หนังเขาดีจริงๆ


ขอแสดงความยินดีกับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เหมาะสมทุกประการครับ





และขอโห่ฮาส่งท้ายรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ขอแสดงความชื่นชม "สุพรรณหงส์" ที่คุณสามารถลดคุณค่า มาตรฐาน และศักดิ์ศรีสถาบันตัวเองลงได้ เยี่ยมมากครับ

J. Conrad's "Heart of Darkness and Other Stories"


หลังจากได้อ่านมาครบ ตั้งแต่ The Godfather, The Streetcar named Desire, และ Heart of Darkness ขอสรุปตรงนี้แล้วกันว่า บทผู้พันเคิร์ทใน Apocalypse Now คือบทบาทที่เด่นสุดของแบรนโด สาเหตุง่ายๆ คือขณะที่พูโซ และวิลเลียมสร้างตัวละครซึ่ง "หนัก" มาแล้วตั้งแต่แรก (แต่ในแง่หนึ่งไม่ใช่ว่านักแสดงทุกคนจะแบกรับความหนักของตัวละครเหล่านี้ได้) เคิร์ทในฉบับดั้งเดิมของคอนราด เป็นแค่ภาพเงา ผู้พันเคิร์ทแบบที่คนส่วนใหญ่จดจำได้จากภาพยนตร์ คือผลิตผลของแบรนโด และคอปโปลาล้วนๆ

ก่อนจะพูดถึงเคิร์ท ต้องพูดถึงมาร์โลว์ก่อน เพราะจริงๆ แล้ว Heart of Darkness คือการผจญภัยของมาร์โลว์สู่ใจกลางความมืด ส่วนเคิร์ทแค่มีบทบาทท้ายๆ เรื่อง ในแง่หนึ่ง ถ้าให้เลือก เรารู้สึกว่ามาร์โลว์เป็นตัวละครที่น่าสนใจกว่าด้วยซ้ำ (ทั้งในหนังสือ และในภาพยนตร์) ถ้าเคิร์ทคือผู้อยู่ตรง "หัวใจแห่งอนธกาล" มาร์โลว์ดูจะใกล้เคียงกับคนธรรมดามากกว่า คือเดินอยู่ระหว่างแสงสว่าง และความมืด ส่วนความมืดในที่นี้ ถ้าเป็น Apocalypse Now ก็คือความโหดร้ายของสงครามเวียดนาม ส่วนใน Heart of Darkness คือความป่าเถื่อนของมนุษย์

ประเด็นนี้เองที่นักวิจารณ์หยิบ Heart of Darkness มาพูดถึงได้ไม่รู้จบ คอนราดมีจุดประสงค์ใดในการระบายภาพทวีปแอฟริกาให้ออกมาโหดร้าย เต็มไปด้วยความล้าหลัง เพื่อแสดงให้เห็นถึงอารยธรรมของคนขาว หรือเพื่อบอกว่าแท้ที่จริง ส่วนลึกของมนุษย์เรามี "หัวใจแห่งอนธกาล" แฝงอยู่ (เพราะเอาเข้าจริงๆ เคิร์ทก็คือความมืดดำของกาฬทวีปที่รวบรวมอยู่ในตัวมนุษย์คนเดียว) หรือถ้าตีกันอย่างเชยๆ ก็คือใครกันแน่ที่ป่าเถื่อน คนขาว หรือคนพื้นเมือง

จำได้ว่าตอนที่ดู Apocalypse Now ฉากที่ติดตรึงเราสุดคือเมืองในป่าของผู้พันเคิร์ท ตอนนั้นงง และแปลกใจมาก ไม่คิดว่าจะมีอะไรแบบนี้อยู่ในหนังสงครามได้ด้วย เหมือนกับหลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ในหนังสือ ฉากนี้ก็น่าสนใจดี แทนที่ชาวพื้นเมืองจะปล่อยให้มาร์โลว์เข้าไปหา "ศาสดา" ของเขาอย่างง่ายๆ พวกคนป่าออกมาซุ่มโจมตีเรือ ลูกดอกไม้นับสิบนับร้อยพุ่งเข้าหาเรือเหล็ก ซึ่งปลอดภัยประหนึ่งป้อมลอยน้ำ แต่ในความปลอดภัยนั้น ก็ยังมีความ "โดดเดี่ยว" และตัวขาดตัวเองจากโลกภายนอกอยู่ด้วย เป็นอุปมาอุปมัยที่ได้ผลมากๆ สำหรับโลกยุคใหม่ ท่ามกลางธรรมชาติซึ่งพร้อมจะตะครุบตัวเราได้ตลอดเวลา

ระหว่างที่อ่าน Heart of Darkness ก็นึกถึงหนังสือผจญภัยในแอฟริกาอีกสองเล่ม เล่มแรกคือ Congo ของไมเคิล คริชตัน ซึ่งคริชตันเขียนหนังสือเล่มนี้ได้ดีมากๆ เป็นการผสานความลึกลับของวิทยาศาสตร์ เข้ากับการเดินทางสู่ใจกลางความมืด อีกเรื่องคือโดราเอมอนตอนพิเศษ ตลุยทวีปซาวันนา ถ้าใครอ่าน จะจำได้ว่ามีฉากล่องเรืออยู่เหมือนกัน รู้สึกทึ่งว่าอิทธิพลของหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง เขียนเมื่อประมาณร้อยปีก่อน สามารถข้ามพ้นขอบขีดวัฒนธรรม และ genre จนถึงปัจจุบันนี้ได้

ความน่าจะเป็น (ปราบดา หยุ่น)


วันก่อนจัดห้องอยู่ดีๆ เจอหนังสือเล่มนี้ จำไม่ได้จริงๆ ว่าซื้อมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ใช่ไม่เคยอ่านนะ แต่ตอนนั้นคุ้นๆ ว่ายืมเพื่อนมา นั่งคิดอยู่พักใหญ่จึงถึงบ้างอ้อว่าประมาณต้นปีที่แล้ว ไปช่วยรุ่นน้องย้ายบ้านก็เลยได้มรดกตกทอด เป็นหนังสือสามสี่เล่มของพี่คุ่น

อย่างที่บอกว่าเคยอ่านแล้ว แต่ที่หยิบมันขึ้นมาอ่านอีกเป็นด้วยความอยากรู้อยากเห็น ถ้าใครยังจำได้ หลายปีก่อนตอน ความน่าจะเป็น ได้รางวัลซีไรต์ เกิดทั้งกระแสต่อต้าน และสนับสนุน ซึ่งจนถึงทุกวันนี้แรงกะเพื่อมดังกล่าวก็ยังคงสัมผัสได้ในแวดวงวรรณกรรม (แม้ว่าท่าทางกระแสตัวหนึ่งจะหลงเหลืออยู่มากกว่าอีกตัวหนึ่งก็ตาม) ความน่าจะเป็น คือจุดเริ่มต้น "love affair" ระหว่างเรากับพี่คุ่น มีทั้งความชิงชัง สุดแสนจะหมั่นไส้ ไปถึงชื่นชม คุณปราบดาเป็นผู้ชายที่เคยกล่าวว่า "ไม่สนใจการเมือง เพราะรู้สึกว่านักการเมืองเลวหมดทุกคน" (คะแนนติดลบ) จนถึงช่วงหนึ่งที่สังคมตกอยู่ใต้กระแสมวลชน คุณปราบดาคือหนึ่งในกระบอกเสียงแห่งเหตุและผล (ได้แต้ม)

อยากรู้จริงๆ ว่าตัวเราจะคิดยังไงกับ ความน่าจะเป็น กันแน่ เมื่อเวลาผ่านไปเกือบสิบปี ตอนนี้อคติ อะไรต่อมิอะไรก็คงจางหายลงไปเยอะ ณ วันนี้พอได้กลับมาเยือนมันอีกหน รู้สึกเหมือนตัวเองมองผลงานชิ้นนี้อย่างชัดเจนขึ้น เรื่องที่ดี เราก็ยอมรับว่าพี่คุ่นเขียนดีจริงๆ ส่วนเรื่องที่แย่ อ่านวันนี้ก็รู้เลยว่า มันแย่จริงๆ ว่ะ (ฮา)

ความน่าจะเป็น ก็เหมือนรวมเรื่องสั้นไทยทั่วไปที่มีทั้งดีและไม่ดี และไม่ได้มีในอัตราส่วนที่ผิดปกติแต่อย่างใด เรื่องที่แต่ก่อนไม่เคยชอบอย่าง ตามตาต้องใจ, อะไรในอากาศ, ด้วยตาเปล่า มาวันนี้นอกจากจะไม่ชอบแล้ว ก็ยังฟันธงเลยว่าผู้เขียนดำน้ำแน่ๆ เป็นความล้มเหลวที่ไม่อาจแก้ตัว เพราะในฐานะนักอ่าน เราเชื่อว่าตัวเองฉลาดพอจะสิ้นสงสัยว่า "คุณปราบดาคงรู้อะไรบางอย่างที่เราไม่รู้"

แต่ขณะเดียวกันเรื่องที่เคยไม่ชอบเช่น เหตุการณ์กรรมซ้ำเล่า กลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องสั้นที่น่าสนใจ ในความไม่เล่าเรื่องของมัน กลับรู้สึกถึงความอบอุ่น และเครือข่ายโยงใยแต่ละชีวิตในสังคม อุปกรณ์ประกอบฉาก อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก แต่คุณปราบดาก็สามารถยึดจับ และเล่นกับโจทย์ที่ตัวเองตั้งไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ ความน่าจะเป็น และ มารุตมองทะเล คือสองเรื่องที่รู้สึกมาแต่ไหนแล้วว่าดี แต่เหมือนชอบเรื่องหลังน้อยลง (อาจเพราะมันเป็น "ตัวตน" ของปราบดา หยุ่นที่เราได้สัมผัสมาจนชินชา) ส่วนเรื่องแรก คุณปราบดาผนวกเอาเอกลักษณ์ของผลงาน pre- และ post-last life in the universe เอาไว้ได้อย่างเหมาะสม

ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อ "ปราบดา หยุ่น" เรารู้สึกเสมอว่าผู้ชายคนนี้ได้ซีไรต์เร็วเกินไป (เราชอบผลงานส่วนใหญ่ที่ออกภายหลัง ความน่าจะเป็น แสดงให้เห็นถึงอาการบรรลุนิติภาวะในทางความคิด) ไม่ว่าพี่คุ่นจะทำอะไรต่อ ก็ขอติดตาม และให้กำลังใจก็แล้วกัน

M. Heidegger's "The Question Concerning Technology"


ดีใจมากที่อ่าน The Question Concerning Technology รู้เรื่อง เราหยิบบทความของไฮเดกเกอร์ชิ้นนี้มาอ่านครั้งแรกประมาณธันวาคมปี 2006 ในสมัยนั้นยังแทบไม่เคยแตะต้องหนังสือปรัชญาเล่มไหนมาก่อน แล้วก็แน่นอนคืออ่านไม่รู้เรื่อง แค่เจอ "What the will wills it has already. For the will wills its will. Its will is what it has willed. The will wills itself." เข้าไปก็กระอักแล้ว หลังจากผ่านไปปีกว่า ได้พัฒนาตัวเองทั้งด้านความรู้ และภาษา มาตอนนี้ ในที่สุดก็ฟันฝ่า The Question Concerning Technology จนจบ แล้วก็ต้องถือว่ารู้เรื่องดีพอใช้เสียด้วยสิ

เอาละ เลิกชมตัวเองแล้วพูดถึงหนังสือดีกว่า

ความยากของการอ่านปรัชญาตะวันตก คือเหตุ และผลมักสลับที่สลับทาง โดยเฉพาะในผลงานของไฮเดกเกอร์ ซึ่งถ้าให้เราสรุปความเชื่อของแกลงในคำคำเดียว เราจะเลือกคำว่า "ชะตากรรม" เหมือนแกพยายามบอกว่าการคิดค้นหรือทำให้อะไรบางอย่างเกิดขึ้นมา (เหตุ) แท้จริงแล้วเป็นผลพวงมาจากการที่สิ่งๆ นั้นจะต้องเกิดมาอยู่แล้ว (ผล) เพียงแต่มนุษย์มีหน้าที่เตรียมความพร้อม รับการมาเยือนของสิ่งนั้น เช่นในกรณีของเทคโนโลยีคือเครื่องจักรไอน้ำไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา หากว่ามนุษย์พัฒนากลศาสตร์ความร้อนเพื่อให้เครื่องจักรไอน้ำสามารถถือกำเนิดขึ้นมาได้ต่างหาก

ถ้าอย่างนั้นก่อนเครื่องจักรไอน้ำจะเป็นเครื่องจักรไอน้ำ มันคืออะไร ตรงนี้ลากไปถึงอีกสิ่งซึ่งชวนงุนงงในปรัชญาตะวันตก คือความคิดเรื่อง "แก่น" หรือ "essence" หรือ "wesen" ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นนิรันดร แก่นของเครื่องจักรไอน้ำมีมาก่อนเครื่องจักรไอน้ำจะถูกผลิตขึ้น และเมื่อสักวันเครื่องจักรไอน้ำตกยุคไปแล้ว แก่นตรงนี้ก็จะคงอยู่ (เรื่องความเป็นนิรันดรของแก่นนี้ หาอ่านได้จากปรัชญาสปิโนซาที่เพิ่งพูดไปคราวก่อน)

ไม่รู้จะเห็นภาพขึ้นหรือเปล่า ถ้าหยิบยกอภิปรัชญาของอริสโตเติลขึ้นมาอ้าง ปราชญ์กรีกโบราณเชื่อว่ามีโลกสัมผัสอื่นเหนือกว่าโลกที่เราจับต้องได้ เห็น และเป็นอยู่ เรียกว่าอภิสรรพสิ่งก็ได้ โดยเครื่องจักรไอน้ำมีตัวตนอยู่ในอภิสรรพสิ่งตั้งแต่แรก เมื่อกลศาสตร์ความร้อนถูกคิดค้นขึ้น มนุษย์ถึงสามารถเอาเครื่องจักรไอน้ำลงมาจากอภิสรรพสิ่ง ให้ปรากฎอยู่ในโลกสัมผัสได้


The Question Concerning Technology พูดถึงสองสิ่งซึ่งประกอบกันเป็นสังคมยุคใหม่ ซึ่งก็คือพัฒนาการด้านเทคโนโลยี และปรัชญาแบบ nihilism เทคโนโลยี โดย "แก่น" แล้วคือการเปลี่ยนธรรมชาติให้กลายเป็นทรัพยากร ซึ่งมีปัจจัยสำคัญคือวิทยาศาสตร์ที่ทำนายปรากฎการณ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ เช่นว่าถ้าเผาถ่านหินเป็นจำนวนเท่านี้ๆ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ย่อมต้องได้พลังงานเป็นสัดส่วนที่คาดเดาไว้ก่อนได้เสมอ วิทยาศาสตร์ยุคใหม่จึงต่างจากวิทยาศาสตร์แบบกรีก หรือยุคกลาง เพราะเป้าหมายของเราคือการจับธรรมชาติที่ยืนรออยู่เฉยๆ เอามาใช้ได้ทุกขณะตามต้องการ การมองธรรมชาติเป็นทรัพยากรเช่นนี้คือหัวใจของระบบทุนนิยม ซึ่งในปัจจุบันก็เป็นแง่มุมที่ถูกคนหยิบยกขึ้นมากล่าวโจมตีบ่อยๆ

ส่วนความเชื่อแบบ nihilism ก็ตีความมาจากหลักอภิปรัชญาอีกนั่นแหละ โดยภายในอภิสรรพสิ่งไม่ได้มีเฉพาะเครื่องจักรไอน้ำ หรือวัสดุรูปธรรมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงนามธรรมอื่นๆ เช่นความดีงาม กฎเกณฑ์ ระเบียบสังคม คริสตศาสนา (ซึ่งดัดแปลงมาจากอภิปรัชญาอีกที) สอนว่าเจ้าแห่งอภิสรรพสิ่ง หรือสิ่งที่สมบูรณ์สุดก็คือพระเจ้า ความคิดแบบ nihilism คือการที่เราปลดพระเจ้าออกจากแท่นบัลลังก์ และเอาความว่างเปล่ามาแทนที่ พอมาถึงยุคนิทเช่ แกบอกว่าปัจเจคชนจะหาคุณค่าแบบอื่นๆ มาวางไว้แทนที่ความว่างเปล่าตรงนั้น พระเจ้าของปัจเจคก็คือคุณค่าที่แต่ละคนเลือกจะยืดถือ

ไฮเดกเกอร์เรียกแนวคิดของนิทเช่ว่า nihilism แบบไม่สมบูรณ์ ที่ไม่สมบูรณ์เพราะถึงแม้จะถอดพระเจ้าออกจากแท่นบังลังก์ แต่การพูดถึง และมีอยู่ของอภิสรรพสิ่ง ก็ยังเรียกว่าเป็นการยึดแนวทางของอภิปรัชญา ไฮเดกเกอร์พูดต่อด้วยว่าความยุ่งเหยิง สงคราม และการฆ่าฟันกันเกิดจาก nihilism แบบไม่สมบูรณ์นั่นเอง เพราะถ้าปัจเจคนับถือคุณค่าที่แตกต่างกัน ย่อมนำมาซึ่งโลกแห่งความขัดแย้ง ใน The Question Concerning Technology ไฮเดกเกอร์นิยาม nihilism แบบอื่นที่ไม่ต้องอาศัยหลักอภิปรัชญา ซึ่งไอ้ประโยควิวๆ หวิวๆ ที่ยกมาตอนต้น ก็มาจากตรงนี้นี่เอง ไฮเดกเกอร์เชื่อว่าหลัก nihilism แบบสมบูรณ์สอดคล้องกับมนุษย์ยุคใหม่ และสามารถสร้างความสงบสุขในโลกได้

G. Deleuze's "Spinoza: Practial Philosophy"


สองปีที่แล้ว ก่อนจะเริ่มเขียนบลอคนี้ ได้อ่าน A Dictionary of Maqiao ซึ่งเป็นนิยาย แต่ถูกนำเสนอในรูปแบบพจนานุกรม ไอเดียฟังแล้วเท่ห์มาก แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้เท่ห์ขนาดนั้น เพราะผู้เขียนจัดเรียงลำดับคำเสียใหม่ ไม่ได้ตามตัวอักษร เพื่อให้ผู้อ่านติดตามเรื่องราวได้ สุดท้ายก็เลยเหมือนอ่านนิยายธรรมดาเล่มหนึ่ง ที่มีคำศัพท์ขั่นแต่ละบท

หนังสือที่ต้องพลิกซ้ายพลิกขวาเวลาอ่านจริงๆ ก็ได้แก่ชุดผจญภัยตามใจเลือกซึ่งเคยฮิตสมัยเราเป็นเด็ก แต่ท่าทางจะไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะสมัยนี้ก็ไม่เห็นมีใครเขียนแบบนั้นแล้ว เคยเห็น Chick Read ในรูปแบบเดียวกันวางขายที่ร้านหนังสือ น่าสนใจดี แต่ก็ไม่ได้สร้างกระแสอะไร Hopscotch ของจูลิโอ คอทาซาร์น่าจะเป็นนิยายพลิกซ้ายพลิกขวาที่โด่งดังสุด ไว้ว่างๆ จะอ่านแล้วมาเล่าให้ฟัง

เกริ่นแบบนี้เพราะใน Spinoza: Practial Philosophy ดีลูซใช้รูปแบบพจนานุกรมอธิบายปรัชญาของสปิโนซา โดยแกเล่นเรียงลำดับคำตามตัวอักษรจริงๆ นี่คือหนังสือที่ต้องพลิกซ้ายพลิกขวาเวลาอ่าน สำหรับบางคำก็ต้องอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก กว่าจะจับความออก อันที่จริงแค่อ่านบทความธรรมดาที่ดีลูซเขียนก็ยากจะตายหักอยู่แล้ว นี่ยังต้องมานั่งโยงใยคำศัพท์อีก อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าบางทีดีลูซอาจตั้งใจให้หนังสือเล่มนี้เป็นพจนานุกรมสำหรับการอ่านสปิโนซาจริงๆ ก็ได้

อย่างไรก็ดี ยอมรับเลยว่าสนุกสนานไม่น้อยกับการอ่าน Spinoza: Practial Philosophy หนังสือปรัชญาที่ดีไม่ใช่แค่นำเสนอความคิดเท่านั้น แต่ผู้เขียนต้องถามตัวเองด้วยว่า เขียนยังไง ความคิดถึงจะไปประจุในหัวผู้อ่านเองได้ การอ่าน Spinoza: Practial Philosophy แม้จะยากแสนยาก แต่ก็รู้สึกดี ที่บางครั้งพออ่านนิยามของคำคำหนึ่งไม่รู้เรื่อง แต่พออ่านคำอื่นมากๆ เข้า กลับมาอ่านคำเดิม เริ่มจับเนื้อความออก

ส่วนปรัชญาสปิโนซาเป็นเช่นไร ไม่พูดถึงแล้วกัน สรุปสั้นๆ คือเป็นส่วนผสมระหว่างพุทธศาสนา และคริสตศาสนา คิดเล่นๆ ว่าถ้าพระพุทธเจ้าท่านเชื่อในพระยะโฮวา ก็คงกล่าวอะไรทำนองนี้ออกมานั่นแหละ

E. A. Abbott's "Flatland"


Flatland เขียนเมื่อประมาณ 120 ปีที่แล้ว ก่อนไอนสไตน์จะคิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไป ก่อนที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะรู้จัก "มิติที่สี่" ดูจากประวัติ แอบบอตเป็นหลายอย่าง ตั้งแต่นักบวช นักการศึกษา จนถึงผู้เชี่ยวชาญเชคสเปียร์ แต่ไม่เห็นมีตรงไหนบอกเลยว่าแกเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือนักคณิตศาสตร์ด้วย ยิ่งน่าทึ่งเข้าไปใหญ่ว่าความคิดที่คนปัจจุบันส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจกลับถูกคนจากศตวรรษที่ 19 หยิบยกมาใช้ได้อย่างสวยงามเช่นนี้

Flatland คือเรื่องราวของ "สี่เหลี่ยมด้านเท่า" ช่วงแรกเป็นการแนะนำคนอ่านสู่ดินแดนราบเรียบ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของสี่เหลี่ยมด้านเท่า (ที่จริงๆ แล้วมีอาชีพเป็นทนายความ) ได้รับรู้ประวัติศาสตร์ของดินแดนราบเรียบที่ฟังดูุคุ้นเคยจนน่าเกาหัว ช่วงหลังคือการผจญภัยของสี่เหลี่ยมด้านเท่า พบปะผู้คนจากมิติต่างๆ ราชาแห่งดินแดนเส้นตรง ศาสดาแห่งอวกาศ (แปลมาจาก space ซึ่งจะใช้ในความหมายว่า "โลกสามมิติ" ก็ได้) และ "จุด" ซึ่งเป็นทั้งผู้ปกครอง ผู้อยู่ใต้ปกครอง และดินแดนในขณะเดียวกัน

หนังสือเจ๋งๆ บางเล่ม อ่านจบแล้วไม่อยากพูดอะไรให้มากความเลย นอกจากเชิญชวนให้คนอื่นได้ลองอ่านมันดู หัวใจจริงๆ ของนิยายเล่มนี้คือการเปิดใจให้กว้างเพื่อยอมรับสิ่งที่อยู่นอกเหนือสามัญสำนึก แอบบอตต้องการชี้ให้เห็นว่ามันยากแค่ไหนที่จะตีฝ่าความรั้น และความเขลาของคนเรา

ขึ้นด้วยไอนสไตน์ ก็ขอจบด้วยคำพูดอมตะของไอนสไตน์แล้วกัน "สองสิ่งเท่านั้นอันไร้ที่สิ้นสุดคือจักรวาล และความเขลาของมนุษย์ พูดตรงๆ ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าอย่างแรกใช่หรือเปล่า"

L. Althusser's "For Marx"


เคยพูดไว้แล้วว่านักปรัชญาก็เหมือนไอติม หลังจากอ่าน For Marx ของหลุยส์ อัลธัสเซอร์ เราได้ข้อสรุปว่าอัลธัสเซอร์คือนักปรัชญาการเมืองรสญาณวิทยา (epistemology) การศึกษามาร์กของอัลธัสเซอร์ไม่ได้ตั้งอยู่บนคำถาม "มาร์กกล่าวไว้ว่าอย่างไร" แต่เป็น "อะไรทำให้มาร์กกล่าวเช่นนั้น" ซึ่งความพยายามตอบคำถามที่สองได้นำผู้เขียน และผู้อ่านไปสู่คำถามแรกด้วยเช่นกัน

For Marx อธิบายการแตกตัวทางความคิดของมาร์ก จากระบบปรัชญาของเยอรมันซึ่งมีเฮเกลเป็นเสาหลัก หนึ่งในคำพูดอมตะของมาร์กใน Le Capital คือข้าพเจ้าพยายามจับปรัชญาเฮเกลกลับหัวกลับหาง จากที่เท้าชี้ฟ้า ให้ตั้งยืนอยู่บนพื้นได้ ไอ้การ "กลับหัวกลับหาง" ตรงนี้เองที่เป็นหัวข้อหลักของอัลธัสเซอร์

ชั่วชีวิตมนุษย์ถ้าสามารถทิ้งคำศัพท์ไว้ให้ชนเบื้องหลังจดจำเราได้สักคำ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จยิ่งแล้ว อย่างไอนสไตน์ก็คงเป็นคำว่า "สัมพันธภาพ" ดาร์วิน "วิวัฒนาการ" เดริดา "deconstruction" และสำหรับอัลธัสเซอร์ "overdetermination" หมายถึงสภาพความขัดแย้งในสังคมซึ่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ในทางประวัติศาสตร์ก็คือการปฏิวัตินั่นเอง อัลธัสเซอร์ใช้คำนี้อธิบายเหตุใดคอมมิวนิสต์จึงเกิดได้ในรัสเซีย คิวบา และจีน เสียดายที่แกไม่ได้ยกตัวอย่างความจริงในทางประวัติศาสตร์ วิเคราะห์ว่าประเทศเหล่านั้นมีเงื่อนไขตรงไหนที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ บ้าง แต่เท่าที่อ่านมา รู้สึกอยู่เหมือนกันว่าอัลธัสเซอร์คงไม่เห็นด้วยกับการวิเคราะห์เจาะจงอะไรขนาดนั้น เพราะความคิดของแกเป็นเงื่อนไขทางทฤษฎี มากกว่าภาคปฏิบัติ

overdetermination ต่างจากความขัดแย้งง่ายๆ ที่พูดถึงการแตกออก และผสานคืน (thesis, antithesis, และ synthesis) อันเป็นส่วนหนึ่งของระบบ dialectic ของเฮเกล เนื่องจากอัลธัสเซอร์เป็นนักโครงสร้างนิยม การอ่านมาร์กของแกจึงออกมาในเชิงนี้ overdetermination เป็นความขัดแย้งระดับทั้งโครงสร้าง ไม่สามารถเจาะจง หรือมองอย่างง่ายๆ เป็นสองขั้วชัดเจนได้ แม้ในภาคปฏิบัติ ทั้งเหมา เลนินเห็นตรงกันว่ามีความขัดแย้งเพียงตัวเดียวซึ่งสร้างรอยแยกอันชัดเจน พอให้เกิดการปฏิวัติ กรณีนี้อัลธัสเซอร์อธิบายว่าเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหว จัดโครงสร้างสังคมอันนำไปสู่สภาพที่ความขัดแย้งตัวใดตัวหนึ่งโดดเด่นขึ้นมา

ยกตัวอย่างง่ายๆ ในประเทศไทยช่วงสองปีก่อน สังคมเราเต็มไปด้วยความขัดแย้งแบบเจ้านิยม vs ประชานิยม vs ทุนนิยม vs ธรรมนิยม vs เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งบางช่วงก็เหมือนจะเป็นคู่ใดคู่หนึ่งที่น่าจะสร้างรอยแยกได้ แต่สุดท้ายก็เนื่องมาจากการขยับเขยื้อนโครงสร้างในสังคม ผลัดกันชูความขัดแย้งแต่ละคู่ขึ้นมาให้โดดเด่น และผลที่ตามมาก็อย่างที่รู้ๆ กัน