G. P. Cestaro's "Queer Italia"


Queer Italia รวมบทความว่าด้วยประเด็นเพศที่สามในวรรณกรรม และภาพยนตร์อิตาลีตั้งแต่อดีตกาล (ประมาณศตวรรษที่ 13) จนถึงยุคปัจจุบัน แต่ละบทความถูกเขียนโดยแต่ละนักคิด ซึ่งจับหัวข้อที่แตกต่างกันไป (เซสทาโรเป็นเพียงบรรณาธิการเล่มเท่านั้น ไม่ได้เขียนเอง) ดังนั้นขอมุ่งเป้าไปพูดถึงบทความที่เราชอบสุดในเล่มก็แล้วกัน

Reluctantly Queer พูดถึงความยากลำบากในการเขียนนิยายเพศที่สาม โดยสรุปคือสำหรับนิยายที่มีตัวเอก หรือตัวละครเด่นเป็นเพศที่สาม (ข้อเจาะจงเฉพาะเกย์ก็แล้วกันนะ) คนเขียนไม่สามารถบรรจุผลงานของตัวเองเข้าไปยังขนบวรรณกรรมประเภทอื่นๆ แบบที่เคยเขียนกันมาก่อนได้ ศิลปะเพศที่สามจึงมีลักษณะ "แตกกระจาย" และ "แยกย่อย" ซึ่งไม่ได้หมายความว่าแต่ละเล่มจะไม่ดี แต่เมื่อมองภาพรวมแล้ว เราจะได้ genre ที่อ่อนแอกว่าศิลปะแบบอื่นๆ

ศิลปะเพศที่ 3 มีลักษณะของการหยิบยืม และอิงขนบศิลปะแนวอื่นอยู่มาก อาจกล่าวได้ว่าความสำเร็จของภาพยนตร์ หรือนิยายเพศที่ 3 อยู่ตรงมันสามารถอิงตัวเองกับขนบ (เช่น รักแห่งสยาม) หรือฉีกตัวเองออกจากขนบ (เช่น สัตว์ประหลาด) ได้สักแค่ไหน ถ้ามองในแง่ดีคือความแปลกใหม่ การที่มันไม่มีขนบให้เกาะ นิยาย หรือภาพยนตร์เพศที่สามจึงสามารถลื่นไหล และหลุดจากกรอบต่างๆ ได้ง่าย แต่ขณะเดียวกัน ก็สามารถบังเกิดกรณี exploitative art ได้เช่นกัน กล่าวคือการใช้ภาพเพศที่สามในลักษณะดูถูกดูแคลน เพื่อจุดประสงค์ในการขับเคลื่อนเรื่องราว (ไม่ยกตัวอย่างแล้วกัน)

K. J. Arrow's "The Limits of Organization"


คำถามศูนย์กลางของ The Limits of Organization คือทำไมประชาชน พนักงาน หรือปัจเจคบุคคลต้องทำตามคำสั่ง หรือกฎเกณฑ์ขององค์อธิปัตย์ หรืออำนาจในสังคม บริษัท หรือหน่วยงานใดๆ ก็ตามที่ปัจเจคผู้นั้นเป็นส่วนหนึ่งด้วย The Limits of Organization ถอดความมาจากเลคเชอร์ของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เคนเนธ แอโรว์ จริงๆ แล้วต้นเล่มแอโรว์พูดถึงข้อดีข้อด้อยของกลไกตลาดด้วย แต่พักเรื่องนั้นไว้ก่อนชั่วคราวก็แล้วกัน

แอโรว์วิเคราะห์ความสัมพันธ์ในองค์กรโดยอ้างทฤษฎีข้อมูล อุปมาซึ่งเราชอบมาก และน่าจะนำไปสู่คำถามอื่นที่น่าขบคิดได้คือ แอผู้นำองค์กรเสมือนระบบสัญญาณไฟจราจร ไฟเขียวไฟแดงนั้นไม่ได้เปิดปิดกันมั่วๆ แต่มีหลักการซึ่งตอบสนองกับความหนาแน่นของเขตจราจร และสี่แยกต่างๆ ถ้าคนกรุงเทพทุกคนมีพลังจิตสื่อสารกันได้ เราก็ไม่ต้องใช้สัญญาณไฟจราจร เพราะนั่นเท่ากับคนกรุงเทพทุกคนรู้ว่าเขตการจราจรทุกเขตเป็นอย่างไร และตัดสินใจได้ว่าฉันควรจะขับรถไปข้างหน้า หรือหยุดรอตรงสี่แยกนี้อีกสักพักหนึ่ง แต่เนื่องจากคนกรุงเทพไม่มีพลังจิต ระบบการจราจรถึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ 1) รวบรวมข้อมูลการจราจรของทุกสี่แยกในกรุงเทพ และ 2) นำข้อมูลเหล่านั้นมาตัดสินใจผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

อีกนัยหนึ่งคือ ผู้นำ หรือองค์อธิปัตย์มีอำนาจการตัดสินใจแทนปัจเจคในองค์กรเนื่องจากเขา หรือพวกเขาทราบข้อมูลทุกอย่าง ทุกแง่มุม ซึ่งปัจเจคไม่ทราบนั่นเอง

การเข้าใจระบบการจราจรน่าจะช่วยให้เราเข้าใจพื้นฐานของระบบอื่นๆ ในสังคม ตั้งแต่เศรษฐกิจ ถึงการเมืองด้วย ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์การจราจรคงไม่ได้เปิดไฟเขียวไฟแดงเพื่อให้ทุกเขตหนาแน่น หรือเบาบางเท่าๆ กันหมดแน่ ถ้ามีบุคคลสำคัญอยู่บนถนนสุขุมวิท แน่นอนว่าการจราจรบนถนนสุขุมวิทก็จะว่างขึ้นมาอย่างกะทันหัน หรือต่อให้ไม่มีใครอยู่ที่นั่น สุขุมวิท เพชรบุรี ราชดำเนิน ในฐานะที่เป็นถนนสายหลัก ก็ต้องได้รับความสำคัญเหนือถนนสายอื่น ถ้าสุขุมวิทติดบรรลัย สายอื่น สายเล็กสายน้อยก็จะติดตามไปด้วย ดังนั้นต้องระบายสุขุมวิทให้ได้ก่อน

อีกปัญหาที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เป็นปัญหาทางจิตวิทยา ทำไมคนกรุงเทพถึงได้เชื่อฟังสัญญาณไฟจราจรนัก แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเรากลัวตำรวจจราจร ทำไมคนกรุงเทพที่ชอบคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนอื่นถึงไม่ขับรถฝ่าไฟแดง แสดงว่าต้องมีสัญลักษณ์ของอำนาจบางอย่างในสัญญาณไฟจราจร (อย่าอ้างว่าการจราจรเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะอย่างที่รู้ๆ กัน "เวลา" นั้นเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด สำคัญเสียยิ่งกว่าเงินทอง หรืออิสรเสรีภาพเสียอีก)

สำหรับคนกรุงเทพที่บ่นเรื่องรถติดกระปอดกระแปดมาตั้งแต่สิบยี่สิบปีที่แล้ว เรารู้อะไรเกี่ยวกับกับการจราจรน้อยมากๆ !

ชาติเสือไว้ลาย (พีรศักดิ์ ชัยได้สุข)


วู้! ในที่สุดเราก็ได้ดู องค์บาก 2 ต้องขอบคุณกระทรวงวัฒนธรรมที่เอาภาพยนตร์ไทยมาเผื่อแผ่ชาวแอลเอ แต่จะขอบคุณมากกว่านี้ถ้าเอาหนังดีๆ เรื่องอื่นมาฉายด้วย (ไม่ใช่...) องค์บาก 2 นั้นรู้ๆ กันอยู่ว่ากำกับโดยจา และจาก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่านอกจากจะอยู่เบื้องหน้าความสำเร็จของภาพยนตร์ เขายังสามารถอยู่เบื้องหลังได้ด้วย อย่างไรก็ตามผู้กำกับอีกคนของ องค์บาก 2 คือคุณพันนา ฤทธิ์ไกร ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังหนังไทยแอคชั่นที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งคือ คนไฟบิน

โดยผิวเผิน ทั้ง องค์บาก 2 และ คนไฟบิน ก็มีส่วนคล้ายคลึงกันอยู่ไม่น้อย ทั้งสองเรื่องมีฉากย้อนยุค (องค์บาก 2 ย้อนไปไกลกว่า) เกิดเหตุแถวๆ ภาคอีสาน และทั้งสองเรื่องนี้มีพระเอกเป็นโจร แต่เอาเข้าจริง คนไฟบิน เป็นหนังที่ผู้สร้างเปิดพงศาวดาร แล้วนำมาดัดแปลงเป็นเรื่องราวแฟนตาซีอย่างหลักแหลม ขณะที่ องค์บาก 2 ฉีกตำราประวัติศาสตร์กันซึ่งๆ หน้า (มีกษัตริย์ศรันยูมาเป็นต้นราชวงศ์ครุฑาเทวา วุ้ย! มาจากไหนเนี่ย) ยิ่งได้อ่าน ชาติเสือไว้ลาย ก็ยิ่งทึ่ง คนไฟบิน ภาพยนตร์แอคชั่น (ที่สมควรจะ) โง่ๆ กลับสะท้อนความซับซ้อนของสังคมสมัยก่อน ตั้งแต่สัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ (ขุนลีโอพุฒ) โจร ทั้งฝ่ายดี ฝ่ายร้าย และชาวบ้าน รวมไปถึงแง่มุมทางไสยศาสตร์ ความสำคัญของนายฮ้อย และควาย อันเป็นปัจจัยหลักทางเศรษฐกิจในสมัยโบราณ ล้ำเลิศ ล้ำเลิศ (ตบเข่าฉาด!)

จริงๆ หนังสือ ชาติเสือไว้ลาย ก็เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่ดีมากเช่นกัน อ่านสนุก ได้ความรู้ ถ้าจะมีติหน่อย ก็ตรงควรอัดภาพประกอบเยอะกว่านี้ อาจารย์พีรศักดิ์เล่าถึง "เสือ" หรือ "โจร" หรือ "นักเลง" ในอดีต และความสำคัญของบุคคลเหล่านี้ต่อโครงสร้างสังคม ก่อน และหลังปฏิรูปการปกครอง (ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงการปกครองนะ ปฏิรูปการปกครองหมายถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยรวบรวมหัวเมือง และแว่น แคว้นต่างๆ สร้างเป็นรัฐชาติ)

สาเหตุที่เราชอบหนังสือเล่มนี้นัก เพราะ ชาติเสือไว้ลาย วาดภาพสังคมไทยในช่วงปีพ.ศ. 2430-2450 ได้อย่างน่าสนใจ (ในยุคเดียวกันนี้บิสมาร์คกำลังแผ่อำนาจไปทั่วยุโรป พร้อมๆ กับอเมริกาเลียแผลจากสงครามกลางเมือง) สังคม(ชนบท)ไทยในสมัยนั้นเผื่อแผ่เกื้อกูลกัน ระหว่างชนชั้น แต่ก็ห่างไกลจากความสวยงามแบบอุดมคติที่นักคิดอนุรักษ์นิยมหลายคนชอบวาดภาพกัน ประเทศไทยสมัยก่อนมีกฎเกณฑ์กฎระเบียบที่ยุ่งยากไม่แพ้สมัยนี้ ยกตัวอย่างเช่นการจัดการดูแลควาย การโยกย้ายควายข้ามท้องถิ่นหรืออำเภอ ซึ่งถ้าเทียบกับสมัยนี้แล้ว การจัดการรถไถนาท่าจะง่ายกว่าเยอะ หรือความสัมพัมธ์ระหว่าง "อิทธิพล" (ซึ่งก็คือโจร) และ "รัฐ" (ซึ่งก็คือเจ้าหน้าที่) เราได้เห็นเมล็ดพันธุ์ของการคอรัปชั่น ซึ่งก็เติบโตมาจาก และอยู่ในสังคมไทยตั้งต้นตั้งแต่แรก ไม่ได้รับเอามาจากชาติตะวันตก หรือทุนนิยงนิยมที่ไหน

ชาติเสือไว้ลาย เป็นหนังสือที่ไม่อยากให้ใครพลาดจริงๆ อ่านจบแล้วอย่าลืมหา คนไฟบิน มาดูด้วยนะ

I. Murdoch's "The Italian Girl"


ว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว The Italian Girl อาจไม่ใช่นิยายที่ดีเด่นอะไรนัก แต่มีบางอย่างดึงดูดเรา และทำให้อ่านแล้วไม่ผิดหวัง (หลังจากอ่านนิยายของเมอดอชมายี่สิบกว่าเล่ม "ไม่ผิดหวัง" นี่ต้องถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างมหาศาล) บางอย่างที่ว่านี้คือความ "เล็กน้อยถ่อมตน" ของมัน The Italian Girl ยาวแค่ 210 หน้า ถ้าจำไม่ผิด นี่อาจเป็นนิยายที่สั้นสุดของเมอดอชที่เราเคยอ่านก็ได้ ภายในจำนวนหน้าบางๆ มันบรรจุความเป็นเมอดอชเข้าไปอย่างครบถ้วน เหมือนภาพวาดของมอนเดรียน ที่ไม่ขาดไม่เกิน กำลังพอดี

แน่นอนว่าเมื่อมันเป็นนิยายแบบเมอดอช ก็แสดงว่าหนีไม่พ้นเรื่องชู้สาวผิดศีลธรรม ออตโต เป็นช่างปั้นขี้เหล้า ซ้อมภรรยา และมีสัมพันธ์สวาทกับเอลซา หญิงสาวสติไม่ดี น้องสาวของเดวิด ผู้เป็นลูกศิษย์ของออตโต ขณะเดียวกันฟลอรา ลูกสาวของออตโตต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดีกับเด็กในครรภ์ ภายหลังจากที่ลิเดีย แม่ของออตโตเสียชีวิต เอ็ดมุน น้องชายของออตโตเดินทางมาร่วมงานศพ เอ็ดมุนคนนี้แหละที่เป็น "ผม" หรือตัวเอก ผู้เล่าเรื่องในนิยาย อ๋อ...แล้วที่ขาดไม่ได้คือ "หญิงสาวชาวอิตาลี" หรือ มาเรีย คนรับใช้ และผู้ดูแลลิเดียในช่วงปั้นปลายชีวิต

ถึงโดยผิวเผิน The Italian Girl จะเป็นนิยายสูตรๆ ของเมอดอช แต่ตัวละครเอ็ดมุนช่วยให้นิยายเรื่องนี้มีเอกลักษณ์ขึ้นมา The Italian Girl เริ่มเรื่องด้วยเอ็ดมุน มาถึงบ้านของออตโตกลางดึก เราไม่รู้อะไรทั้งนั้น ไม่รู้ว่า "ผม" คือใคร บ้านหลังนี้คือบ้านของใคร ตั้งอยู่ที่ไหน ตั้งแต่ต้นจนจบนิยาย เอ็ดมุนคือบุรุษปริศนา ปราศจากที่มาที่ไป เราพอรู้คร่าวๆ ว่าเขาเป็นนักลงรัก อาศัยอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อนสาว หรือเพื่อนชาย ชีวิตของเอ็ดมุนตรงข้ามกับความยุ่งเหยิงในครอบครัวของออตโตอย่างสิ้นเชิง เอ็ดมุนเหมือนกับคนแปลกหน้าที่จู่ๆ ก็เดินเข้ามาในนิยายของเมอดอช ต้องมาเป็นสักขีพยานในละครน้ำเน่าของพี่ชาย พี่สะใภ้ และหลานสาว

ถ้าจะตินิยายเล่มนี้ก็คือตอนจบที่ลากยาวเกิน แต่จะมองว่านั่นเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเมอดอชก็ได้ ปัญหาอื่นๆ เช่นอาการเอะอะโวยวายชนิดละครกันตนายังอาย (ใน The Italian Girl มีกระทั่งโมทีฟมรดกลึกลับ) และขนบที่ว่าต่อให้สัมพันธ์ระหว่างตัวละครพันตูยุ่งเหยิงแค่ไหน เมื่อได้มีการระเบิดอารมณ์ มีอุบัติเหตุ และโศกนาฏกรรม คนที่รอดชีวิตมาได้จะพบหนทางสว่างในการแก้ปัญหา ถ้านิยายเล่มนี้มีแต่เรื่องของครอบครัวออตโต มันก็คงเป็นนิยายสูตรๆ ของเมอดอช แต่เมื่อถูกเล่าผ่านสายตา "คนแปลกหน้า" มันกลายเป็นนิยายที่มีชั้นเชิงขึ้นมาในทันที

ถ้าแบ่งนิยายของเมอดอชเป็นสองประเภทคร่าวๆ คือ ที่เกิดในเมือง และเกิดในชนบท The Italian Girl จัดอยู่ในประเภทหลัง แต่มันต่างจากนิยายชนบทเล่มๆ อื่นของเมอดอชคือ ไม่ได้มีการเน้นฉากนัก ทั่วไปแล้วนิยายชนบทของเมอดอชจะเล่นกับเวทมนต์คาถาในธรรมชาติ โดยเฉพาะ The Unicorn ซึ่งเป็นเล่มก่อนหน้า The Italian Girl ด้วยซ้ำ แต่ในสองร้อยหน้าสั้นๆ ของ The Italian Girl มีการบรรยายฉากน้อยมาก ซึ่งเราชอบ

ด้วยเหตุนี้เราจึงอยากเรียกมันว่านิยาย "เล็กน้อยถ่อมตน" สั้นๆ เล็กๆ กำลังพอดี นี่คือนิยายที่เรานึกภาพตัวเองเขียนได้เลย ใครจะไปรู้ บางทีมันอาจจะกลายเป็นหนังสือที่มีบทบาทกับอนาคตอันใกล้นี้ก็ได้

R. Williams's "Marxism and Literature"


ชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ในห้อง เราแบ่งส่วนประกอบต่างๆ ของห้องได้เป็นสองประเภทใหญ่คือ สิ่งจำเป็นต่อการอยู่อาศัย เช่นพื้นห้อง ผนัง เก้าอี้ เครื่องครัว ตู้เย็น และสิ่งที่มีไว้เพื่อความสบายใจ สบายตา เช่นหน้าต่าง ทีวี หลังคา กระถางต้นไม้ โซฟา และเตาไมโครเวฟ เราขอเรียกประเภทแรกว่า "พื้นฐาน" และประเภทหลังว่า "อุดมคติ" แล้วกัน พื้นฐานของห้องคือสิ่งที่มาพร้อมกับห้อง ตั้งแต่วันแรกที่ชายคนนี้ย้ายเข้ามาอยู่ ส่วนอุดมคติคือสิ่งที่เขาหาซื้อมาประดับเพิ่มเติม ตามรสนิยม และความสนใจ

พื้นฐานของห้องกำหนดความเป็นอยู่ของเขา รวมไปถึงวิถีชีวิต และหน้าที่การงาน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ย่อมนำไปสู่รายได้ กำลังซื้อ เพื่อนฝูง และรสนิยม ซึ่งส่งผลต่อไปว่าอุดมคติประเภทไหนที่เขาหาซื้อมาประดับห้อง ในทางกลับกัน การที่ชายคนนั้นถูกรายล้อมด้วยอุดมคติทุกวันๆ ย่อมส่งผลสะท้อนกลับไปยังวิถีชีวิต เช่นถ้าเขาเห็นกระถางต้นไม้บ่อยๆ เข้า อาจเกิดความต้องการจะเปิดร้านขายดอกไม้ และในบางกรณี อาจสุดโต่งกระทั่งว่าทุบผนัง (อันเป็นพื้นฐาน) เพื่อจะได้มองเห็นสวน

ถ้าเปลี่ยนห้องเป็นสังคม และชายคนนั้น เป็นคนหลายๆ คน เราก็จะได้โครงสร้างสังคมตามปรัชญามาร์กซิส ซึ่งมองว่าสังคมคือความสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่อาศัย พื้นฐาน และอุดมคติ ถึงโดยส่วนใหญ่แล้วพื้นฐาน (ได้แก่สภาพเศรษฐกิจ การเมือง รวมไปถึงภูมิศาสตร์) กำหนดความเป็นอยู่ของผู้คน ซึ่งจะทำให้พวกเขาร่วมกันสร้างอุดมคติขึ้นมา (ได้แก่ศิลปะ ศาสนา วัฒนธรรม) ในบางครั้งอุดมคติก็สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และถึงขั้นพลิกพื้นฐานสังคมได้เลยทีเดียว (กรณีนั้นเรียกว่าการปฏิวัติสังคม)

อัลทัสเซอร์ นักปรัชญามาร์กซิสเชื่อว่ารัฐจะพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อควบคุม และใช้อุดมคติเป็นเครื่องมือ สำหรับอัลทัสเซอร์ สังคมแบบทุนนิยม ก็จะมีวัฒนธรรมแบบทุนนิยม สังคมแบบสังคมนิยม ก็จะมีวัฒนธรรมแบบสังคมนิยม ทั้งเรา และวิลเลียมส์ไม่เห็นด้วยกับอัลทัสเซอร์

ในบทความหนึ่งของ Turning Back the Clock อีโคพูดว่า ถ้าใครศึกษาวรรณกรรม นิตยสาร หรือบทความที่ถูกตีพิมพ์ในอิตาลีช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จะต้องเข้าใจแน่ๆ ว่าอิตาลีเป็นรัฐสังคมนิยม ทั้งที่จริงๆ แล้ว รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลคาทอลิก ช่วงแปดปีประธานาธิบดีบุช ก็ไม่ค่อยจะเคยเห็นสังคมอเมริกาผลิตอุดมคติซึ่งสนองลัทธิอนุรักษ์นิยม ส่วนใหญ่จะตรงข้ามกันเสียมากกว่า หรือในประเทศไทยเอง ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม กลับมีหนังสือ และนิยายเพื่อชีวิตเกลื่อนตลาด

ใน Marxism and Literature วิลเลียมส์พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพื้นฐาน และอุดมคติ ซึ่งซับซ้อนกว่าที่นักปรัชญารุ่นอัลทัสเซอร์เคยเชื่อกัน บางครั้งพื้นฐาน และอุดมคติก็ไปกันได้คนละทาง

ขณะที่มาร์กซิสแบบดั้งเดิมคือการศึกษาโครงสร้างสังคมโดยเน้นที่พื้นฐาน (ระบบเศรษฐกิจ และการเมือง) แต่มาร์กซิสสามารถนำมาดัดแปลงเพื่อศึกษาวรรณกรรม ศิลปะ และอุดมคติอื่นๆ ได้เช่นกัน ชอบไม่ชอบคอมมิวนิสต์ก็เรื่องหนึ่ง แต่ยอมรับในความเจ๋งของปรัชญานี้เลย

...ตราบเท่าที่ยังไม่มีทฤษฎีวรรณกรรมทุนนิยมนะ

U. Eco's "Turning Back the Clock"


พอมานั่งนับนิ้วไล่รายชื่อนักเขียนในดวงใจเราแล้ว ตกใจมากเมื่อตระหนักว่าซี้แหงแก๋กันเกือบทั้งหมด ที่ยังมีชีวิตอยู่เหลือแค่มิลาน กุนเดระ และอัมเบอโต เอโค กุนเดระนั้นเลิกเขียนหนังสือไปเรียบร้อย (หรือถ้ายังเขียนอยู่ ก็นานๆ ออกที) ยังโชคดีหน่อยที่เอโคยังคงผลิตผลงานต่อเนื่อง แม้จะเน้นหนักที่บทความ มากกว่าเรื่องแต่งก็ตาม (กระนั้นเอโคก็จะแปดสิบอยู่รอมร่อ คงอยู่เขียนหนังสือให้เราอ่านได้อีกไม่นานหรอก)

Turning Back the Clock รวมบทความของเอโค ซึ่งส่วนใหญ่เขียนลงหนังสือพิมพ์อิตาลี เก่าสุดในเล่มนี้คือบทความปี 1999 เฉลิมฉลองครบรอบพันปีสงครามครูเสดครั้งที่ 1 เป็นบทความที่ทั้งฮา และบ้าเลือดไปพร้อมๆ กัน ส่วนใหม่สุดเขียนประมาณปี 2004 ซึ่งก็หมายความว่าใน Turning Back the Clock เราจะได้รับทราบความคิดเห็นของผู้แต่งนิยาย The Name of the Rose ว่านักเขียนในตำนานท่านนี้คิดอย่างไรกับจอร์จ บุช สงครามอิรัก 9/11 แฮรี พอตเตอร์ รวมไปถึง รหัสลับดาวินชี (จริงๆ ประเด็นหลังน่าสนใจมากๆ เพราะรหัสลับดาวินชี ก็มีส่วนคล้ายคลึงกับ Foucault's Pendulum นิยายเรื่องเอกอีกเล่มของแก)

ในบทความที่โดนใจเราสุด เอโคพูดถึงสตีเฟน ฮอว์คกิง และหลุมดำ ฮอว์คกิงออกมาประกาศว่าทฤษฎีหลุมดำที่เขาเคยร่างขึ้นมานั้นมีจุดบอด และตอนนี้เขากำลังศึกษาเพิ่มเติม เพื่อแก้ไข และพัฒนาทฤษฎีดังกล่าว เอโคตื่นเต้นกับคำประกาศตรงนี้มาก เขาชี้ให้เห็นว่านี่แหละคือจิตวิญญาณของวิทยาศาสตร์ provando e riprovando ซึ่งเป็นคำขวัญของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งอิตาลีในยุคแรกๆ แปลว่า "พิสูจน์ แก้ไข และปรับปรุงอย่างไม่หยุดยั้ง"

ในฐานะที่เราเองก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ โคตรเห็นด้วยกับความคิดนี้เลย วิทยาศาสตร์ไม่ได้สอนให้เราค้นหา "ความจริง" วิทยาศาสตร์คือการค้นหา "ความเท็จ" ซึ่งสามารถใช้อธิบายหลักฐาน และสนับสนุนเหตุผล ซึ่งตระหนักรู้อยู่ในช่วงเวลาหนึ่งๆ เมื่อมีเหตุผลใหม่ หรือหลักฐานเพิ่่มเติม ความเท็จนั้นก็จะถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นความเท็จอื่นๆ ระหว่างนั้นเอง "วิทยาการ" (เอโคย้ำความแตกต่างระหว่าง "วิทยาศาสตร์" และ "วิทยาการ") ก็นำเอาความเท็จไปแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งประดิษฐ์ซึ่งมีทั้งคุณ และโทษ

จริงๆ แล้วฮอว์คกิงก็เป็นอาจารย์สอนอยู่มหาวิทยาลัยที่เราเรียนนี่แหละ ตอนที่แกออกมาประกาศความผิดพลาดของตัวเองนั้น เราจำได้ว่าเป็นประเด็นชวนถกเถียงอยู่เหมือนกัน มีนักเทศน์อนุรักษ์นิยมออกมาพูดทำนองว่า "เห็นไหม สุดท้ายนักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับว่าตัวเองผิด แล้วแบบนี้พวกเราจะเชื่อพวกเขาได้สักแค่ไหนกันเชียว" นักเทศน์คนนี้มองง่ายๆ ว่าเมื่อวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งผิด สิ่งที่ถูกเขียนในไบเบิ้ล (ซึ่งตรงข้ามกับวิทยาศาสตร์) ก็ต้องเป็นสิ่งถูก

ในบริบทแบบนี้ เราอาจจะมองนักเทศน์อย่างดูถูกดูแคลนนิดๆ ว่า "เอาอะไรที่ไหนมาพูด" แต่ในความจริง มีบริบทมากมายที่ทำให้ความคิดง่ายๆ ซึ่งแบ่งโลกเป็นสองขั้วของนักเทศน์คนนี้ได้รับการยอมรับ เราอยากขยับขยายออกไปอีกด้วยว่า ไม่ใช่แค่วิทยาศาสตร์เท่านั้นที่เป็นการศึกษา "ความเท็จ" แต่วิชาความรู้ทุกแขนง เศรษฐศาสตร์ การเมือง จิตวิทยา แพทศาสตร์ ล้วนแล้วแต่เป็นความเท็จที่ต้อง "พิสูจน์ แก้ไข และปรับปรุงอย่างไม่หยุดยั้ง" (ไม่ใช่การโยนทิ้งแล้วบอกว่าอะไรที่ตรงข้ามกับ "ความเท็จ" เป็น "ความจริง")

การพบว่ายาสมัยใหม่มีผลข้างเคียง และเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องกลับไปหาสมุนไพรทั้งหมด อย่างเราก็เป็นคนที่มีปัญหาร้อนใน และยาสมัยใหม่ชนิดไหนก็ไม่เคยใช้ได้ผล (เคยมีอยู่ตัวหนึ่งชื่อว่า "ทีเจลเจล" แต่บริษัทที่ผลิตยาตัวนี้เจ๊งไปแล้ว) กระทั่งเมื่อได้ค้นพบเสลดพังพอน (ตามรูปข้างบน) ตั้งแต่นั้นเราก็หันมาใช้สมุนไพรชนิดนี้รักษาอาการร้อนในแทน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเลิกกินพารา อาติเฟต คลาริติน หรือหันกลับไปหาสมุนไพรทุกประเภท

ถ้าใครที่ไม่เห็นด้วยกับทั้งหมดที่พูดมานี้ ก็สามารถอ่านอีกบทความหนึ่งใน Turning Back the Clock ได้ ชื่อว่า A Dream ซึ่งเอโคเล่าความฝันเก๊ๆ ของตัวเองว่า เกิดสงครามปรมาณู ทั้งโลกถูกทำลาย เหลือแค่เขา ครอบครัว และเพื่อนสนิทกลุ่มเล็กๆ ทั้งหมดอาศัยอยู่ในโลกเปี่ยมสุขที่ปราศจากวิทยาการ และความรู้ ทำไร่ไถนาปลูกผักปลูกสวน และอ่านหนังสือกันทั้งวันทั้งคืน (เพราะในโลกนี้ไม่มีโทรทัศน์ให้ดู)

ใครจะจับน้ำเสียง irony ใน A Dream ได้มากน้อยเพียงใด ก็เป็นเรื่องต้องที่ไปหามาอ่านพิสูจน์กันเองเอง

N. Frye's "The Educated Imagination"


in medias res เลยก็คือ ฟรายเชื่อว่าวรรณกรรมทุกเล่มมีต้นกำเนิดมาจาก "ขนบธรรมเนียมประเพณี" ไม่ว่าจะหลังสมัยใหม่ รื้อสร้างกันสักเท่าไหร่ ท้ายสุดของวรรณกรรมต้องโยงกลับไปหา "วรรณคดี" "ตำนาน" หรือ "คัมภีร์ทางศาสนา" ให้ได้ ฟรายจึงเห็นว่าสมควรแล้วที่วิชาวรรณกรรม สำหรับโลกตะวันตก ต้องเริ่มมาจากคัมภีร์ไบเบิ้ล ซึ่งถือเป็นแม่แบบของหนังสือทั้งปวง

เพื่อความสนุก วันนี้ก็เลยจะมาลองวิเคราะห์ สุดเสน่หา ตามแนวทางของฟรายดู ทำไมต้องเป็น สุดเสน่หา ด้วย มันเป็นหนังสือหรือเปล่ายังไม่ใช่เลย เรา obsess อะไรกับพี่เจ้ยนักหนา (คราวก่อนก็เคยเขียนถึง สัตว์ประหลาด และ แสงศตวรรษ ไปแล้ว) ส่วนหนึ่งเพราะหนังของพี่เจ้ยนั้น เคยได้ยินหลายคนบ่นว่า "ดูยาก" หรือ "ดูไม่รู้เรื่อง" เราเองก็ไม่ได้คิดเช่นนั้นหรอก แต่พี่เจ้ยถูกมองว่าเป็นนักทำหนัง "รุ่นใหม่" ประกอบกับความพยายามถีบตัวเองให้พ้นจาก "ขนบธรรมเนียมประเพณี" เราจึงถือว่าการมอง สุดเสน่หา ในกรอบของวรรณคดีไทย น่าจะเป็นเรื่องท้าทายดี

ก่ายหน้าผากอยู่นาน เราก็สรุปได้ว่า สุดเสน่หา นั้นคือภาคต่อของวรรณคดีไทยเรื่อง รามเกียรติ ชัดเจนสุดก็คือฉากจบที่มีการจับเอาตัวละครคนพม่าไปลอยน้ำ พิธีกรรมลอยน้ำ หรืออะไรศักดิ์สิทธิ์ๆ ที่เกี่ยวกับน้ำ ชวนให้คนไทยนึกถึงศาสนาพราหมณ์ และประเทศอินเดีย (พิธีลอยกระทง พิธีลอยศพในแม่น้ำคงคา) ใน รามเกียรติ นั้น ยักษ์กุมภกรรม ทำพิธีเสกหอกโมกขศักดิ์ซึ่งเป็นสุดยอดอาวุธ ถ้าเสกสำเร็จ จะมีอิทธิฤทธิ์ล้นฟ้า ความสัมพันธ์ระหว่างศาสตราวุธ และน้ำ ก็เป็นโมทีฟที่พบเห็นได้ในตำนานกษัตริย์อาเธอร์เช่นกัน กล่าวคือเอกคาลิเบอร์ ดาบของกษัตริย์อาเธอร์ก็ปักอยู่ในหินที่ขึ้นกลางแม่น้ำ

อาวุธไปเกี่ยวอะไรกับน้ำด้วย อาวุธเป็นของที่ใช้เข่นฆ่า ธรรมดาแล้วต้องอาบไปด้วยเลือด การเอาอาวุธไปจุ่มน้ำก็เพื่อล้างเลือด และขณะเดียวกันก็ทำอาวุธนั้นให้บริสุทธิ์ กลายเป็นสุดยอดอาวุธของกษัตริย์ผู้ทรงธรรม ใน สุดเสน่หา ภายหลังจากที่นางเอกเอาแฟนหนุ่มชาวพม่าไปลอยน้ำ จะมีฉากที่หล่อนเคล้นคลึงองคชาติของฝ่ายชาย คงไม่ต้องอธิบายให้มาก เพราะ "อาวุธ" และ "องคชาติ" เป็นโมทีฟที่อยู่เคียงคู่กันมาแต่ไหนแต่ไร องคชาติที่ผ่านการชำระล้างในแม่น้ำมาแล้ว คือองคชาติที่สะอาด บริสุทธิ์ และหมายถึงรักแท้

ทำไมถึงต้องมีการล้าง "ความรัก" ให้สะอาดด้วย ฉากที่เราชอบใน สุดเสน่หา คือก่อนหน้านี้เมื่อทั้งคู่จูบกันอย่างดูดดื่มกลางต้นไม้ทึบ บรรยากาศดิบๆ บวกกับพระเอกเป็นคนพม่า พูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ ทำให้เราได้อารมณ์ดิบ และป่าเถื่อน ย้อนกลับไปหารามเกียรติ ครั้งแรกที่พระรามเจอกับกระบี่วานร หรือพลทหารลิง พวกนี้เป็นลิงป่า ถูกขับไล่ออกจากอาศรมพระฤษี เพราะเป็นสักขีพยานสัมพันธ์ชู้สาวระหว่างเมียฤษี และทวยเทพ ดังนั้น "ลิงป่า" จึงเท่ากับ "ความรักที่ประพฤติผิดในกาม"

ในกรอบนี้เราจึงมองว่า สุดเสน่หา คือภาพยนตร์ของการชำระล้างความรัก จากรักโลกีย์ (พระเอกชาวพม่า = ลิงป่า = ผิดศีลข้อสาม) ไปยังรักบริสุทธิ์ (การชำระพระเอกในแม่น้ำ = หอกวิเศษ/ดาบเอกคาลิเบอร์ = รักบริสุทธิ์)

ต้องบอกเลยว่า นี่ไม่ใช่ "คำเฉลย" ของภาพยนตร์ ไม่ใช่วิธีการเดียวที่จะอ่าน สุดเสน่หา เราเชื่อด้วยซ้ำว่าทั้งหมดที่พูดมานี้ คงไม่ได้ผ่านเข้าหัวศิลปินระหว่างการถ่ายทำเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการมองลักษณะนี้จะเป็นสิ่งเหลวไหล ถ้าเอาบลอคนี้ไปให้พี่เจ้ยอ่าน แกคงหัวเราะก๊ากหนึ่ง แล้วก็ยิ้มๆ คงไม่ปฏิเสธออกมาหรอกว่า "มันไม่ใช่เลยนะ!"

หรือแกอาจจะพูดก็ได้ (ฮา)