรื่องเป็นราวมากๆ บวกกับการใช้ดนตรีร่วมสมัย ก็ช่วยให้งานชุดนี้มี "กลิ่น" ที่เข้ากับคนยุคใหม่ได้ดีกว่า

จุดที่น่าเสียดายคือเมื่อเทียบกับ Unknown Landscape รู้สึกได้ว่าน้องๆ ยังตีโจทย์ไม่แตกทั้งความเป็นนาฏศิลป์ร่วมสมัย และความเป็นนาฏศิลป์ไทยเดิม การผสมผสานนี้เป็นแค่การเอาเปลือกนอกมายำรวมกันเท่านั้น (นาฏศิลป์ไทยคือการรำ และความร่วมสมัยอยู่ที่ดนตรียุคใหม่) จริงๆ รับขวัญข้าว น่าจะเป็นผลงานที่ดัดแปลง "คำศัพท์" ของการเต้นสมัยใหม่มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่านี้ เช่นไม่เห็นจำเป็นเลยว่าทุกคนบนเวทีต้องเต้นแบบเดียวกันหมด การสลับสับเปลี่ยนกันระหว่างความพร้อมเพรียง และการใช้ท่าหลากหลายมาประสาน น่าจะช่วยให้งานชิ้นนี้ดูงดงามแบบร่วมสมัยมากขึ้น

ที่สำคัญคือ รับขวัญข้าว มี "วินาทีมนตรา" ที่ออกมาเลิศลอยโดยผู้แสดงไม่ได้ตั้งใจอยู่หลายช่วง เช่นระหว่างรอการเต้นชุดที่สองที่ใช้ไฟมืดๆ ส่องนักแสดงจนเกิดแสงเงา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะเห็นกันในนาฏศิลป์ไทย จนเมื่อไฟค่อยๆ สว่างขึ้นมา ความสวยงามตรงนี้ก็หดหายไปอย่างน่าเสียดาย หรืออีกช่วงหนึ่งที่ซีดีแผ่นเสีย แล้วนักแสดงต้องเต้นอยู่ในความเงียบ ทันใดนั้นเราก็เห็นความแข็งแกร่งของท่วงท่าและความงามของร่างกายผู้เต้น ที่ถูกดนตรีบดบังในตอนแรก สิ่งเหล่านี้ถ้าผู้สร้างเอากลับเข้าไปขบคิด คงจะสร้างผลงานดีๆ ออกมาให้เราเห็นได้อีกมากมายแน่ๆ เป็นกำลังใจให้ครับ

Tear of Butterfly (r.o.d.)


เราเห็นศักยภาพในเรื่องสั้น Tear of Butterfly โดยเฉพาะช่วงไคลแมกซ์ที่ “ฟรอยด์” ได้ใจ ส่วนที่อยากแนะนำให้แก้ไขคือเนื้อหาก่อนหน้านั้น คุณ Shikak น่าจะทบทวนให้กระจ่างว่าต้องการเขียนเรื่องสั้นประเภทไหนกันแน่ เรื่องที่มีเนื้อหาเหนือธรรมชาตินั้น จริงๆ แล้วมีหลากหลายหมวดหมู่ด้วยกัน Tear of Butterfly นี้เราอยากจัดให้มันเป็นเรื่องแนวเหนือจริง (surrealism) เพราะมีการเล่นกับปมทางจิตวิทยา และอ้างอิงทฤษฎีของฟรอยด์ แต่ปัญหาก็คือ วิธีการเล่าเรื่องของคุณ Shikak ยังลักลั่นอยู่ระหว่างความเหนือจริงและความไซไฟ/แฟนตาซี จุดสังเกตง่ายๆ คือ ทัศนียภาพของเรื่องแนวเหนือจริงจะเป็นภาพความฝันหรือความจริงที่มีลักษณะคล้ายความฝัน ส่วนของเรื่องแนวไซไฟ/แฟนตาซีจะเป็นความผิดธรรมชาติ (หรือโลกอนาคต) ที่ถูกสร้างและแต่งเติมรายละเอียดขึ้นมา

ช่วงแรกของเรื่องสั้น เมื่อ “ผม” ตื่นขึ้นมาในปราสาทที่อยู่ใต้การปกครองของศาสตราจารย์ผีเสื้อ ค้นพบเทพธิดาผีเสื้อ และวางแผนช่วยเธอออกมา คุณ Shikak ให้รายละเอียดของฉากและเงื่อนไขชัดเจนมากเกินไป (เช่นเรารู้กระทั่งว่าช่วงเวลาไหนที่ศาสตราจารย์ผีเสื้อจะไม่อยู่ที่ปราสาท และเป็นช่วงที่ “ผม” สามารถออกไปไหนมาไหนได้) อ่านรู้สึกเหมือนกำลังอ่านบทสรุปเกม RPG ซึ่งนี่เป็นลักษณะการเล่าเรื่องแบบแฟนตาซี/ไซไฟ เมื่อถึงช่วงปล่อยหมัดเหนือจริงตอนไคลแมกซ์ เลยฮุคอ่อนกว่าที่มันควรจะเป็น อีกจุดหนึ่งคือชาติกำเนิดของ “ผม” ซึ่งเป็นปมสำคัญที่มีผลต่อตอนท้ายของเรื่อง น่าจะเขียนให้คนอ่านสงสัยหรือขบคิดกับมันมากกว่านี้ เห็นคุณ Shikak เปรยออกมานิดหนึ่งเรื่องพ่อและแม่ แต่ดูผ่านมาผ่านไปเสียมากกว่า

อยากแนะนำให้คุณ Shikak ลองหาผลงานเรื่องสั้นยุคแรกๆ ของคุณทินกร หุตางกูรมาอ่านดู น่าจะช่วยให้เข้าใจความเป็น surreal ขึ้นครับ

สิ่งสุดท้ายที่อยากฝากคือชื่อ Tear of Butterfly จริงๆ ชื่อภาษาอังกฤษไม่ได้แย่หรอก แต่น่าจะเติม “the” เข้าไปหน้าคำว่าผีเสื้อด้วย เพื่อให้ถูกไวยกรณ์ครับ และจริงๆ ทำน้ำตาให้เป็นพหูพจน์ดีกว่า (ดูตัวอย่างจากชื่อหนัง ฟ้าทะลายโจร ฉบับภาษาอังกฤษก็คือ Tears of the Black Tiger)

ฉีกหน้ากากเศรษฐกิจ [โรงสี] ชุมชน (สุนัย จุลพงศธร)


เด็กที่ถูกพ่อแม่ตามใจ ทั้งชีวิตไม่เคยพานพบอุปสรรค ย่อมไม่อาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ ฉันใดฉันนั้นทฤษฎีหรือวาทกรรมใดที่มีแต่คนอวยตลอด ไม่เคยหรือไม่อาจถูกนำมาโต้แย้งได้ ก็ย่อมไม่สามารถพัฒนาไปเป็นทฤษฎีที่สมบูรณ์หรือใช้ได้จริง ยิ่งกว่านั้น เด็กที่เสียคนเมื่อโตขึ้นก็จะกลายเป็นปัญหาสังคม ส่วนทฤษฎีที่เสียทฤษฎี วันเวลาผ่านไปก็จะกลายเป็นแค่คำโฆษณาชวนเชื่อหรือ ร้ายยิ่งกว่านั้น เครื่องมือทางการเมือง

ฉีกหน้ากากเศรษฐกิจ [โรงสี] ชุมชน พูดกันอย่างไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา คือหนังสือที่มีแนวคิดต่างกันอย่างสุดขั้วกับ การเมืองใหม่ที่ไม่ใช่เงินเป็นใหญ่ ซึ่งได้พูดถึงไปแล้ว ชนิดที่ถ้าคนขายเอาไปวางไว้บนชั้นเดียวกัน เผลอๆ จะสันดาบวายวอดกันทั้งร้าน

ความเหมือนในความต่างของหนังสือสองเล่มนี้ก็คือ ผู้เขียนล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลในของ “เหตุการณ์” ทั้งคู่ ดังนั้นจะอ่านก็ต้องระมัดระวังเอาสิบเอาล้านหาร แยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงและความคิดเห็นส่วนบุคคลให้ออก ซึ่งส่วนนี้เองดูจะเป็นข้อด้อยของ ฉีกหน้ากากเศรษฐกิจ [โรงสี] ชุมชน ภายใต้การนำเสนอและวิเคราะห์ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ มันก็ยังมีตัวตนของผู้เขียนปนเปื้อนเข้ามาด้วย รวมถึงการวิเคราะห์เชิงสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งแม้เราจะเห็นด้วยกับอาจารย์สุนัยก็ตาม แต่เสียดายที่วาทกรรมเหล่านี้มาแปดเปื้อนความเป็นวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ของหนังสือ

ความคิดศูนย์กลางของอาจารย์สุนัยในการวิพากษ์เศรษฐกิจชุมชนคือ เศรษฐกิจชุมชนในปัจจุบันนั้นไม่เหมือนเศรษฐกิจชุมชนเมื่อร้อยสองร้อยปีก่อน กล่าวคือตั้งแต่ประเทศไทยถูกบังคับให้รับเอาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาใช้ สังคม เทคโนโลยี และวัฒนธรรมก็ได้แปรผันไป (จุดหนึ่งที่น่าชื่นชมมากๆ คือ อาจารย์สุนัยไม่ได้พยายามแม้แต่น้อยที่จะปกปิดความชั่วร้ายของระบบทุนนิยม ในทางตรงกันข้าม แกกลับวิเคราะห์ ตีแผ่มันอย่างหมดเปลือกว่าทุนนิยมได้ทำฉิบหายและเปลี่ยนแปลงอะไร มากน้อยแค่ไหนในบ้านเรา) จนในปัจจุบัน เมื่อเอาเศรษฐกิจชุมชนมาปรับใช้ จึงมาในแนวดิ่ง คืออิงอยู่บนเงินช่วยเหลือของภาครัฐ แต่เมื่อภาครัฐ ยังไงเสีย ก็ไม่อาจพ้นระบบทุนนิยมโลก จึงเกิดอาการพิพักพิพ่วนแบบ “หนึ่งรัฐสองระบบ” ขึ้นมา

ตัวอย่างเรื่องโรงสีซึ่งทรงพลังอย่างมากที่อาจารย์สุนัยยกมาคือ โรงสีขนาดเล็กตามแบบเศรษฐกิจชุมชนนั้นจะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูงกว่าโรงสีขนาดใหญ่ (นี่คือเรื่องสามัญสำนึกทั่วไป ผลิตอะไรมากๆ ก็ย่อมเสียค่าใช้จ่ายในการผลิตน้อย ว่ากันตามตรง แนวคิดทุนนิยมมันก็เกิดมาจากการแลเล็งเห็นช่องว่างและความได้เปรียบดังกล่าว) ดังนั้นโรงสีชุมชนจึงกลายเป็นตัวดูดเงินทุนของรัฐบาล เพราะต้องคอยเอาเงินมาโปะตัวเลขแดงในบัญชี ตรงนี้เลยเกิดปฏิทรรศน์ (paradox) ขึ้นมา กล่าวคือไปๆ มาๆ ค่าใช้จ่ายแบบพอเพียงอาจจะสูงยิ่งกว่าค่าใช้จ่ายต่อหน่วยในระบบทุนนิยมก่อได้ (แต่ก็อย่าลืมว่าสำหรับกรณีโรงสี ค่าใช้จ่ายในระบบทุนนิยมก็ต้องบวกเอาค่าขนถ่าย ค่าน้ำมัน และค่าอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายด้วย)

ทีนี้ปัญหาที่ควรจะเป็นปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ก็เลยกลายไปเป็นปัญหาทางอุดมคติขึ้นมาว่า ฝ่ายหนึ่งถาม “จ่ายแพงกว่าทำไม” อีกฝ่ายโต้ “ฉันจ่ายแพงกว่าได้ ในเมื่อฉันไม่คิดจะเอากำไรขาดทุนมาประเมินตัวเองตั้งแต่แรก” เราในฐานะคนกลาง คงไม่มาเข้าข้างนั่งเถียงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรอก แต่อยากยกตัวอย่างจาก Development as Freedom ของอมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลว่า ต่อให้เรายึดหลัก “อิสรภาพ” มีคุณค่าเหนือเงินตรา สุดท้ายก็ต้องสร้างมาตรวัดทางปริมาณมาชั่งน้ำหนักไอ้สิ่งที่เรียกว่า “อิสรภาพ” อยู่ดี ดังนั้นเราไม่อาจปฏิเสธ หรือหลีกหนีการตัดสินปัญหานี้ด้วยตัวเลขได้

ส่วนที่เราไม่เห็นด้วยกับอาจารย์สุนัยนั้น คือเราอยากตั้งคำถามว่าเหตุใดอาจารย์สุนัยถึงต้องแยกเศรษฐกิจทุนนิยมและเศรษฐกิจชุมชนให้เป็นน้ำและน้ำมัน เป็นขั้วตรงข้ามกันขนาดนี้ “หนึ่งรัฐสองระบบ” ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เจ้าพ่อเศรษฐกิจทุนนิยมโลกอย่างจีน (เฮะ เฮะ เฮะ) เขาก็เป็นกัน ในบางโอกาส บางสถานที่ เศรษฐกิจชุมชนนั้นมีข้อดีอยู่มากมาย และน่าจะพยายามค้นหาวิธีให้สองระบบทำงานผสานกัน มากกว่ามองอย่าง “ไม่ใช่พวกเรา ก็เป็นศัตรู” เช่นนี้

การเมืองใหม่ที่ไม่ใช่เงินเป็นใหญ่ (ประเวศ วะสี)


ที่จะกล่าวนี้เป็นเรื่อง “ระบบ” ไม่ได้หมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ขอให้เป็นกระบวนการทางปัญญามากกว่าเอาไปเร้าอารมณ์กันเรื่องบุคคล

เอาล่ะ ในเมื่อคุณหมอประเวศกล่าวมาเช่นนี้ เราก็จะขอเขียนถึง การเมืองใหม่ที่ไม่ใช่เงินเป็นใหญ่ โดยเอา “ความคิด” เป็นที่ตั้งไม่พูดถึงตัวบุคคลบ้างก็แล้ว แต่ขอแซวเล็กๆ ก่อนว่าหนังสือเล่มบ๊างบางแบบนี้ เหมาะยิ่งนักจะเรียกมันขำๆ ว่า “พันธมิตรมานิเฟสโต"

อย่างไรก็ตาม “การเมืองใหม่” ของคุณหมอประเวศก็ไม่ใช่การเมืองใหม่แบบพันธมิตรเสียทีเดียว ในส่วนที่เหมือนกันคือปฏิเสธระบบประชาธิปไตยที่อิงอยู่บนการเลือกตั้ง แต่ก็ต้องชื่นชมคุณหมอเพราะทางออกที่ท่านเสนอมานั้น ไม่ได้เน้นย้ำการแต่งตั้ง สูตร 70/30 อะไร มีกล่าวถึงเป็นเซคชั่นเล็กๆ ในหนังสือ แต่ก็ทิ้งไว้แค่นั้น ขนาดคุณหมอประเวศเองก็คงตระหนักว่าให้ทั้งประเทศเลือกนักการเมืองดีๆ เข้ามาทำงานยังเลือกกันไม่ได้ นับประสาอะไรกับกรรมการจัดตั้งหยิบมือเดียว

อีกส่วนหนึ่งซึ่งเราเห็นด้วยและคิดว่าเป็นหัวใจหลักของ การเมืองใหม่ที่ไม่ใช่เงินเป็นใหญ่ คือการสร้างระบบประชาธิปไตยโดยเน้นที่รากฐาน ให้ผู้คนระดับรากหญ้าในแต่ละชุมชนมีส่วนร่วมในการปกครองตัวเอง ประชาธิปไตยระดับชุมชนจะทำงานควบคู่ไปกับรัฐบาลกลาง แนวคิดของคุณหมอประเวศนั้นคล้ายคลึงกับประชาธิปไตยแบบอนุรักษ์นิยมในอเมริกา ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลควรเป็นองค์กรที่มีขนาดเล็กและมีอิทธิพลที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ในขณะนี้ Ron Paul คือเจ้าพ่อของลัทธินี้)

แต่ที่เราไม่เห็นด้วยคือ คุณหมอประเวศใช้เหตุผลว่า การเลือกตั้งเป็นเรื่องของคนกลุ่มน้อยที่มีเงิน ดังนั้นระบบที่อิงอยู่บนการเลือกตั้งจึงเป็นระบบของคนกลุ่มน้อยไม่เป็นประชาธิปไตย ขอยกคำพูดซึ่งเราเชื่อว่าเป็นหัวใจของการเมืองใหม่มาไว้ที่นี่แล้วกัน

กระบวนการทางศีลธรรมหมายถึงความถูกต้องเป็นธรรมและเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ในขณะที่ธนานุภาพขาดความถูกต้องเป็นธรรม และทำเพื่อประโยชน์คนส่วนน้อย จึงขาดพลังทางศีลธรรม

ในความเห็นเรา ปัจจุบันเงินตราก็เหมือนภาษาอังกฤษ แม้จะเป็นภาษาที่คนส่วนน้อยในโลกใช้ แต่เมื่อมันมีสถานภาพเป็นภาษาสากล การปฏิเสธจะเรียนรู้หรือข้องแวะกับภาษาอังกฤษดูจะมาจากมิจฉาทิฐิเสียมากกว่า ในทำนองเดียวกัน ในเมื่อการเลือกตั้งสามารถถูกซื้อได้ ก็หมายถึงเงินตราคือเรื่องของคนส่วนใหญ่ เป็นผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศ การเมืองใหม่จะไม่มีหมายความใดๆ ไม่อาจเกิดขึ้น หรือเติบโตไปไหนได้ ถ้าไม่เอาแง่มุมด้านเงินตรามาขบคิด

แน่นอนว่าปัจจุบันเงินตราไม่ได้มาในรูปแบบของเงินทอง เหรียญหรือธนบัตรที่จับต้องได้อีกต่อไปแล้ว แต่มันมาในรูปแบบของนโยบาย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ท้ายสุดธนาธิปไตยอาจไม่มีความแตกต่างใดๆ เลยกับการเมืองใหม่ก็ได้

ส่วนเรื่องศีลธรรม ถ้าย้อนตัวอย่างพรรคนาซีซึ่งคุณหมอประเวศหยิบยกมาใน การเมืองใหม่ที่ไม่ใช่เงินเป็นใหญ่ ต้องไม่ลืมว่าฮิตเลอร์ชนะการเลือกตั้งมาก็ไม่ใช่เพราะเงินตรา แต่เพราะ “ศีลธรรม” เพราะสิ่งที่คนเยอรมันในสมัยนั้นเชื่อว่าเป็นศีลธรรม ถ้ามองความเป็นจริงในโลกและในประวัติศาสตร์ จะพบว่า “ศีลธรรม” คือต้นเหตุของสงครามและการเข่นฆ่าไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเงินตราแต่อย่างใด

"นักท่องเที่ยวคือคนสำคัญของประเทศ"


ที่จั่วหัวไว้ข้างบนนี้คือคำโปรยใหม่ของททท. ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใหม่สักแค่ไหน เพราะเราเพิ่งสังเกตมันแปะอยู่บนหลังรถเมล์ ประกอบภาพครอบครัวขยายมีพ่อ แม่ ลูก ปู่ ย่า ตา ยาย พี่ ป้า น้า อา กำลังสนุกสนานกับการปีนเขา ชมทิวทัศน์ พร้อมทั้งอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นจากภาคต่างๆ (ออกอาการจับแพะชนแกะเล็กน้อย เหมือนแม่เพิ่งไปเที่ยวเชียวใหม่มา ส่วนพ่อไปอุดร ลูกไปปัตตานี แล้วค่อยมานัดเจอกัน)

อย่างไรก็แล้วแต่ เราชอบคำโปรยตัวนี้ไม่น้อยและคิดว่ามันมีนัยยะน่าใคร่ครวญ โดยเฉพาะเมื่อเอาไปประกอบกับสปอตโฆษณาชิ้นอื่นๆ ของททท. ในช่วงนี้ เราจะอ่านได้ถึงท่าทีและความหมายของคำว่า "การท่องเที่ยวไทย" ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อน

ชัดเจนสุดก็คือกลุ่มเป้าหมาย ลองเปรียบเทียบกับโฆษณายุค Amazing Thailand หรือ Unseen Thailand ดู จะเห็นว่าโฆษณาของททท. ในยุคนี้มุ่งเป้าหมายไปที่คนไทยด้วยกันอย่างชัดเจนมากขึ้น ว่ากันว่าตั้งแต่ Amazing Thailand หรือ Unseen Thailand แล้ว จุดมุ่งหมายของสองโครงการณ์ก็ไม่ใช่ว่าชักชวนฝรั่งเข้ามาเที่ยวในประเทศเราสักเท่าไหร่หรอก แต่เป็นการชักชวนคนไทยด้วยกันเองเที่ยวประเทศเราเอง แทนที่จะเอาเงินไปถลุงนอกบ้าน (และเสริมสร้างลัทธิชาตินิยมภูมิใจไทยอยู่กลายๆ ) ดังนั้นโฆษณายุดนี้ของททท. จึงน่าชื่นชมตรงที่มีความจริงใจและเลิกเสแสร้งทำตัวเป็นทูตวัฒนธรรม แต่ให้รู้กันชัดๆ ไปเลยว่าเราตั้งใจขายคนไทย (ข้อดีของการเลิกเสแสร้งก็คือไม่ต้องประเคนวัฒนธรรมไทยอันฉาบฉวยเข้าไปในโฆษณา)

แต่ประเด็นที่น่าสนใจสุดคือคำโปรยที่จั่วหัวไว้ข้างบน "นักท่องเที่ยวคือคนสำคัญของประเทศ" สำคัญอย่างไร ถ้าจำไม่ผิดคำโปรยหลักตัวนี้ประกอบอยู่กับคำโปรยย่อยว่า "เศรษฐกิจแก้ไขได้เพียงพวกเราเที่ยวเมืองไทย" อีกนัยหนึ่ง นี่คือการพูดถึงประโยชน์ของการท่องเที่ยวในแง่ของการกระจายรายได้ ซึ่งมีใจความอยู่ข้างลัทธิบริโภคนิยม/ทุนนิยมนั่นเอง

ตรงนี้น่าขบคิดมาก เพราะถ้าตรึกตรองดีๆ จะพบว่าคำโปรยนี้มันแหวกแนวจากขนบคิดในบ้านเราสักแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการยกย่อง "นักท่องเที่ยว" อันเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกใช้อย่างดูถูกดูแคลนโดยปัญญาชนกลุ่มหนึ่ง (ในฐานะที่มันตรงข้ามกับ "นักเดินทาง") ให้กลายเป็นบุคคลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการชักชวนให้ผู้ฟังออกไปท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียงเพราะทรัพยาการการท่องเที่ยวอันสวยงาม (เหมือนกับ Amazing Thailand และ Unseen Thailand) แต่ยกสถานะการท่องเที่ยวให้เป็นหน้าที่ (ของชนชั้นกลาง) ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับกลไกบริโภค/นิยมนิยม ที่ว่าคนรวยๆ หรือพออยู่พอกินในกรุงเทพก็ต้องออกไปหว่านโปรยเม็ดเงินในต่างจังหวัดนี่แหละ

ไม่ได้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสานส์แอบแฝงในโฆษณาชิ้นนี้ (ถ้าจะพูดเรื่องนี้จริงๆ คงต้องว่ากันยาว) เพียงแต่เราว่ามันน่าสนใจ (และน่าชื่นชม) อยู่ไม่น้อย กับการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวกับนโยบายใหม่ของททท. (แทนที่จะขายความฉาบฉวยต่อไปเรื่อยๆ ให้มันอ้วกแตกกันทั้งคนไทยและคนต่างชาติ)

การสื่อสารความหมายใน "การ์ตูนไทยพันธุ์ใหม่" (วรัชญ์ วานิชวัฒนากุล)


ให้ตายสิ เราสงสัยจริงๆ และสงสัยมาโดยตลอดว่าทำไม “การ์ตูนไทยพันธุ์ใหม่” ถึงต้องเอาตัวละครและท้องเรื่องมาจากวรรณคดีไทยหรือนิทานพื้นบ้านด้วย การสื่อสารความหมายใน “การ์ตูนไทยพันธุ์ใหม่” งานวิจัยโดยวรัชญ์ วานิชวัฒนากุล นอกจากจะให้คำตอบกับพฤติกรรมตรงนี้แล้ว ยังปฏิเสธมันไปด้วยเลย

“การ์ตูนไทยพันธุ์ใหม่” ตามนิยามของคุณวรัชญ์คือการ์ตูนคนไทยวาดที่ใช้ลายเส้น การนำเสนอแบบการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างจากการ์ตูนไทยพันธุ์เดิมที่ถ้าไม่ใช่ลักษณะของภาพล้อเลียน (เช่น ขายหัวเราะ) ก็เป็นภาพ “สมจริง” (เช่น การ์ตูน "เล่มละบาท") ผู้วิจัยไม่ได้เสียเวลาตั้งคำถาม เหมือนที่เราถามว่าทำไมการ์ตูนไทยพันธุ์ใหม่ถึงต้องอิงวรรณคดีหรือนิทานพื้นฐาน โดยคุณวรัชญ์สรุปเอาเลยว่า การใช้วัฒนธรรมไทยเดิมเป็นการสร้างความคุ้นเคยและช่วยให้ผู้อ่านเปิดรับผลงานประเภทนี้ได้ง่ายขึ้น

กระนั้นก็ตามถ้ามองอย่างใช้สามัญสำนึก จะพบว่าข้อสรุปตรงนี้มีช่องโหว่เต็มไปหมด ประการแรกผลงานเหล่านี้ผลิตขึ้นมาโดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กที่อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมาแต่ไหนแต่ไร ถ้าผู้บริโภคเปิดรับการ์ตูนที่มาจากต่างวัฒนธรรมได้ เหตุไฉนถึงต้องอาศัยการอุดช่องโหว่ตรงนี้ในการ์ตูนไทย ถ้าจะพยายามยัดเยียดไกรทองมาให้ผู้อ่านที่คุ้นเคยกับ Death Note ผลลัพท์น่าจะเป็นในทางตรงกันข้ามเสียมากกว่า แม้แต่ในผลงานวิจัยของคุณวรัชญ์เอง ที่ไปสอบถามเด็กๆ แปดคน ก็ได้ข้อสรุปว่า การดัดแปลงรามเกียรติ์มาเป็นการ์ตูนไทยเรื่อง หนุแมน ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากเด็กที่มีพื้นความรู้ทางด้านรามเกียรติ์อยู่บ้างแล้ว

ว่ากันจริงๆ ที่การ์ตูนไทยพันธุ์ใหม่ต้องอิงวรรณคดีไทยหรือนิทานพื้นบ้าน น่าจะเป็นการเอาอกเอาใจผู้ใหญ่เสียมากกว่า เพราะผู้ใหญ่ชอบมองว่าการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นพิษเป็นภัย อย่างน้อยการที่มันมาอิงอะไรไทยๆ ก็เหมือนเอาน้ำหวานมาผสมยาขมนั่นเอง

อยากจบบทความนี้ด้วยการแนะนำ Executional ผลงานของคุณภานุวัฒน์ ซึ่งสลัดความเป็นไทย (อันฉาบฉวย) ทิ้ง เพราะเป็นการ์ตูนเกี่ยวกับเกมออนไลน์ (นี่ก็เป็นอีกวัฒนธรรมนำเข้า ที่ผู้ใหญ่มองมันด้วยสายตาฮึ่มฮั่ม) ต้องยอมรับความกล้าของคุณภานุวัฒน์และทีมสร้างสรรค์ที่ฉีกตัวเองออกจากกรอบวัฒนธรรมได้สำเร็จ ที่สำคัญใครไม่เคยเล่นเกมออนไลน์ไม่ต้องห่วง เราเองก็ไม่เคยเล่นเหมือนกัน แต่ก็ยังสนุกสนานไปกับการผจญภัยของกานดาและเหล่าเพื่อนพ้องได้

ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ข้อสรุปของคุณวรัชญ์ใน การสื่อสารความหมายใน “การ์ตูนไทยพันธุ์ใหม่” และ Executional ของคุณภานุวัฒน์น่าจะเป็นบทพิสูจน์แล้วว่าการถมช่องว่างและสร้างเอกลักษณ์ความเป็นไทยมันจำเป็นสักแค่ไหน หรือเป็นแค่วาทกรรมจอมปลอม แอบอ้างขึ้นมาเพื่อเอาอกเอาใจผู้ใหญ่ โดยลืมนึกถึงผู้บริโภคไป สุดท้ายก็กลายเป็นการเหยียบเรือสองแคมที่ไม่มีใครถูกใจเลย