ทุนนิยมประกันจรรยาบรรณสื่อ


ว่าจะไม่เขียนเรื่องการเมืองแล้ว สาเหตุเพราะต้องการ "รักษาความเป็นกลาง" ดังที่กล่าวไว้ในบลอคคราวก่อน แต่พอเห็นการ์ตูนช่องนี้จากไทยรัฐแล้วอดใจไม่ไหวจริงๆ

"ความจริง...อย่ามองครึ่งเดียว" คำพูดสั้นๆ ที่อยากให้ประทับอยู่ในใจใครหลายคน

ความเด็ดดวงของการ์ตูนช่องนี้คือ "ความกำกวม" ชนิดที่อ่านไม่ออกว่าตกลงผู้วาดเข้าข้างใครกันแน่ เราเห็นมือถือกระดาษสีดำมาปิดกลุ่มพันธมิตร เห็นตำรวจถูกทำร้าย พยายามป้องกันตัวเอง รวมถึงนักการเมืองมาชูป้าย "เสียใจ" ผู้วาดกำลังต้องการบอกอะไร ว่าสื่อกระแสหลัก เอาแต่นำเสนอภาพตำรวจถูกรังแก โดยไม่ยอมมองความชั่วร้ายของเจ้าหน้าที่ หรือต้องการกัดสื่อที่ไม่ยอมเผยให้เห็นความหัวไม้ของกลุ่มเสื้อเหลือง (ดังที่มีกระดาษสีดำมาปิด)

ถ้าประชาชนตระหนักได้ว่าแก่นแท้ของความจริงก็กำกวมเช่นนี้ สถานการณ์ตึงเครียดในปัจจุบันคงบรรเทาลงไปเยอะ

อีกจุดหนึ่งที่อยากพูดถึงคือความรู้สึกที่เรามีต่อสื่อ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ สารภาพเลยว่าเราไม่ใช่แฟนหนังสือพิมพ์หัวเขียวฉบับนี้ หลายปีก่อน วันที่เพิ่งกลับมาจากเมืองนอก เป็นธรรมเนียมว่าเช้าวันแรกเราจะไปตัดผมกับช่างหน้าบ้าน ระหว่างรอ ไม่มีอะไรทำ เลยหยิบไทยรัฐขึ้นมาอ่าน และภาพแรกที่ต้อนรับสายตาเรา หลังจากเท้าเหยียบเมืองไทยไม่ถึงหกชั่วโมงดี คือเด็กประถมยืนแก้ผ้า หันหลัง แอ่นก้น แหกรูทวาร และมีน้ำไหลโจ๊กออกมา (ขออภัยผู้อ่านบลอค) ข้างใต้มีคำบรรยาย "เด็กประหลาด!" ตั้งแต่นั้น ไทยรัฐและเราก็หย่าขาดกันโดยสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม เดือน สองเดือนที่ผ่านมานี้ ไทยรัฐได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นหนังสือพิมพ์ไม่กี่ฉบับที่ยังรักษาจรรยาบรรณสื่อไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ในแง่การนำเสนอข่าวสองด้าน และความรับผิดชอบต่อสังคม การ์ตูนการเมืองที่ยกมานี้ คือหนึ่งในหลายตัวอย่าง

คุยกับรุ่นน้องในวงการ เธอให้เหตุผลว่าไทยรัฐเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีหุ้นอยู่ในตลาด ดังนั้นจึงต้องรักษาความเป็นกลาง เพื่อให้ผู้ถือหุ้นพอใจ ซึ่งคำอธิบายตรงนี้ เรารับได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็เถียงเธอในใจว่า เพราะไทยรัฐเป็นหนังสือพิมพ์ "ชาวบ้าน" ที่มียอดขายในต่างจังหวัดสูงต่างหาก ซึ่งผู้อ่าน หรือลูกค้าส่วนใหญ่ยืนอยู่ข้างรัฐบาล

...แต่เดี๋ยวก่อน! แล้วมติชนเล่า หนังสือพิมพ์ซึ่งมีฐานผู้อ่านเป็นคนกรุงเทพ อาจกล่าวได้ว่าไม่มีหนังสือพิมพ์ใดอีกแล้วที่จะ "ชนชั้นกลาง" เท่ามติชน แต่มติชนก็นำเสนอความจริง ไม่ใช่สิ่งที่ผู้อ่าน (ซึ่งเป็นชนชั้นกลาง ชาวกรุงเทพที่เข้าข้างพันธมิตร) ต้องการจะฟัง ถ้ามองว่ามติชนก็มีหุ้นอยู่ในตลาดเหมือนกัน ทฤษฎีของน้องชักจะเข้าเค้า

เราจึงอดไม่ได้จะตั้งคำถามว่า หรือมีแต่ตลาดหุ้น และความซับซ้อนของโครงสร้างผลประโยชน์ (ซึ่งเป็นหัวใจของระบบทุนนิยม) ที่จะรักษาความเป็นประชาธิปไตยของสื่อไว้ได้

พูดถึงหุ้น ถ้าใครยังจำได้ เมื่อสองสามปีที่แล้ว กับคดีแกรมมี(เกือบ)เทคโอเวอร์มติชน แกรมมีนั้น ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นบริษัทซึ่งอิงผลประโยชน์กับอดีตนายกทักษิณ ดังนั้นถ้าพูดถึงเรื่องส่วนตัว คงมีไม่กี่สำนักพิมพ์ที่จะแค้นอดีตนายกเท่ามติชน (เพราะฉะนั้นใครที่บอกว่ามติชนเป็น "ขี้ข้าทักษิณ" หากไม่ใช่เขากำลังจงใจหลอกคุณ ก็ต้องมีมิจฉาทิฐิอย่างร้ายกาจ) กระนั้นมติชนก็ยังรักษาจรรยาบรรณ และความเป็นกลาง สมกับที่คุณเรณูเคยตั้งฉายาไว้ว่า "ก้ำกึ่งรายสัปดาห์" (ซึ่งฟังดูเข้าท่ากว่า "สุดโต่งรายสัปดาห์" เป็นไหนๆ )

ด้วยเหตุนี้ เราถึงกลับมาอ่านไทยรัฐ (และข่าวตำรวจคลั่งเพราะไม่ได้ดูคลิปโฟร์มด) อีกครั้ง ส่วนมติชนก็ยังอ่านต่อไปเรื่อยๆ ส่วนสื่ออื่นๆ ที่นำเสนอความจริงสองด้าน แม้จะไม่ได้กล่าวถึงในบลอคนี้ แต่ก็ขอแสดงความชื่นชมครับ

นิเวศน์ใน (r.o.d.)


เราเพลินใจกับการอ่าน นิเวศน์ใน ของคุณมัชฌิมา แต่ถ้าจะถามว่ามันเป็นเรื่องสั้นที่ดีไหม ตอบยากนิดหนึ่ง คงเหมือนที่คุณมัชฌิมาเขียนบอกไว้ในอีเมลว่า นิเวศน์ใน เป็นงานเขียนตามใจฉันมากกว่าจะต้องการให้มันเป็นสารคดี หรือเรื่องแต่ง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะขอให้คำแนะนำเสมือนว่ามันเป็นเรื่องสั้นแล้วกันครับ

แน่นอนว่าถ้าเป็นเรื่องสั้นก็ต้องมี "เรื่อง" หรืออย่างน้อยก็ต้องมี "ตัวละคร" ในแง่ตัวละครน่ะมีแล้ว คือผู้เล่าเรื่อง "นิรนาม" ซึ่งไม่ใช่ "ฉัน" ด้วยซ้ำ เพราะในเรื่องนี้มีการใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งน้อยมาก (เช่นย่อหน้ายาวๆ เปิดเรื่องที่ไม่มีเลย) แต่จากน้ำเสียงของผู้พูด บอกได้ว่าตัวละคร "นิรนาม" ตัวนี้ กำลังสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว แล้วมารายงานให้ผู้อ่านฟัง

ซึ่งวิธีการนำเสนอแบบนี้น่าสนใจนะครับ ต่อยอดเอามาใช้ประโยชน์ ดัดแปลงเป็นเรื่องสั้นได้เยอะแยะเลย

จริงๆ ความไม่มีเนื้อเรื่องของ นิเวศน์ใน อาจไม่ใช่จุดอ่อนเสียทีเดียว แต่เป็นเพราะความสั้นของมันมากกว่า บวกกับวิธีนำเสนอดังกล่าว ทำให้งานเขียนชิ้นนี้ เหมือนข้อความในไดอารี่ มากกว่าเรื่องสั้น เราจึงอยากแนะนำให้คุณมัชฌิมาขยับขยายมันออก ใส่ "ตัวละคร" ลงไป (ยกตัวอย่างเช่น ญาติ พี่น้อง หรือผู้เกี่ยวข้องกับผู้เล่าเรื่อง) แต่ให้รักษาความนิรนามเอาไว้อย่างเหนียวแน่น รวมไปถึงแนวคิด และตอนจบ นั่นแหละ เป็นเสน่ห์สุดๆ แล้ว

D. Tammet's "Born on a Blue Day"


พูดถึงที่มาที่ไปของเรากับ Born on a Blue Day นิดดีกว่า เริ่มมาจากบทสนทนามื้อกลางวันระหว่างเรา และรุ่นพี่อีกคน ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นพูดกันถึงภาพยนตร์เรื่อง Rainman เราเป็นคนเอ่ยว่า "แหม! ทำไมมันไม่มีอาการผิดปกติ ที่ทำให้คนเราเป็นอัจฉริยะทางวรรณกรรมบ้าง" แล้วรุ่นพี่ก็พูดถึง Born on a Blue Day เขียนโดยผู้ป่วยโรค "อะไรสักอย่าง" ถัดจากนั้นอาทิตย์หนึ่ง เห็นมันในกะบะลดราคา รีบซื้อมาทันที

ปรากฎว่าแทมเมตผู้เขียน ก็เป็นโรคเดียวกับดัสติน ฮอฟแมนนั่นแหละ คือซาวอง นอกจากนั้นจะเรียกเขาว่า "อัจฉริยะทางวรรณกรรม" ก็กระไรอยู่ เนื่องจาก Born on a Blue Day เป็นหนังสืออัตชีวประวัติตัวเขาเอง ซึ่งแทมเมตได้เล่าออกมาว่า เขาไม่สนใจวรรณกรรมด้วยซ้ำ ถ้าแทมเมตจะเป็นอัจฉริยะด้านไหนสักด้าน เขาก็คืออัจฉริยะทางภาษา ในสารคดี Brainman หมอใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์เพื่อเรียนภาษาไอซ์แลนด์ จนพูดสื่อสารกับคนท้องถิ่นได้! (ซึ่งถ้ามองว่าคณิตศาสตร์ก็คือภาษาประเภทหนึ่ง แทมเมต และเรนแมนก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก)

ซาวองคืออาการป่วยทางพันธุกรรมชนิดหนึ่ง โดยมีผลข้างเคียงคือผู้ป่วยจะมีทักษะพิเศษในการจับรายละเอียดเล็กๆ แต่ไม่สามารถมองภาพรวมใหญ่ๆ ได้ รูปที่เอามาแปะตรงนี้ ก็คือภาพวาดของผู้ป่วยซาวองอีกคน กิล เทรฮิน ให้สังเกตความอลังการด้านรายละเอียด

อืม...ไปๆ มาๆ ระหว่างที่ google research เพื่อหารูปมาแปะบลอคนี้ ก็เลยได้รับทราบเรื่องราวของ กิล เทรฮิน ซึ่งท่าทางจะน่าสนใจกว่าแทมเมตอีก (เฮ้ยๆ !) หนังสือของเทรฮินชื่อ Urville เป็นการรวบรวมภาพวาดกว่าสามร้อยภาพ รวมถึงข้อเขียนรายละเอียดทางวัฒนธรรม สภาพบ้านเมือง สถาปัตยกรรม และเศรษฐกิจของเออร์วิลซึ่งเป็นเมืองในจินตนาการ...ชักน่าสนใจแล้วสิ

กลับมาที่แทมเมต และ Born on a Blue Day เทียบกับดัสติน ฮอฟแมนในภาพยนตร์ หรือคิม พีค (ซึ่งเป็นผู้ป่วยซาวองต้นแบบของภาพยนตร์เรื่องนั้น) อาการป่วยของแทมเมตยังจัดว่าอยู่ในระดับที่ใช้ชีวิตกับคนปรกติได้ และในเล่มนี้ เราได้เห็นความพยายามเป็นส่วนหนึ่งในสังคมของเขา ซึ่งน่าประทับใจดี ถึงจะผิดจุดประสงค์ไปบ้างแต่ Born on a Blue Day ก็เป็นหนังสือที่น่าอ่านในระดับหนึ่ง

หรือพวกเราจะไม่มีสิทธิมีเสียงอะไรเลย


ประมาณเดือนก่อน ผมไปกินข้าวกับรุ่นพี่คนหนึ่ง ในร้านอาหารเปิดโทรทัศน์ สัมภาษณ์อดีตนายกสมัคร (ซึ่งตอนนั้นท่านยังเป็นนายกอยู่) รุ่นพี่คนนั้นหันมาถามผมว่า "ในฐานะที่เราเป็นนักเขียน พวกเราไม่สามารถทำอะไรได้เลยหรือ กับการที่เมืองไทยมีนายกชื่อสมัคร"

พอทราบข่าวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยช่วงวันสองวันที่ผ่านมา ผมโทรศัพท์ไปคุยกับแม่ แม่ถามผมว่า "พวกเราไม่มีสิทธิมีเสียงอะไรเลยหรือ"

"พวกเรา" ในที่นี้หมายถึงคนกลุ่มหนึ่ง ที่อาจไม่พอใจอดีตนายกทักษิณ อดีตนายกสมัคร หรือไม่ชอบนายกสมชาย แต่ก็ไม่คิดว่าประเทศชาติจะลุกเป็นไฟ หรือจมลงผืนสมุทร หากปล่อยให้รัฐบาลชุดปัจจุบันบริหารประเทศต่อไปอย่างสงบอีกสักระยะ คนที่ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ ก็ตาม ไม่อยากเห็นประชาชนลุกขึ้นมาทำร้ายกัน ไม่อยากเห็นตำรวจทำร้ายประชาชน ไม่อยากเห็นประชาชนตกเป็นเครื่องมือของใคร คนที่อยากให้เรื่องเหลวไหลนี้จบลงได้แล้ว

คนอย่างพวกเราไม่มีสิทธิมีเสียงเลยหรือ

วันนี้ผมจึงขอเอาคำถามของแม่ และของรุ่นพี่คนนั้น มาผนวกกันเป็นคำถามใหม่ "ในฐานะที่เราเป็นนักเขียน พวกเราไม่สามารถทำอะไรได้เลยหรือ กับการที่คนไทยลุกขึ้นมาทำร้ายซึ่งกันและกัน"

ผมไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ วิธีแก้ปัญหาไม่ใช่การฟัง หรือเล่าความข้างเดียว ใครที่ติดตามบลอคนี้มาตลอด คงพอทราบจุดยืนทางการเมืองของผม วันนี้ผมจะขอพูดสิ่งที่ตัวเองไม่เคยพูดมาก่อน ผมไม่ชอบหลักการของพันธมิตร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรับได้กับการปล่อยให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญตามใจชอบ ผมไม่คิดว่าแกนนำของผู้ชุมนุมประท้วงมีความหวังดีต่อประเทศชาติ แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านักการเมืองหลายคนปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และสมควรถูกขับไล่ ผมไม่อยากให้ตำรวจทำร้ายประชาชน (ไม่ว่าจะโดยหน้าที่หรือไม่ก็ตาม) แต่ก็ไม่อยากให้พวกเราจงเกลียดจงชังกัน โดยหลงลืมไปว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็บาดเจ็บกันทั้งสองฝ่าย

จริงๆ ถ้าเรารับข่าวสารอย่างเปิดกว้าง เราจะรู้ว่าไม่มีฝ่ายใดหรอกครับที่ผิด หรือถูก หรือน่าเข้าข้างสุดโต่ง คนที่เชียร์เสื้อเหลือง ก็จะลืมๆ หรือทำเป็นไม่เห็นข่าวตำรวจถูกทำร้าย ข่าวที่คนเสื้อเหลืองใช้อาวุธยิงเจ้าหน้าที่ หรือก่อนหน้านั้นพกอาวุธเข้าบุกยึดสถานีโทรทัศน์ ขณะเดียวกัน คนที่รังเกียจพันธมิตร ก็จะไม่อ่านข่าวผู้บาดเจ็บ ล้มตาย เพราะโดนลูกหลงจากการยิงแก๊สน้ำตาของตำรวจ ฝ่ายแรกโทษว่ามือที่สามที่ใช้ระเบิดเป็นคนของรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายหลังบอกว่าเป็นแกนนำผู้ชุมนุมประท้วงนี่แหละต้องการสร้างสถานการณ์

ความเศร้าอย่างหนึ่งของสังคมไทยคือ คดีที่ใหญ่ระดับนี้ จะไม่เคยมีการเปิดเผยตัวว่าใครเป็นคนทำ เราคงไม่มีวันรู้หรอกว่าใครอยู่เบื้องหลังคาร์บอมที่สังหารนักศึกษาเอแบค ไม่มีทางรู้ว่าใครโยนระเบิดเข้าไปในกองบัญชาการตำรวจ แต่ผมคิดว่าสถานการณ์ในปัจจุบันอยู่เหนือคำว่า "ใครเป็นผู้ผิด" แล้ว คำถามที่ควรถามในขณะนี้คือ "ใครกำลังจะเป็นผู้เสียหายรายต่อไป" ต้องให้ตำรวจตายสังเวยสักคน ประชาชนอีกสักสองสามรายใช่ไหม กว่าจะรู้สึกตัวกัน ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย

สุดท้ายขอยกย่อง มติชน หนึ่งในสำนักข่าวไม่กี่สำนักที่นำเสนอข่าวสองด้านตลอดมา

deny me and be doomed

When the earth was still flat,
And the clouds made of fire,
And mountains stretched up to the sky,
Sometimes higher,
Folks roamed the earth
Like big rolling kegs.
They had two sets of arms.
They had two sets of legs.
They had two faces peering
Out of one giant head
So they could watch all around them
As they talked; while they read.
And they never knew nothing of love.
It was before the origin of love.

And there were three sexes then,
One that looked like two men
Glued up back to back,
Called the children of the sun.
And similar in shape and girth
Were the children of the earth.
They looked like two girls
Rolled up in one.
And the children of the moon
Were like a fork shoved on a spoon.
They were part sun, part earth
Part daughter, part son.

Now the gods grew quite scared
Of our strength and defiance
And Thor said,
"I'm gonna kill them all
With my hammer,
Like I killed the giants."
And Zeus said, "No,
You better let me
Use my lightening, like scissors,
Like I cut the legs off the whales
And dinosaurs into lizards."
Then he grabbed up some bolts
And he let out a laugh,
Said, "I'll split them right down the middle.
Gonna cut them right up in half."
And then storm clouds gathered above
Into great balls of fire

And then fire shot down
From the sky in bolts
Like shining blades
Of a knife.
And it ripped
Right through the flesh
Of the children of the sun
And the moon
And the earth.
And some Indian god
Sewed the wound up into a hole,
Pulled it round to our belly
To remind us of the price we pay.
And Osiris and the gods of the Nile
Gathered up a big storm
To blow a hurricane,
To scatter us away,
In a flood of wind and rain,
And a sea of tidal waves,
To wash us all away,
And if we don't behave
They'll cut us down again
And we'll be hopping round on one foot
And looking through one eye.

Last time I saw you
We had just split in two.
You were looking at me.
I was looking at you.
You had a way so familiar,
But I could not recognize,
Cause you had blood on your face;
I had blood in my eyes.
But I could swear by your expression
That the pain down in your soul
Was the same as the one down in mine.
That's the pain,
Cuts a straight line
Down through the heart;
We called it love.
So we wrapped our arms around each other,
Trying to shove ourselves back together.
We were making love,
Making love.
It was a cold dark evening,
Such a long time ago,
When by the mighty hand of Jove,
It was the sad story
How we became
Lonely two-legged creatures,
It's the story of
The origin of love.
That's the origin of love

C.G. Jung's "Modern Man in Search of a Soul"


ได้ยินชื่อยุงมานาน ในฐานะหนึ่งในสามบิดาแห่งจิตวิเคราะห์ อันประกอบไปด้วยฟรอยด์ แอดเลอร์ และตัวเขา เหตุที่เราไม่เคยอ่านผลงานของหมอ บวกกับในสามบิดา ยุงไม่ใช่คนที่ใครๆ ต้องรู้จัก ทำให้เรามีความเชื่อว่าเขาคือ "ของจริง"

ด้วยเหตุนี้ ความรู้สึกรวมๆ จากการอ่าน Modern Man in Search of a Soul ก็คือ "ผิดหวัง"

Modern Man in Search of a Soul ทำให้เราชื่นชมฟรอยด์ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง และไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผลงานของแกถึงถูกนักจิตวิเคราะห์ นักปรัชญา และนักอะไรต่อมิอะไรหยิบยกมาอ้างอิงบ่อยๆ (ตั้งแต่อัลทัสเซอร์ เดริดา เลวีเสตราส์ จนถึงลาคาน เท่าที่เคยอ่านมา คงมีแต่โรเบิร์ดสัน เดวีส์เท่านั้นที่นิยมชมชอบยุง มากกว่าฟรอยด์)

ไม่ใช่ว่า Modern Man in Search of a Soul ไม่ดี แต่นอกเหนือจากในกรอบความเป็นจิตวิเคราะห์ เราก็มองไม่ค่อยเห็น ว่าจะดัดแปลงแนวคิดของหมอเอามาใช้กับเรื่องอื่นอย่างไร ในทางตรงกันข้าม ความเป็นนามธรรมของฟรอยด์เอื้อให้ปรับเปลี่ยนมาใช้ในศาสตร์แขนงต่างๆ (อัลทัสเซอร์เคยเขียนไว้ว่าฟรอยด์คือผู้บุกเบิกจิตวิเคราะห์ขนานแท้ กระทั่ง "ภาษา" ที่แกใช้ ยังต้องหยิบยืมมาจากวิชาแขนงอื่นเช่น ปรัชญา ภาษาศาสตร์ ชีววิทยา และกระทั่งกลศาสตร์ความร้อน)

แต่ก็แน่นอนว่าถ้าใครสนใจจิตวิเคราะห์จริงๆ Modern Man in Search of a Soul คือหนังสือที่ไม่ควรพลาด ความคิดของยุงที่ต้องตาต้องใจเราสุด (และอดเสียดายไม่ได้ว่าถ้าฟรอยด์เป็นเจ้าของความคิดนี้ แกจะถ่ายทอดมันออกมาได้น่าสนใจสักเพียงไหน) คือความสัมพันธ์ระหว่างหมอและคนไข้ ยุงไม่ได้มองคนไข้ว่าเป็น "วัตถุ" ให้หมอเฝ้าสังเกตอาการได้ โดยไม่ส่งผลกระทบใดๆ ทันทีที่คนไข้ก้าวเข้ามาในห้องรักษา ต่อให้หมอเป็นฝ่ายรับฟังปัญหา โดยไม่พูด หรือให้คำแนะนำอะไรเลย แต่อย่างช้าๆ "ความสัมพันธ์" (หรือการ "ไม่มีความสัมพันธ์") ระหว่างหมอ และคนไข้ จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง และส่งผลกระทบต่อคนทั้งคู่ (คล้ายๆ กับหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์กในวิชาฟิสิกส์ กล่าวคือผู้สังเกต และวัตถุที่ถูกสังเกตเป็นส่วนหนึ่งซึ่งกันและกัน) ด้วยเหตุนี้ ยุงถึงบอกว่า ในการตีความความฝันของคนไข้ เฉพาะความฝันแรกๆ ก่อนคนไข้จะรู้จักหมอเท่านั้น ที่สามารถส่องให้เห็นจิตใต้สำนึกของผู้ป่วยได้ และถ้าคนไข้อยู่ภายใต้การรักษากับหมอคนเดียวนานๆ การรักษานั้นจะไม่เป็นผลอีกต่อไป สัมพันธ์ระหว่างหมอ และคนไข้นี้คือที่มาของนิยาย Manticore โดยเดวีส์นั่นเอง (เคยเขียนถึงไว้แล้วในบลอคเก่าๆ )

พวกเขาคิดว่าพวกเขาเป็นใคร?


จากมติชนครับ
เวลา 15.00 น. พิธีกรได้ขึ้นเวทีประกาศอีกครั้งว่า นายตำรวจที่นำกำลังเข้ากระชากตัวนายไชยวัฒน์ ลงจากรถยนต์ส่วนตัวบนทางด่วน ชื่อว่า พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี ให้ผู้ชุมนุมจำชื่อไว้ให้แม่น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องยอมรับความคลาดเคลื่อนอันเนื่องมาจากการหยิบยกคำพูดออกมานอกบริบท ไม่รู้เหมือนกันว่า "ให้ผู้ชุมนุมจำชื่อไว้ให้แม่น" มันอยู่รวมกับบริบทไหน มีความหมายเหมือนดังที่เข้าใจหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ ก็แล้วกันไป แต่ถ้าใช่...