R. O. Paxton's "The Anatomy of Fascism"


วันก่อนเล่าประวัติศาสตร์การเมืองยุโรปให้ผู้กำกับฟัง อยู่ดีๆ ผู้กำกับก็ถามเราว่า "ตกลงฟาสซิสคืออะไร เหมือนกันกับคอมมิวนิสต์หรือเปล่า" คำตอบข้อหลังน่ะรู้ ว่าไม่เหมือน แต่ข้อแรกนี่สิ ตกลงแล้วฟาสซิสมันคืออะไรของมัน (กันแน่วะ) อีกวันเดินในร้านหนังสืออยู่ดีๆ พอเห็น The Anatomy of Fascism เลยรีบซื้อมา

พออ่านจบ ก็ยังบอกไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นว่าฟาสซิสแปลว่าอะไร รู้แต่ว่าหลายอย่างที่เราเคยคิดว่าเป็นฟาสซิส ปรากฎว่าไม่ใช่แฮะ ยกตัวอย่างสเปน และญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แม้จะเข้าเป็นฝ่ายเดียวกับมุสโสลินี และฮิตเลอร์ แต่ก็ไม่ใช่ฟาสซิสเสียทีเดียว ฟรังโก้คือตัวอย่างนักปกครองเผด็จการ ส่วนญี่ปุ่น ถ้าจะเป็นฟาสซิส ก็ถือเป็น "ฟาสซิสจากบนลงล่าง"

ฟาสซิสไม่เหมือนลัทธิอื่นๆ ที่ตั้งต้นมาจากทฤษฎี ต้องพูดด้วยซ้ำว่าความไร้ทฤษฎีของฟาสซิสคือสาเหตุที่มันพุ่งพรวดเอาๆ ในยุโรปต้นศตวรรษที่ 20 ฟาสซิสต่างจากเผด็จการตรงที่ขุมกำลังหลักของมันหาใช่ตัวผู้นำไม่ แต่เป็นปวงชนต่างหาก ฟาสซิสคือลัทธิการปกครองแบบ "ล่างขึ้นบน" มันเกิดในประวัติศาสตร์ ช่วงที่การเลือกตั้งเพิ่งกลายเป็นสิทธิ และหน้าที่ของคนทั้งประเทศ นักการเมืองจากยุคก่อนยังไม่คุ้นเคยกับการเอาอกเอาใจมวลชน นักการทหารอย่างมุสโสลินี และฮิตเลอร์ที่รู้จักใช้ฝีปากคารม ก็เลยกุมหัวใจคนหมู่มากไว้ได้ ประกอบกับที่มันไร้ทฤษฎี และหลักเกณฑ์ ฟาสซิสจึงสามารถปรับตัว สวมหน้ากากเพื่อตอบสนองความต้องการของคนทุกระดับชั้น ทุกความคิดเห็น

แพคตันอธิบายสภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ซึ่งนำไปสู่การขึ้นเถลิงอำนาจของฟาสซิส ตั้งแต่ช่องว่างอันเกิดจากความไร้ประสิทธิภาพของประชาธิปไตย และความหวาดกลัวสังคมนิยมของชนชั้นกลาง ฟาสซิสเกิดขึ้นในประเทศที่ประชาชนสิ้นหวังกับการเมือง และกำลังมองหาทางเลือกที่สาม มันคือลัทธิแห่งความไร้เสถียรภาพ ซึ่งเกิดมาจากความไร้เสถียรภาพของสังคม ขณะที่ตัวมันเองก็ไร้เสถียรภาพ เสมือนงูกินเหยื่อเสร็จ แล้วยังไม่อิ่ม ก็เลยหันไปงับหาง เพราะการโฆษณาชวนเชื่อของฟาสซิสอิงลัทธิชาตินิยมแบบสุดโต่ง มันจึงไม่อาจอยู่ได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยการรุกราน และศัตรูจากภายนอก ภายใน เพื่อรักษาจิตวิญญาณของฟาสซิสเอาไว้ ทั้งฮิตเลอร์ และมุสโสลินีนำพาประเทศอิตาลี เยอรมันเข้าสู่สงคราม (ซึ่งนักประวัติศาสตร์หลายคนเริ่มเชื่อแล้วว่า ทั้งคู่อาจไม่ได้ปรารถนาเช่นนั้นตั้งแต่แรก) เพื่อตอบสนองความตื่นตัวของมวลชน และผู้ศรัทธาในระบบ

สุดท้ายใครกันแน่ที่โง่ ใครกันแน่ที่ฉลาด ใครปกครองใคร ใครทำร้ายใคร ประชาชนทำร้ายผู้ปกครอง หรือว่าผู้ปกครองทำร้ายประชาชน เหมือนเราได้ยินเสียงหัวเราะของกุนเดระดังมาจากที่ไหนสักแห่ง

E. Le Grand's "Kundera or The Memory of Desire"


1

ใน The Curtain กุนเดระเล่าประสบการณ์การชมละคร Antigone ก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง Antigone ว่าด้วยความขัดแย้งระหว่างแอนธิโกเน หญิงสาวผู้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และครีออนกษัตริย์ผู้ถือดีในหน้าที่ เนื้อเรื่องจบอย่างโศกนาฏกรรมด้วยความตายของหนุ่มสาว และความพ่ายแพ้ สูญสิ้นของคนชรา Antigoneคือหนึ่งในละครเรื่องโปรดของเด็กหนุ่ม

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กุนเดระมีโอกาสชมโศกนาฏกรรมชิ้นนี้อีกครั้ง แต่หนนี้ครีออนถูกแทนที่ด้วยอดอฟ ฮิตเลอร์ ตอนจบของ Antigone ซึ่งนำแสดงโดยผู้นำพรรคนาซีไม่อาจสร้างความโศกาได้อีกต่อไป

นี่แหละคือโศกนาฏกรรมที่แท้จริงของศตวรรษที่ 20 การจบสิ้นของโศกนาฏกรรม

(หมายเหตุ: Antigone ของกลุ่มกระจันทร์เสี้ยวที่เราเคยชม แม้ไม่ถึงขนาดเปลี่ยนครีออนเป็นทักษิณ ชินวัตร แต่ก็จับได้ว่านักแสดง และผู้กำกับตีความตัวละครตัวนี้สลับไปมา)

2

"ผม" ในเรื่องสั้นเล่าเหตุการณ์ที่ตัวเองเข้าร่วมชุมนุมประท้วงพฤษภาทมิฬให้เพื่อนชาวฝรั่งเศสฟังทางอินเตอร์เน็ต เหตุการณ์แสนเศร้าจบด้วยความตายของหญิงคนรัก กระนั้นมีอย่างหนึ่งที่เจ้าตัวลืมบอกไป ภายหลังจากคืนนั้น ขณะที่เขาร่วมรักอยู่กับรุ่นน้องในชมรม หญิงสาวคนนั้นก็ปรากฎตัวออกมา เธอรอดชีวิตจากการสังหารหมู่ และพบชายหนุ่มล่อนจ้อนอยู่กับผู้หญิงอื่น จากนิยายเพื่อชีวิตเปลี่ยนมาเป็นละครน้ำเน่าในชั่วพริบตา

กุนเดระเคยบอกว่า "Kitsch is the absolute denial of shit." แต่นิยามของเลกรานด์ที่ปรับปรุงมาจากกุนเดระอีกทีน่าจะตรงเป้ากว่า "Kitsch is the absolute forgetting of shit."

3

กุนเดระดัดแปลงปมอพอลโล และไดโอนิซุสของนิทเช่มาเป็นปมดอนฮวน และทริสแทม ดอนฮวนคือผู้ชายเจ้าชู้ โคจรจากเตียงหนึ่งไปยังอีกเตียงหนึ่ง ส่วนทริสแทมคือตัวแทนความรักยึดมั่นต่อสตรีนางเดียว (โศกนาฎกรรมระหว่างทริสแทม และไอโซดคือที่มาของโรเมโอ กับจูเลียต) นิยายของกุนเดระเล่าโศกนาฏกรรมของดอนฮวน ไม่ใช่โศกนาฏกรรมของรักแท้ที่สิ้นหวัง แต่เป็นโศกนาฏกรรมอันเกิดจากเหตุการณ์ซ้ำซาก และผู้หญิงคนแล้วคนเล่า

4

ความซ้ำในสไตล์การเขียนของกุนเดระแบ่งเป็นสองประเภทคือ variation และ polyphonic ซึ่งเป็นศัพท์ดนตรีทั้งคู่ (กุนเดระเริ่มต้นศึกษาทฤษฎีดนตรี ก่อนหันมาหาบทกวี และวรรณกรรม) โดย variation คือการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อย แต่คงธีมเดิมเอาไว้ ส่วน polyphonic คือการเล่าหลายเหตุการณ์ จากหลายมุมมองโดยสลับสับเปลี่ยนลำดับเวลา

ความซ้ำยังเป็นแก่นปรัชญาของกุนเดระ ตั้งแต่ที่ประวัติศาสตร์มักจะเกิดเหตุการณ์เดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงการไล่ล่าผู้หญิงคนแล้วคนเล่าของดอนฮวน แม้เลกรานด์จะบอกว่าปมดอนฮวนคือการศึกษาหาความรู้ แต่ในความรู้สึกเรา ดอนฮวน น่าจะเป็นไดโอนิซุสมากกว่าอพอลโล (แม้นิทเช่จะพูดถึง "The Don Juan of knowledge" ก็ตาม แต่พออ่านข้อความนี้ใน The Dawn เต็มๆ รู้สึกเหมือนนิทเช่กำลังเสียดสีคนประเภทนี้มากกว่า)

5

ในบทบรรณาธิการหนังสือเล่มหนึ่ง ราษฎรอาวุโสแสดงความคิดเห็นต่อต้านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ โดยเรียก สี่แผ่นดิน ว่าเป็นนิยายน้ำเน่าเต็มไปด้วยโฆษณาชวนเชื่อ อยากรู้นักว่านิยาย หรือบทกวีชิ้นไหนกันแน่ที่ท่านว่าไม่น้ำเน่า ต้องออกแนว socialist realism เท่านั้นหรือเปล่า ในโลกอันคับแคบของท่าน นักเขียนรัสเซียคงมีแต่แมกซิม กอกี้ ท่านคงไม่เคยได้ยินชื่อมายาคอฟสกี้ futurist ที่ถูกบีบบังคับให้ผลิตแต่งานรับใช้พรรคคอมมิวนิสต์ จนสุดท้ายทนความกดดันไม่ไหว ฆ่าตัวตาย หรือบูลกาคอฟ ผู้เขียน Master and Magarita นิยายเสียดสีสังคมโซเวียตซึ่งถูกห้ามตีพิมพ์

หรือถ้าท่านเคยได้ยินก็คงลืมนักเขียน และนิยายอุจจาระเหล่านั้นไปแล้ว

6

เลกรานด์วิเคราะห์ "ความบังเอิญทางเลขคณิต" ในนิยายทั้งเจ็ดเล่มของกุนเดระ (ไม่นับสามเล่มหลังซึ่งเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส) ทุกเล่มมีเจ็ดบท ตั้งแต่ Laughable Loves จนถึง Immortality (กระทั่ง The Art of Novel ซึ่งเป็นรวมบทความยังมีเจ็ดบทเลย) ยกเว้นแค่ Farwell Waltz มีห้าบท ซึ่งก็ยังถือเป็นเลขคี่อยู่ดี

เลกรานด์ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มาก แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า หรือถ้ากุนเดระตั้งใจจริง ก็คงแค่ขำๆ

7

ชีวิตเราเองก็ซ้ำซาก รู้จักผู้หญิงหลายคน หักอกไปบ้าง บางคนก็หักอกเรา คนเราคล้ายลูกเหล็กตู้เกม กระทบกระทั่งกันทั้งที่ไม่มีใครอยากเจ็บและไม่มีใครอยากทำให้ใครเจ็บ แต่เราไม่ใช่ทั้งดอนฮวน และทริสแทม โศกนาฏกรรมของเราคือการที่เรายังสามารถหัวเราะให้กับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าโศกเศร้า หรือเจ็บปวดแค่ไหน

H. De Balzac's "Old Goriot"


Old Goriot อาจไม่ใช่นิยายที่โด่งดัง หรือดีสุดของบัลซัค แต่ก็คิดว่าตัวเองเลือกไม่ผิด ที่หยิบมันออกมาจากผลงานเก้าสิบกว่าชิ้น แม้ไม่ใช่เล่มแรกในชุด "Comedie Humaine" แต่ Old Goriot ก็เป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญ นี่คือการปรากฎโฉมครั้งแรกของยูจีน แรสทิแนค ตัวละครซึ่งนำแสดง หรือมีบทบาทในนิยายอีก 27 เล่ม และยิ่งกว่านั้น บัลซัคเพิ่งค้นพบเทคนิครีไซเคิลตัวละคร (วัลทริน ตัวละครสำคัญอีกตัวซึ่งมาจากบทละคร Vautrin ก็อยู่ในเล่มนี้เช่นกัน)

เรารู้สึกว่าการรีไซเคิลตัวละครจำเป็นอย่างมากกับนิยายแบบบัลซัค Old Goriot อาจล้มเหลวในเชิงวรรณกรรม มันเต็มไปด้วยเหตุบังเอิญ ตัวละครสำคัญอยู่ดีๆ หายไปเสียดื้อๆ และขาดตอนจบ แต่ถ้ามองมันเป็นส่วนหนึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของยูจีน แรสทิแนคในการ "ประกาศสงครามกับปารีส" ก็ถือว่าข้อเสียเหล่านี้เข้าใจได้ และเป็นเสนห่์ด้วยซ้ำ เพราะท้ายสุดสิ่งที่บัลซัคต้องการเขียนอาจไม่ใช่นิยายแต่เป็น "บทละครศีลธรรม" (morality play) หรือพูดให้ชัดเลยว่า "บทละครอศีลธรรม"

บัลซัคมีชีวิตอยู่ช่วงหลังปฏิวัติฝรั่งเศส และจักรวรรดินโปเลียน เป็นยุคที่ฝรั่งเศสก้าวเข้าสู่ "โลกสมัยใหม่" ครัวเรือนและแวดวงสังคมเริ่มแยกแยะกันอย่างชัดเจน ศีลธรรมในพื้นที่ส่วนตัวกลับล้มเหลวไม่เป็นท่าเมื่อนำมาปฏิบัติต่อหน้าสายตาผู้อื่น (แต่ที่ตลกคือ สังคมต่างหากที่ตัดสินเรื่องราวในครัวเรือน ไม่ใช่โบสถ์ หรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีส่วนบุคคล) Old Goriot แสดงสภาพขัดแย้งของ "โลกสมัยใหม่" ที่ความดีงามอย่างเดียวไม่อาจนำพาชายหนุ่มไปสู่จุดมุ่งหมายแห่งชีวิต (ตรงนี้ต่างกันลิบลับกับนิยายของชาร์ลส์ ดิกเกนส์ เพราะกว่า "โลกสมัยใหม่" จะไปถึงลอนดอนก็ใช้เวลาอีกพักใหญ่)

โกไรออทคือชายชราที่สงสัยไม่เคยอ่าน King Lear เพราะกระทำผิดเดียวกันกับกษัตริย์ของเชคสเปียร์ นั่นคือตามใจ และมอบมรดกทุกอย่างให้ลูกสาวสองคน เดลฟีน และอแนสเตเชีย จนตัวเองไม่หลงเหลืออะไร กระทั่งความรักของพวกหล่อน ตัวเอกของเรื่องคือแรสทิแนค ชายหนุ่มที่เพิ่งมาจากบ้านนอก พยายามเรียนรู้การใช้ชีิวิตในปารีส ปีนป่ายบันไดฐานะ โดยรักษาความซื่อสัตย์ และดีงามเอาไว้ให้มากสุดเท่าที่ตัวเขาจะทำได้

ไม่มีตัวละครใดดีเลวชัดเจน กระทั่งเดลฟีน และอแนสเตเชีย บางครั้งก็เหมือนลูกสาวอกตัญญูผู้ไม่นึกถึงหัวอกบิดา แต่บัลซัคได้นำเสนอความจำเป็นที่บีบบังคับให้แต่ละตัวละครกระทำสิ่งที่พวกเขากระทำ กระทั่งผู้เฒ่าโกไรออทเอง ตลอดทั้งเล่มเหมือนจะเป็นนักบุญ เสียสละทุกอย่างให้ลูกสาว พอเข้าช่วงลมหายใจสุดท้าย ความรักเปลี่ยนเป็นความแค้น ถึงกับประกาศกร้าวด่าทอความโง่เขลาของตัวเองในอดีตที่รักลูกสาวมากเกินไป

ความแตกต่างระหว่าง "โลกสมัยใหม่" และ "โลกหลังสมัยใหม่" คืออย่างหลังยอมรับสภาพไร้กฎเกณฑ์ และหาความสุขในสังคมอันวุ่นวายยุ่งเหยิง บัลซัคเหมือนยังพยายามค้นหาความดีงามบางอย่าง แม้สุดท้ายเท่าที่ตัวละครจะทำได้คือยึดติดปัญหาเฉพาะหน้า และแก้ไขไปทีละเรื่อง Old Goriot เป็นนิยายที่อ่านแล้วเหนื่อย เพราะหลายอย่างมันช่างสะท้อนภาพความจริง ความโหดร้ายในปัจจุบัน

ผู้หญิงอิสลาม


หลายคนคงไม่ทราบแต่ 8 มีนาคม คือวันผู้หญิงนานาชาตินะครับ เนื่องในโอกาสวันสำคัญ ที่นี่ก็เลยมีการจัดชุมนุมประท้วง (บ้านเราอยู่ติดสภาเมืองแอลเอ ก็เลยได้เห็นการ demonstration บ่อยๆ ) ปิดถนนกันวุ่นวาย ทั้งที่เอาเข้าจริง ผู้คนก็แค่หยิบมือ (เข้าใจว่าทางการกลัวก่อการร้ายอะไรทำนองนี้)

ที่ชุมนุมคราวนี้น่าสนใจ และอยากหยิบยกมาพูดถึงเพราะเป็นการชุมนุมของสตรีอิหร่าน และอัฟกานิสถานที่ไม่ได้แค่ต่อต้านการปกครองแบบเหยียดเพศของรัฐบาลสองประเทศนี้เท่านั้น แต่ยังต่อต้าน "การล่าอาณานิคม" ของจักรวรรดิอเมริกาอีกด้ว ซึ่งพิเศษมาก เพราะไม่ค่อยมีหรอก การประท้วงสองฝ่ายพร้อมๆ กัน

ถ้าให้ชม ก็รู้สึกว่าเป็นหัวข้อที่มองข้ามชอตดี หลายๆ ครั้ง คนเรายึดติดหลัก "ศัตรูของศัตรูคือเพื่อน" มากเกินไป เพื่อขับไล่ทรราชออกจากสังคม เราหันไปยกย่องคนโกงอีกกลุ่มที่ต่อต้านทรราชนั้น โดยหวังผนึกกำลังแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หารู้ไม่ว่าเมื่อคนกลุ่มนั้นขึ้นมาเถลิงอำนาจแล้ว อาจริยำตำบ่อนยิ่งกว่าทรราชคนเดิมก็ได้ ผู้หญิงเหล่านี้กำลังบอกว่า แม้ไม่ชอบรัฐบาลเผด็จการของบ้านตัวเอง ถ้าต้องมาสนับสนุนอเมริกาบ้าสงครามก็ไม่ไหวเหมือนกัน

ในทางทฤษฎีแล้วชอบครับ แต่สงสัยในทางปฏิบัติ หัวข้อชุมนุมแบบนี้จะหวังผลได้สักเท่าไหร่ มันเป็นกฎเกณฑ์แห่งการ demonstration ไปแล้วว่าถ้าของชิ้นหนึ่งไม่ดำ มันก็ต้องขาว ไม่ร้อน มันก็ต้องเย็น ทางเลือกสามแพร่ง แม้ในระดับปัจเจคจะเข้าใจได้ไม่ยาก แต่ไม่มีทางเลยจะเอามาพูดต่อหน้าคนหมู่มาก แล้วหวังปลุกอารมณ์ ให้คล้อยตาม คิดเล่นๆ ว่าถ้าหัวหน้ากลุ่มผู้ประท้วงพูดถึงการกดขี่ห่มเหงสตรีของรัฐบาลอิหร่าน แล้วมีใครสักคนอยากป่วน กวนตีนขึ้นมาว่า เช่นนั้นทำไมไม่โอบกอดสหรัฐอเมริกาเล่า ในเมื่อประเทศนี้ให้สิทธิทุกอย่างกับเพศแม่ (ไม่จริงนะครับ แต่จะเถียงกันยังไงดีล่ะ ต่อหน้าที่ชุมนุม)

แม้จะตั้งแง่สงสัย แต่ก็คิดว่าการรวมตัวคราวนี้เป็นนิมิตรหมายอันดีของการมองอะไรไกลๆ และหวังว่าคุณเธอทั้งหลายคงประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

M. Kundera "The Curtain"


วิดวิ้ว! ในที่สุดก็มีหนังสือของกุนเดระในบลอครักชวนหัว!

เราเคยอธิบายประสบการณ์การอ่าน ไผ่แดง ว่าเหมือนโดนข่มขืน(ทางปัญญา)ในร้านดอกหญ้า เป็นการข่มขืนที่ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง รวดเดียวจบ (และไม่ยอมซื้อกลับบ้านเสียด้วยสิ) ได้รู้จักกุนเดระก็เหมือนโดนข่มขืนอีกเช่นกัน ตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่าน The Unbearable Lightness of Being ต่างแต่ว่ากุนเดระข่มขืนเราแบบไม่รู้ตัว ตอนที่อ่านเล่มนั้นจบ นอกจากชอบ ชอบ ชอบก็ไม่รู้สึกว่ามันเปลี่ยนแปลงอะไรในตัว แต่พอถึง The Joke และเล่มอื่นๆ ที่ตามมา ค่อยๆ รู้สึกว่าโลกใบนี้ไม่เหมือนเดิม และกว่าจะตระหนักได้ เราก็ตกเป็น(สาวก)ของกุนเดระไปเสียแล้ว

(หมายเหตุ: ไม่รู้ทำไม เวลาพูดถึงกุนเดระต้องนึกถึงเรื่องเพศไปทุกที แต่อย่างว่าแหละ นี่คือนักเขียนที่บรรจุบทวิเคราะห์ทางจิตเวช และปรัชญาลงในนิยาย Slowness เพื่ออธิบายว่าทำไมการร่วมเพศทางทวารหนัก ถึงเป็นสุดยอดแห่งเซ็ก)

เคยคุยกับเพื่อนที่เป็นกุนเดเรียนเหมือนกัน เขาบอกว่า ถ้าหมอไม่มีหนังสือทุกเล่มเก็บสะสมในห้องสมุดส่วนตัว สามารถหยิบมาพลิกอ่าน หาข้อมูลเมื่อไหร่ก็ได้ หมอก็ต้องตรัสรู้แล้วเท่านั้น ถึงเขียนอะไรแบบนี้ออกมา ถึงเราจะชอบกุนเดระแค่ไหน แต่ยอมรับเลยว่ายังไงก็เขียนหนังสือแบบหมอไม่ได้ ในแง่ความเป็น "นักนิยาย" (กุนเดระชอบเรียกตัวเองว่า "novelist" มากกว่า "writer") หมออาจจัดอยู่แค่ระดับสอง ระดับสาม แต่ในแง่ความเป็นนักคิด นั่นต่างหากที่ทะลวงเราถึงไส้ถึงพุง

The Curtain พูดถึงที่ทางของวรรณกรรมใน "เวลา" และ "สถานที่" (space and time) ในแง่เวลา กุนเดระเปรียบเทียบประวัติศาสตร์ของศิลปะ กับวิทยาศาสตร์ ความรู้ที่ใหม่กว่าค่อยๆ มาทดแทนความรู้แบบเก่า แต่ในเชิงศิลปะ ถึงแม้จะมีแนวทางใหม่เข้ามา แต่มันไม่ได้ทดแทนของเก่า ประวัติศาสตร์แห่งศิลปะปรากฏเคียงคู่กันทั้งใหม่ และเก่าในช่วงเวลาปัจจุบัน เราไม่สามารถแยกงานศิลปะออกจากห้วงเวลา และประวัติศาสตร์ ถ้าซิมโฟนีหมายเลขเก้าไม่ได้แต่งโดยบีโธเฟน ผู้คนก็คงแค่ชื่นชมมันในระดับหนึ่ง เพราะกัวนิก้าถูกวาดโดยปิกัสโซ เพราะจอยซ์ได้รับอิทธิพลมาจากเซอวานเต้ และส่งอิทธิพลไปสู่ฟอล์คเนอร์ นี่ต่างหากถึงเป็นคุณค่าของงานศิลปะ

ในแง่สถานที่ นิยายทุกเรื่องไม่ว่าจะถูกเขียนที่ประเทศไหน โดยใคร ใช้ภาษาอะไร ควรเป็น "นิยายของโลก" (คำนี้เกอเธ่เป็นคนคิดคนแรก) อัจฉริยะภาพของนักเขียนมักเป็นที่ประจักษ์ภายนอกประเทศบ้านเกิด (เช่นคนอเมริกันไม่ยอมอ่านฟอล์คเนอร์ แต่เขาถูกยกย่องให้เป็นผู้มีอิทธิพลต่อวรรณกรรมฝรั่งเศสสมัยใหม่) จุดนี้น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับบ้านเรา ในแง่การแปลหนังสือไทยเป็นภาษาอังกฤษ แต่ที่สำคัญกว่า การแปลวรรณกรรมต่างชาติ มีอยู่ตอนหนึ่ง กุนเดระทุบโต๊ะปัง ประกาศอย่างไม่กลัวฟ้าดินว่า ช่างแม่งกำแพงภาษา! นิยายไม่ได้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านในภาษาดั้งเดิมเท่านั้น ณ วันนี้ เวลานี้ รักชวนหัวก็ขอทุบโต๊ะปัง อหังการ์ประกาศโครมเหมือนกันว่า สิบปี สิบห้าปีนับจากนี้ นักเขียนไทยที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ (หรือภาษาที่สอง) และชีวิตนี้ไม่เคยอ่านวรรณกรรมแปล ก็ไม่มีคุณค่าให้ใครอ่านอีกต่อไปแล้ว!

E. L. Doctorow's "Ragtime"


โรเบิร์ต อัลแมนคือผู้กำกับในดวงใจเรา ถ้าถามว่าชอบหนังตัวละครเยอะ พูดพร้อมๆ กันที่ดูไม่ค่อยรู้เรื่องของเขาตรงไหน เราตอบได้ทันทีว่า ชอบตอนที่ระบบระเบียบค่อยๆ ปรากฎขึ้นมาจากความยุ่งเหยิง ซึ่งตอนแรกคนดูจับไม่ถูกด้วยซ้ำว่าตัวละครตัวใดคือตัวเด่น ตัวด้อย ตัวประกอบ (ไม่ต้องพูดเลยว่าใครเป็นพระเอก ผู้ร้าย) นอกเหนือจากภาพยนตร์ของอัลแมน ยังมีงานศิลปะชิ้นอื่นๆ ที่โดนใจเราด้วยเหตุผลคล้ายๆ กัน หนึ่งในนั้นคือดนตรีแจ๊ส

เพราะฉะนั้น เราจึงแปลกใจมากกับ Ragtime นี่เป็นนิยายเรื่องแรกเลยที่เราชอบมันน้อยลงทันทีที่ความมั่วซั่วค่อยๆ คลี่คลายออกให้เห็นโครงสร้าง ถ้าแบ่งนิยายเล่มนี้ออกเป็นความยุ่งเหยิง และระบบระเบียบ เราชอบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับส่วนแรก ชอบที่ตัวละครอยู่ดีๆ ก็หายสาบสูญไปจากเนื้อเรื่อง หรือไม่แน่ใจว่าดอกโทโรลจะเอ่ยถึงขึ้นมาทำไมตั้งแต่แรก ชอบฮูดินี เนสบิต ทาเท และตัวประกอบทั้งหลายแหล่ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อเรื่องหลัก มากกว่าโคลเฮาส์ ซาราห์ และ "น้องชาย"

เสน่ห์ของ Ragtime คือมันเป็นนิยายที่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นตัวเอก นำเหตุการณ์สำคัญในอเมริกาช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ตั้งแต่การแสดงมายากลของฮูดินี การสำรวจขั้วโลกเหนือ อุตสหกรรมรถยนตร์ และจุดเริ่มต้นธุรกิจภาพยนตร์มาเกี่ยวกระหวัดกัน อันที่จริงเนื้อเรื่องหลักซึ่งว่าด้วยการต่อสู้ของคนดำ และการเคลื่อนไหวของฝ่ายซ้าย และกลุ่มอนาธิปไตยก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น ซึ่งในช่วงแรก ตอนที่มันยังอยู่ในความยุ่งเหยิงก็ดูน่าสนใจดี แต่ทันทีที่มันกลายเป็นประเด็นหลักของหนังสือ กลับน่าติดตามน้อยลง พอดอกโทโรลพุ่งประเด็นไปที่เนื้อเรื่องหลัก เราก็เลยไม่ค่อยได้รับรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับพวกตัวประกอบทั้งหลาย ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นต่างหากเป็นสีสันที่แท้จริง (ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าดอกโทโรลยกให้ฮูดินี หรือทาเทเป็นตัวเด่นในช่วงหลัง หนังสือเล่มนี้จะน่าสนใจน้อยกว่า หรือมากกว่านี้ เราอาจชอบมันก็ได้ เพราะก็ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้สนใจ activist การเมือง มากเท่านักมายากล หรือผู้สร้างภาพยนตร์)

ถ้าให้เราจัดอันดับนิยายอเมริกัน จะไม่แปลกใจเลยถ้ามี Ragtime ติดอยู่หนึ่งในสิบ ชอบสไตล์การเขียนของดอกโทโรล ได้อารมณ์เหมือนฟังดนตรีแจ๊ส ถึง The Great Gatsby จะได้รับคำยกย่องว่าเป็นนิยายแจ๊ส เรากลับรู้สึกว่า Ragtime ต่างหากที่จับจังหวะจะโทนของดนตรีผิวสีเอาไว้ในภาษาไร้สำเนียงได้อย่างงดงาม นี่อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งก็ได้ พอระบบระเบียบมันโผล่ขึ้นมา นิยายเล่มนี้ก็กลายเป็นการเล่าเรื่องธรรมดา ความแจ๊สหายไปอย่างน่าเสียดาย

วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา


เปิดรับบทวิจารณ์ครับ!

ตอนนี้รักชวนหัวมีโครงการอยากทำเครือข่ายนักวิจารณ์หนังสือทางอินเตอร์เน็ต มีผู้ใดสนใจบ้างครับ คิดว่าตอนแรกคงทำกันแบบหลวมๆ ก่อน กล่าวคือมีบทวิจารณ์ก็เอามาแปะในบลอค (ซึ่งไม่ใช่บลอคนี้นะครับ) เป้าหมายของโครงการนี้คือก่อตั้งเครือข่ายปกป้องนักวิจารณ์ เพื่อให้พวกคุณสามารถพูดจา เสนอความชอบ ไม่ชอบหนังสือสักเล่ม โดยไม่สำคัญว่าผู้เขียนเป็นศิลปินแห่งชาติ นักเขียนใหม่ไฟแรง เจ้าของบลอค หรือเพื่อนสนิทชิดเชื้อ

ในความเห็นเรา สาเหตุหนึ่งที่วรรณกรรมไทยมันต้วมเตี้ยมกว่าภาพยนตร์ไทย (ซึ่งนับวันจะโกอินเตอร์ขึ้นทุกทีๆ ) เพราะขาดการวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ถ้ามีผู้สนใจ อยากเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือ ลองมาพบปะ พูดคุยกันดูดีไหมครับ

ติดต่อรักชวนหัวได้ที่ laughable-loves@hotmail.com ครับ หรือจะโพส comment ตรงนี้ก็ได้ครับ

(หมายเหตุ: เอนทรีบลอคตัวนี้จะขึ้นหน้าแรกต่อไปเรื่อยๆ นะครับ ไม่ได้แปลว่าไม่มีการอัพเดทบลอค ลองเลื่อนลงมาข้างล่างดูนะครับ ถ้าอยากอ่านเอนทรีใหม่)

ขออนุญาตเอา comment มาแปะไว้ข้างล่างนี้นะครับ

gninromyadsendew said...
เห็นด้วยครับ

น่าสนใจครับ
ชอบอ่านบทวิจารณ์ วิจารณ์ไม่เป็น
แต่อยากอ่าน
ทำเลยครับ