R. Chandler's "The Simple Art of Murder"


ถ้าพูดถึงอุบัติเหตุเครื่องบินตก ช่วงนี้คงไม่มีข่าวไหนดังเท่ากัปตันเรือบินยูเอสแอร์เวย์ นำเครื่องขัดข้องร่อนลงแม่น้ำ รักษาชีวิตผู้โดยสารได้ทุกคน แต่ "อุบัติเหตุ" ที่เราอยากหยิบยกมาพูดถึงในวันนี้เป็นอีกข่าวหนึ่ง เรื่องของนักต้มตุ๋นการเงิน ซึ่งพอถูกตำรวจไต่สวน ก็แกล้งทำเป็นเครื่องบินตก แต่ดีดตัวเองออกมาก่อนที่เครื่องจะกระแทกพื้น ตั้งใจจะเปลี่ยนชื่อ นามสกุล หายเข้ากลีบเมฆ แต่กลายเป็นว่า ไม่ถึงสองวันดีตำรวจก็สามารถรวบตัวหัวขโมยสมองใส (หรือเปล่า) คนนี้ได้

เรารู้สึกว่าในชีวิตจริง พวกฆาตกรรมอำพราง หรือนักวางแผนคดีเช่นนี้จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ตำรวจปัจจุบันเก่งมาก มีเทคโนโลยีทันสมัยมายมาย เลยไม่ค่อยจะมีอาชญากรคนไหนรอดพ้นเงื้อมมือกฎหมายไปได้

แต่ในทางตรงกันข้าม ผ่านไปปีหนึ่ง คดีการเสียชีวิตของนักแสดงหนุ่ม ฮีด เลจเจอร์ก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลายให้เป็นที่พึงพอใจของสาธารณชน ว่าเป็นอุบัติเหตุจากการใช้ยาเกินขนาด ฆ่าตัวตาย หรือว่ามีมือที่สอง เป็นไปได้ว่าความจริงอาจปรากฎแล้วล่ะ แต่ญาติๆ และทางสตูดิโอต้องการปิดข่าว เพื่อรักษาชื่อเสียงของผู้เกี่ยวข้อง

เกริ่นมายาวเหยียดเพราะต้องการจะบอกว่า การตายเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่มีใครหลีกเลี่ยง หรือปฏิเสธมันได้ แต่การฆาตกรรม หรืออำพรางคดีไม่ใช่เรื่องธรรมชาติแม้แต่น้อย คนทั่วไปรู้อะไรเกี่ยวกับมันน้อยมากๆ เราไม่รู้ด้วยซ้ำกระทั่งว่าเรารู้มาก (กรณีหนุ่มนักต้มตุ๋น) หรือรู้น้อย (กรณีฮีด เลดเจอร์)

เพราะฉะนั้นการที่แชนเลอร์จะมาอ้างเอ่ยว่านิยายนัวร์ "สมจริงสมจัง" กว่านิยายนักสืบยุคทอง เราถือว่าเป็นเรื่องเหลวไหล

จริงๆ การจิกกัดกันระหว่างนักเขียนนิยายนัวร์ และนิยายนักสืบยุคทองก็เป็นเรื่องปกติ และพออ่านแล้ว ก็เพลินเพลินอยู่ไม่น้อย แน่นอนว่าเราเชียร์ฝ่ายหลัง แต่พอถึงตอนนี้ก็ใช่ว่าเราจะไม่เข้าใจนัวร์เลย นัวร์เกิดมาในยุคที่อเมริกาเผชิญกับความแร้นแค้นทางเศรษฐกิจ ความรุนแรงในนัวร์ ส่วนหนึ่งก็คือการตอบสนองความต้องการของคนอ่าน ที่อยากเป็นอย่างนักสืบตัวเอก แข็งแกร่งยิ่งกว่าทุกคน ฉลาดหลักแหลม และยืดอกได้อย่างผ่าผายในสังคมที่ล้มสลายทางศีลธรรม

ตอนที่แชนเลอร์เขียน The Simple Art of Murder ซึ่งเป็นบทความเปิดรวมเรื่องสั้นชุดนี้ นัวร์คงเป็นแนวเรื่องที่ยังไม่ค่อยมีใครเขียนกัน แชนเลอร์พูดถึงความ "แปลกใหม่" ของนัวร์ได้ เพราะเขาไม่ทันยุคที่นิยายนัวร์ถูกพิมพ์ และถูกเขียนออกมาเป็นจำนวนมาก เพราะมันเขียนง่าย หรืออย่างน้อยก็ง่ายกว่านิยายนักสืบยุคทอง (แชนเลอร์เองก็ตระหนักตรงจุดนี้ แกถึงบอกว่านิยายนักสืบที่ดี กับนิยายนักสืบห่วยๆ นั่น เอาเข้าจริงแล้วก็แทบจะไม่ต่างกันเลย)

บางทีการฆาตกรรมอาจเป็นเรื่องน่าเบื่อที่สุดในโลกก็ได้ สามีทะเลาะกับภรรยา ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เลยพลั้งมือใช้ขวดเหล้าฟาดศีรษะภรรยาเต็มแรง เสร็จแล้วก็นั่งร้องไห้ รอให้ตำรวจมาลากคอไปเข้าคุก นี่ต่างหากคือ "ความสมจริงสมจัง" ที่ไม่อาจเอามาเขียนเป็นนิยาย ไม่ว่าจะตลกขบขันแบบนิยายนักสืบยุคทอง หรือซีเรียสจริงจังแบบนัวร์ ถ้ารักจะเขียนนิยายฆาตกรรมสืบสวนสอบสวน สิ่งแรกที่นักเขียนต้องทำคือเอา "ความสมจริงสมจัง" โยนทิ้งหน้าต่างเสีย

O. Pamuk's "Snow"


(ถอนหายใจ)...นึกถึงคำพูดอมตะของนักแกะสลักท่านหนึ่ง (คิดว่าเป็นไมเคิล แองเจโล) ที่บอกว่าเขาไม่ได้แกะหินให้เป็นรูปเป็นร่าง แต่เขาปลดปล่อยรูปสลักนั้นออกจากก้อนหินต่างหาก นี่คือความรู้สึกของเราทันทีที่วาง Snow ลง อยากจะมีลิ่ม และค้อน เอามาตอก ๆ ๆ ๆ ๆ นิยายเล่มนี้ออกไปสักร้อยหน้า ที่เหลืออยู่จะเป็นนิยายที่ดีมากๆ อาจจะถึงขั้นสมบูรณ์แบบเสียด้วยซ้ำ

เราชอบ "ผู้ร้าย" ในนิยายเรื่องนี้มาก ซูเนย์เป็นนักแสดงละครหัวก้าวหน้า เขาและภรรยาเคยตกระกำลำบาก เดินทางไปทั่วตุรกี เพื่อแสดงละครต่อต้านลัทธิคลั่งศาสนา/อนุรักษ์นิยม Snow เปิดเรื่องสมัยที่กลุ่มหัวก้าวหน้าขึ้นมามีอำนาจ ซูเนย์เริ่มมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับมากขึ้น เมื่อเขาและภรรยาเดินทางมาถึงคาร์สเพื่อแสดงละคร ซูเนย์เกิดความคิดแผลงๆ ที่จะเล่น "ละครปฏิวัติ" (coup de theatre) ซึ่งออกมาสมจริงสมจังเกินกว่าที่หลายคนคาด

ประเด็นนี้เจ๋งมากๆ เป็นการผสานผสานกันระหว่างการเมือง และศาสนา บนเส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างละคร และโลกแห่งความจริง เท่าที่อ่านเรื่องย่อนิยายเล่มอื่นของปามุก เหมือนกับผู้เขียนจะชอบเล่นประเด็นนี้อยู่เหมือนกัน

ตัวเอกของนิยายคือคาร์ กวีผู้เกิดในคาร์ส ก่อนย้ายไปอยู่เยอรมัน คาร์เดินทางกลับไปที่คาร์สเพื่อทำข่าวการเลือกตั้งท้องถิ่น และการฆ่าตัวตายของหญิงสาวชาวอิสลาม รวมถึงสานต่อความรักระหว่างตัวเขาและอิเพค หญิงงามท้องถิ่น คาร์เข้าไปพัวพันกับ "ละครปฏิวัติ" ของซูเนย์ และกลายมาเป็นตัวแปรสำคัญในชะตาชีวิตของชาวเมืองหลายๆ คน

อย่างที่กล่าวไปแล้ว มีนิยายสมบูรณ์แบบเล่มหนึ่งซ่อนอยู่ใน Snow ปัญหาของมันคือความมั่วสุ่ม เดี๋ยวก็มีคนนู้นคนนี้ผ่านเข้ามา "สนทนา" กับคาร์ Snow เป็นนิยายที่มีบทสนทนาเยอะมาก กระทั่งว่าตัวละครถูกสร้างมาเพื่อนำเสนอความคิดของปามุกเท่านั้น มีอยู่คราวหนึ่งคาร์ถึงกับบ่นออกมาเลยว่า "นี่ผมต้องมานั่งคุยกับคนเพี้ยนๆ ให้หมดทั้งเมืองนี้เลยหรือไง" ตรงนี้ก็ไม่เสียหายหรอก ถ้าปามุกจะจัดลำดับเหตุการณ์ให้ชัดเจนกว่านี้

ความมั่วสุ่มของปามุกสะท้อนออกมาบทสนทนาด้วย สำหรับนักเขียนผู้ชื่นชอบบทสนทนาแล้ว ปามุกมี "หูสำหรับใช้ฟังบทสทนา" (conversation ears) ที่พิลึกมากๆ อยู่ดีๆ ตัวละครก็จะตั้งคำถาม หรือโยงไปหาปรัชญา ศาสนา หรือการเมืองอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาพูดมาก่อนหน้านั้น จะว่าเป็น absurd แบบเบคเกตก็ไม่เชิง น่าจะมาจากความจงใจยัดคำพูดความคิดเข้าปากตัวละครมากกว่า ตัวละครหลายตัวในเรื่องนี้เลยออกมาไม่ค่อยมีชีวิตจิตใจ เหมือนหุ่นกระบอก ที่คนอ่านไม่สนใจว่าจะเป็นตายร้ายหรือดี

เรายอมรับว่าปามุกเป็นนักเขียนที่ชาญฉลาดมากๆ แค่อ่านความคิด (กระจัดกระจาย) ก็พอรู้ว่าสมกับที่ได้รางวัลโนเบล ถึงตอนนี้ก็ยังอยากให้โอกาสปามุกอีกสักเล่มหนึ่ง อาจจะหานิยายสั้นๆ ของเขาอ่าน หรือถ้าเป็นรวมบทความก็คงไม่เลวเหมือนกัน

E. H. Gombrich's "Art and Illusion"


จะโทษเขาก็ไม่ได้ ในเมื่อชื่อหนังสือมันฟ้องอยู่ทนโท่แล้วว่า Art and Illusion หรือ "ศิลปะ และภาพลวงตา" การเอาภาพวาดของมากริต หนึ่งในศิลปินโปรดเรามาขึ้นปก ก็เป็นภาพลวงตาอย่างหนึ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะพูดถึงศิลปะสมัยใหม่แขนงต่างๆ แต่เอาเข้าจริง กอมบริชให้ความสำคัญกับศิลปะโรแมนติก (ศตวรรษที่ 18-19) โดยเน้นภาพวาดทิวทัศน์ ซึ่งมีพระเอกคือจอห์น คอนสเตเบิล (ที่จริงๆ แล้วก็เป็นศิลปินโปรดอีกคนของเราเหมือนกัน)

ก็ต้องยอมรับว่าที่กอมบริชจะเน้นศิลปะแบบโรแมนติกคาบเกี่ยวอิมเพรชชันนั้นก็มีเหตุมีผลอยู่ ในเมื่อประเด็นที่เขาต้องการนำเสนอคือ "ศิลปะทุกชนิดเป็นภาพลวงตา" ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ศิลปะแบบโรแมนติกที่ใกล้เคียง "ความจริง" มากกว่าศิลปะแขนงอื่นๆ ว่าสุดท้ายแล้ว "ความจริง" ที่เราเห็นนั้นก็คือ "ภาพลวงตา" ชนิดหนึ่ง

ถึงอย่างไรก็ยังอดเสียดายไม่ได้ กอมบริชเขียนหนังสือเล่มนี้ได้ดีมาก นอกจากจะวิเคราะห์ได้อย่างหลักแหลมแล้ว ยังมีตัวอย่างภาพประกอบอัดแน่นเกือบสามร้อยรูป เสียดายที่ส่วนใหญ่เป็นขาวดำ (นี่คือหนังสือแบบที่จอร์จ บุชชอบ เพราะมันมีภาพประกอบเต็มไปหมด) ในไม่กี่หน้าที่กอมบริชพูดถึงศิลปะสมัยใหม่เช่นคิวบิสซึม หรือเอกเพรชชันนิส ได้ความรู้ใหม่ๆ มากมายที่คงช่วยให้เราเข้าใจภาพวาดของปิกัสโซได้ดีขึ้น (แต่ตลกมากที่จากหน้าแรกยันหน้าสุดท้าย ไม่มีการกล่าวถึงมากริต หรือเดลีเลย) Art and Illusion ยังช่วยให้เรารู้จักศิลปินโปรดเพิ่มมาอีกสองคนคือดอเมียน (รูปข้างบน) และเซอเวรินิ ศิลปินแนวฟิวเจอริส ที่ผนวกท่วงทำนองของดนตรี การเต้นรำ เข้าไปยังผืนผ้าใบได้อย่างโดนใจ

อยากพูดถึงงานของดอเมียน ซึ่งเน้นการแสดงออกของสีหน้า และอารมณ์ ที่น่าสนใจคือดอเมียนไม่ได้วาดคนจากนายแบบ หรือนางแบบ แต่ใช้การ "ทดลอง" ของลายเส้น กล่าวคือเอาปาก ตา จมูก และศีรษะแบบต่างๆ มาผสมกันจนเกิดเป็นโครงหน้าที่ให้อารมณ์สมจริงสุด กอมบริชพูดได้โดนใจมากว่า ศิลปินแบบดอเมียน ไม่จำเป็นต้องออกไปพบเจอผู้คนจริงก็ได้ แค่เก็บตัวเองอยู่ในกระท่อมหลังเขา และทำการทดลองไปเรื่อยๆ ก็สามารถสร้างอารมณ์ออกมาได้ดียิ่งกว่า ศิลปินที่วาดภาพจากต้นแบบอีก (เป็นการ แอนไทร์ดาวินชี อย่างสุดโต่ง)

ดอเมียนนั้นได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะยุคใหม่ แม้ว่ากอมบริชจะเถียงว่างานของดอเมียนไม่สัมพันธ์กับศิลปะแนวอิมเพรชชันนิส (ซึ่งพยายามลอกเลียนแบบความจริง) แต่เป็นต้นกำเนิดของเอกเพรชชันนัส (ศิลปะที่พยายาม "ลอกเลียน" แบบอารมณ์) มากกว่า เอกเพรชชันนิสที่ดังๆ ก็ได้แก่เอดเวิร์ด มุนช์ โดยส่วนตัว เราผูกพันกับศิลปินประเภทนี้นะ ถ้าให้พูดจากมุมมองของ "คนหนังสือ" สิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยตระหนักกันคือความเปลืองเปล่า ของ "ประสบการณ์" และ "โลกแห่งความจริง"

"making before matching" คือคำขวัญสั้นๆ ของกอมบริช ศิลปะนั้น ไม่ว่าจะแขนงใดๆ ก็ตาม ถูกสร้างขึ้นมาในฐานะความเป็นงานศิลปะ ก่อนที่จะถูกใส่ความหมายในกรอบของโลกแห่งความจริง

M. Levitt's "Hamas"


ลังเลอยู่นานว่าจะเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ดีหรือเปล่า กระทั่งได้อ่านบทความนี้จากเวปประชาไท เลยตัดสินใจว่าการมองต่างมุมตรงนี้น่าจะเป็นประโยชน์ ต่อความเข้าใจปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ณ ปัจจุบัน

เราเองก็ไม่รู้ว่าแมททิว เลวิตเป็นใคร นอกจากเป็นศาสตราจารย์วิชาการศึกษาขบวนการก่อการร้ายแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เคยรับตำแหน่งสำคัญๆ ใน FBI และ กระทรวงการคลังของอเมริกา พูดแบบนี้ก็เหมือนจะรู้เยอะ แต่ประเด็นสำคัญคือเราไม่รู้ว่า Hamas ถูกเขียนจากมุมมองที่เป็นกลางและเชื่อถือได้แค่ไหน เช่นเดียวกับที่เราไม่รู้จักนักวิชาการในบทความที่อ้างถึง แต่อย่างไรก็ขออนุญาติโต้ผ่านทางหนังสือ Hamas เล่มนี้ก็แล้วกัน

เลวิตวิเคราะห์โครงสร้างของกลุ่มฮามาส ซึ่งเคยเป็นขบวนการก่อการร้ายเลื่องชื่อในตะวันออกกลาง โดยมีจุดกำเนิดมาจากประเทศอียิปต์ ฮามาสเขย่าโลกด้วยการชนะการเลือกตั้งของปาเลสไตน์ในปี 2006 และจากนั้นดำเนินกิจการก่อการร้ายควบคู่ไปกับกิจการการเมือง ประเด็นสำคัญที่เลวิทต้องการพูดถึงคือ เราไม่อาจแยกกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์ของฮามาส ออกจากกิจการก่อการร้ายของกลุ่มได้ หัวหอกสำคัญในการบริจาค ช่วยเหลือคนยากคนจนของฮามาส ก็คือบุคคลเดียวกันกับที่วางแผนระเบิดฆ่าตัวตาย โรงพยาบาลของฮามาสคือสถานที่เดียวกับที่ใช้เก็บอาวุธสงคราม เพราะกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์ตรงนี้เอง ช่วยให้ฮามาสสามารถชนะการเลือกตั้งในปี 2006 และกลายเป็นรัฐบาลที่ปกครองปาเลสไตน์อย่างออกนอกหน้า เลวิทวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของฮามาสว่าส่วนหนึ่งก็คือการ "ซื้อเสียง" โดยนำข้าวปลาอาหารไปแจกให้กับราษฎร

ในความเห็นเรา และเลวิท ความเข้าใจสภาพ "สองหน้า" ของฮามาสตรงนี้สำคัญมาก (และเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างแตกต่างจากขั้วศีลธรรมทางตะวันตก หรือกระทั่งศาสนาพุทธในประเทศไทยเอง) สาเหตุหนึ่งที่กลุ่มฮามาสขึ้นมามีอำนาจอยู่ได้ในปัจจุบัน ก็เพราะช่องโหว่ในนโยบายของอิสราเอลที่สนับสนุนองค์กรอิสลามเพื่อสันติภาพ ฮามาสซึ่งมีใบหน้าด้านหนึ่งเป็นองค์กรเพื่อสาธารณะประโยชน์จึงดำเนินการ และเติบโตได้ในระยะแรกๆ และปัจจุบันนี้การใช้กำลังทหารของอิสราเอลเพื่อล้มล้าง สังหาร "หัวหน้าขบวนการก่อการร้าย" ก็เป็นการฆ่า ทำลาย "นักสังคมสงเคราะห์" ที่ช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ผู้ยากจนด้วย ส่วนหนึ่งเราจึงไม่แปลกใจที่ทั่วโลกหันมาประนามการกระทำของอิสราเอล และขณะเดียวกันเราก็รู้สึกว่าการกระทำดังกล่าวมีแง่มุมให้ขบคิด และ "ยอมรับได้" มากไปกว่าแค่การ "สร้างกำแพงความหวาดกลัว"

แต่จะมีไหม อย่างน้อยสักวันหนึ่งที่คนไทยจะสามารถมองอะไรซับซ้อนไปกว่าขั้วบวก ขั้วลบ ดำ ขาว ที่ชัดเจนได้

I. Murdoch's "The Flight from the Enchanter"


เราชอบ Under the Net นิยายเล่มแรกของเมอดอชมากๆ นอกจากมันจะไม่เหมือนผลงานชิ้นอื่นๆ แล้ว เรายังเห็น "เมล็ดพันธุ์" ที่จะเติบใหญ่ไปเป็นเมอดอชแบบที่เรารู้จัก ตอนนี้ก็เกือบสามปีพอดีหลังจากอ่านนิยายเล่มนั้น เรารู้เพิ่มเติมว่าอิทธิพลสำคัญของนักเขียนในดวงใจเราคนนี้คือ P. G. Wodehouse โมทีฟแบบวูดเฮาส์เด่นชัดมากใน Under the Net ความเป็นนิยายขบขัน ตัวเอกที่กระโจนจากสถานการณ์คับขันสถานการณ์หนึ่ง ไปยังอีกสถานการณ์หนึ่ง (ไม่นับคู่หูคนรับใช้ ที่ถอดแบบมาจากจีฟเห็นๆ ) เมอดอชเป็นวูดเฮาส์ในแบบที่ลึกซึ้ง แฝงปรัชญา และโศกากว่าวูดเฮาส์

The Flight from the Enchanter คือนิยายเล่มสองของเมอดอช อิทธิพลของวูดเฮาส์ยังมีให้เห็น แต่ขณะเดียวกันเราก็เริ่มสัมผัสความเป็นเมอดอชยุคหลังมากขึ้น เช่นตัวละครมหาศาล ทุกๆ บทใหม่จะต้องมีตัวละครเพิ่มขึ้นตัวหนึ่ง เคยเขียนไปแล้วว่า An Accidental Man คือนิยายของเมอดอชที่มีตัวละครเยอะสุด เราก็ยังยืนยันเช่นนั้น The Flight from the Enchanter อาจจะมีจำนวนผู้เล่นมากกว่าก็จริง แต่เมอดอชในปี 1955 (่ก่อนหน้า The Accidental Man สิบหกปี) ยังไม่สามารถจัดการจับตัวละครของตัวเองได้ ผู้เล่นมากมายเหมือนกับจะมาเป็นตัวประกอบประดับหนังสือเสียมากกว่า บางคนก็อุตส่าห์มีอรัมภบทเสียยาว แต่เอาเข้าจริง ก็หายสาบสูญไปจากนิยายเสียครึ่งค่อนเล่ม

แต่ปัญหาหลักเลยที่ทำให้ The Flight from the Enchanter เป็นนิยายที่ล้มเหลวคือ ถ้ามองว่านี่คือนิยายขบขันตามขนบของวูดเฮาส์ อย่างน้อยๆ คนอ่านจะต้องรัก ชอบ หรือรู้สึกดีกับตัวละคร เคยเขียนไปอีกเหมือนกันว่า A Word Child คือนิยายเมอดอชที่ตัวเอกมีพฤติกรรมน่ารังเกียจที่สุด อันนี้ต้องขอถอนคำพูด ไม่ใช่แค่เฉพาะตัวเอกเท่านั้น แต่ The Flight from the Enchanter เต็มไปด้วยตัวละครที่ทั้งโง่ หยิ่ง เงี่ยน เพี้ยน หรือเลวอย่างไม่มีเหตุผล ตัวเอกของ A Word Child อาจจะเป็นคนน่ารังเกียจ แต่อย่างน้อยนิยายเล่มนั้นก็เป็นโศกนาฏกรรม ไม่มีอะไรอีกแล้ว น่าหงุดหงิดไปกว่านิยายสุขนาฏกรรมที่เราเกลียดตัวละครเอก

เราควรหัวเราะอย่างนั้นหรือ เมื่อบรรดาผู้หญิงแก่สติไม่ดีขี้หลงขี้ลืม มาช่วยโรซา ผู้หญิงที่ทั้งโง่ และควบคุมตัวเองไม่ได้ จากเงื้อมมือของจอมบงการ ซึ่งมุ่งร้ายต่อเธอ และน้องชายโดยปราศจากเหตุผล เราควรหัวเราะอย่างนั้นหรือเมื่อแอนเนต ผู้หญิงที่ทั้งโง่ และหยิ่งยะโสกระโดดเข้าใส่โรซา หลังจากโรซ่าขัดขวางการเต้นรำอย่างโรแมนติกระหว่างเธอ และเศรษฐีหนุ่ม อดีตสามีของโรซา ผู้ชอบทำตัวลึกลับ เราคนหนึ่งละที่ไม่ขำด้วย

The Flight from the Enchanter น่าจะติดสามสี่อันดับท้ายๆ นิยายของเมอดอช เมื่อเรียงตามความชอบ ถ้ามองว่า The Sandcastle หรือนิยายเล่มถัดไปของเดม เป็นนิยายที่สอบผ่านแล้ว ก็ยังน่ายกย่องที่เมอดอชได้เรียนรู้จากความล้มเหลวของตัวเอง

R. Barthes's "Writing Degree Zero"


ตอนที่เขียนถึง Ham on Rye ได้พูดไปแล้วว่านิยายสัจนิยม ไม่เหมือนนิยายเพื่อชีวิต (สัจนิยมสาธารณ์) แต่ไม่ได้พูดละเอียดว่าสองชนิดนี้แตกต่างกันอย่างไร เชื่อว่าคนรุ่นเก่า หรือใครที่ป๋าเพื่อชีวิตจัดๆ คงเถียงคอเป็นเอ็นแน่ๆ ว่านิยายเพื่อชีวิตมันไม่สมจริงสมจัง (ไม่สัจนิยม) อย่างไร สารภาพว่านับจากวันนั้นเราเองก็ครุ่นคิดประเด็นนี้อยู่นานมาก เผลอๆ อาจจะกลับคำพูดตัวเองไปแล้ว ถ้าไม่ได้อ่าน Writing Degree Zero ของโรแลนด์ บาร์ตส์

Writing Degree Zero เป็นหนึ่งในหนังสือที่นักเขียน นักวิจารณ์วรรณกรรมชาวไทยควรอ่านให้ได้สักครั้ง จริงๆ ประเด็นหลักของบาร์ตส์คือ "การสิ้นสูญวรรณกรรม" หรือ "เป้าหมายสูงสุดของวรรณกรรมคือวรรณกรรมที่เป็นศูนย์" ซึ่งบอกตรงๆ ยังงงๆ อยู่ดีว่าแกหมายความว่าอย่างไร แต่หนึ่งในประเด็นที่บาร์ตส์จับๆ แตะๆ ในหนังสือเล่มนี้คือการวิเคราะห์ "วรรณกรรมแนวปฏิวัติ" หรือวรรณกรรมที่อิงลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งก็คือวรรณกรรมเพื่อชีวิตอย่างที่คนไทยเรารู้จักกันนี่เอง โดยบาร์ตส์มาช่วยเถียงแทนเราเลยว่าวรรณกรรมเพื่อชีวิตนี่แหละ คือวรรณกรรมที่ไม่สมจริงสมจังที่สุด

ในชุมนุมวรรณกรรมล่าสุดก็เพิ่งคุยกัน เปรียบเทียบคุณค่าระหว่างวรรณกรรมเพื่อชีวิต และวรรณกรรมปัจเจก อะไร "ดี" กว่ากัน เราไม่ได้อยู่ด้วยหรอกนะ แต่ฟังหัวข้อสนทนาแล้วก็ขำๆ วรรณกรรมปัจเจกคืออะไร ขนาดเราบ้าการจัดหมวดหมู่วรรณกรรม (genre) เกิดมายังไม่เคยได้ยิน individualism literature เลย ขณะเดียวกัน พูดว่าวรรณกรรมแนวปัจเจกแตกตัวมาจากวรรณกรรมเพื่อชีวิตอีกที ยังกับว่าวรรณกรรมเพื่อชีวิต คือ genre ที่กว้างมากมายมหาศาล จนต้องมานั่งขบคิดกันว่า ติ่งที่แยกออกมานี้คือเนื้อร้าย หรือสมควรปล่อยให้มีชีวิตอยู่ต่อไป

สุดท้ายถ้าคนไทยจะหนีจากกรอบเพื่อชีวิตไม่พ้น และอยากเข้าใจวรรณกรรมเพื่อชีวิต (ไม่ว่าจะเข้าใจเพื่อนำมาเขียนเอง หรือเพื่อจะได้ติอย่างชัดถ้อยชัดคำ) Writing Degree Zero นี่แหละ พลาดไม่ได้

I. Calvino's "The Road to San Giovanni"


The Road to San Giovanni รวมห้าบทความว่าด้วยความทรงจำของคาลวิโน ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่ม วัยผู้ใหญ่ และวัยแห่งความตาย วัยเด็กของคาลวิโน ประกอบด้วยตัวเขา บิดา และการเดินเท้าจากบ้านไปยังสวนในซานกิโอวานนี เป็นบทความที่ "ชมสวน" มากๆ (อ่านแล้วนึกถึงกามูส์ ซึ่งเป็นอีกคนที่ชอบเขียนในลักษณะนี้) ภายใต้ทิวทัศน์ความงามในวัยเด็ก ก็แฝงความแปลกแยกระหว่างคาลวิโน และบิดาเอาไว้ พ่อของคาลวิโนเป็นเกษตรกร เพื่อนบ้านเรียกเขาว่า "ศาสตราจารย์" ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะเขามีอาชีพเป็นอาจารย์จริงๆ หรือเพราะเขามักจะหาวิธีการใหม่ๆ มาปรับปรุงพืชผลการเกษตรของตัวเอง คาลวิโนตั้งฉายาพ่อว่า "โรบินสัน ครูโซ" เพราะแกตั้งใจปลูก และเลี้ยงทุกอย่าง ซึ่งสวนทางกับระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่เน้นให้แต่ละพื้นที่ปลูกพืชเพื่อการค้าขายแลกเปลี่ยน

คาลวิโนเล่าว่าพ่อเดินเร็วมาก ต่อให้เขา และน้องชายวิ่งตามไปเท่าใด ก็ไม่เคยทัน คาลวิโนมองตัวเองว่าเป็น "เด็กเมือง" ที่ทางของเขาอยู่ในโรงภาพยนตร์ ซึ่งสะท้อนออกมาในบทความช่วงวัยรุ่น ว่าด้วยคาลวิโน และภาพยนตร์ฮอลลีวูด โมทีฟเรื่องความแปลกแยก ถูกนำมาเล่นซ้ำใหม่ในบทความที่สอง โดยหนนี้เป็นความแปลกแยกระหว่างโลกแห่งความจริง (ชนบทอิตาลีภายใต้การปกครองของระบบเผด็จการ) และโลกแห่งภาพยนตร์ (ฮอลลีวูด อเมริกา ประเทศเสรีนิยม) บทความนี้ปิดท้ายด้วยการวิเคราะห์ภาพยนตร์ของเฟลลินี คาลวิโนอายุเท่าๆ กับผู้กำกับในตำนาน ทั้งคู่เติบโตมาในยุคเดียวกัน ดูภาพยนตร์ประเภทเดียวกัน มาจากเมืองชนบทชายทะเลเหมือนกัน (เฟลลินีชอบเล่นกับโมทีฟทะเล) และต่างรับรู้ถึงความแปลกแยกในโลกภาพยนตร์ ผลงานของเฟลลินีวนเวียนอยู่กับความแปลกแยก ระหว่างโลกแห่งความจริง และโลกภาพยนตร์ หรือโลกในละครสัตว์ คาลวิโนสรุปได้อย่างน่าคิดมากๆ ว่า สิ่งที่รบกวนจิตใจผู้ชมสุดคือ ของที่เราต้องการให้มันแปลกแยกออกไป กลับเป็นสันดาน เป็นพื้นฐานของมนุษย์ซึ่งไม่อาจแยกออกจากตัวเราได้

บทความวัยหนุ่มว่าด้วยการร่วมรบในขบวนการใต้ดินช่วงสงครามโลก เป็นบทความสั้นๆ และไม่น่าสนใจสุดในเล่ม อาจเพราะคาลวิโนเคยเขียนนิยายทั้งเล่ม (The Path to the Spiders' Nests) เกี่ยวกับประสบการณ์ช่วงนี้มาแล้ว ส่วนบทความวัยผู้ใหญ่พูดถึงหน้าที่ในครัวเรือนประการเดียวของคาลวิโนคือการเอาขยะไปทิ้ง หัวข้อน่ารักน่าชังแบบนี้ แต่ในบทความ อัดแน่นไปด้วยปรัชญาร้อยแปดตั้งแต่บรรทัดแรกยันบรรทัดสุดท้าย มีทั้งการตกผลึกของความเป็นปัจเจก โครงสร้างชนชั้นในสังคม จนถึงแอบจิกกัดทุนนิยม ทั้งหมดผ่านมุมมองของการเอาขยะไปทิ้ง

บทความสุดท้ายพูดถึงความตาย The Road to San Giovanni ตีพิมพ์ในปี 1990 ห้าปีภายหลังจากที่คาลวิโนเสียชีวิต ไม่รู้เหมือนกันว่ามันถูกเขียนขึ้นจริงๆ ตอนไหน ในย่อหน้าสุดท้าย คาลวิโนเขียนว่า "การเป็นอยู่ของมนุษย์คือการที่เรามองเห็นแสงสว่างเบื้องหน้า แต่ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ก้าวเท้าถอยหลัง หายเข้าไปสู่ความมืดมิด"

ใคร่รู้ยิ่งนักว่าคนที่เขียนประโยคนี้ช่วงบั้นท้ายปลายชีวิต เขาเขียนมันด้วยความรู้สึกเช่นไร