M. Heidegger's "The Question Concerning Technology"


ดีใจมากที่อ่าน The Question Concerning Technology รู้เรื่อง เราหยิบบทความของไฮเดกเกอร์ชิ้นนี้มาอ่านครั้งแรกประมาณธันวาคมปี 2006 ในสมัยนั้นยังแทบไม่เคยแตะต้องหนังสือปรัชญาเล่มไหนมาก่อน แล้วก็แน่นอนคืออ่านไม่รู้เรื่อง แค่เจอ "What the will wills it has already. For the will wills its will. Its will is what it has willed. The will wills itself." เข้าไปก็กระอักแล้ว หลังจากผ่านไปปีกว่า ได้พัฒนาตัวเองทั้งด้านความรู้ และภาษา มาตอนนี้ ในที่สุดก็ฟันฝ่า The Question Concerning Technology จนจบ แล้วก็ต้องถือว่ารู้เรื่องดีพอใช้เสียด้วยสิ

เอาละ เลิกชมตัวเองแล้วพูดถึงหนังสือดีกว่า

ความยากของการอ่านปรัชญาตะวันตก คือเหตุ และผลมักสลับที่สลับทาง โดยเฉพาะในผลงานของไฮเดกเกอร์ ซึ่งถ้าให้เราสรุปความเชื่อของแกลงในคำคำเดียว เราจะเลือกคำว่า "ชะตากรรม" เหมือนแกพยายามบอกว่าการคิดค้นหรือทำให้อะไรบางอย่างเกิดขึ้นมา (เหตุ) แท้จริงแล้วเป็นผลพวงมาจากการที่สิ่งๆ นั้นจะต้องเกิดมาอยู่แล้ว (ผล) เพียงแต่มนุษย์มีหน้าที่เตรียมความพร้อม รับการมาเยือนของสิ่งนั้น เช่นในกรณีของเทคโนโลยีคือเครื่องจักรไอน้ำไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา หากว่ามนุษย์พัฒนากลศาสตร์ความร้อนเพื่อให้เครื่องจักรไอน้ำสามารถถือกำเนิดขึ้นมาได้ต่างหาก

ถ้าอย่างนั้นก่อนเครื่องจักรไอน้ำจะเป็นเครื่องจักรไอน้ำ มันคืออะไร ตรงนี้ลากไปถึงอีกสิ่งซึ่งชวนงุนงงในปรัชญาตะวันตก คือความคิดเรื่อง "แก่น" หรือ "essence" หรือ "wesen" ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นนิรันดร แก่นของเครื่องจักรไอน้ำมีมาก่อนเครื่องจักรไอน้ำจะถูกผลิตขึ้น และเมื่อสักวันเครื่องจักรไอน้ำตกยุคไปแล้ว แก่นตรงนี้ก็จะคงอยู่ (เรื่องความเป็นนิรันดรของแก่นนี้ หาอ่านได้จากปรัชญาสปิโนซาที่เพิ่งพูดไปคราวก่อน)

ไม่รู้จะเห็นภาพขึ้นหรือเปล่า ถ้าหยิบยกอภิปรัชญาของอริสโตเติลขึ้นมาอ้าง ปราชญ์กรีกโบราณเชื่อว่ามีโลกสัมผัสอื่นเหนือกว่าโลกที่เราจับต้องได้ เห็น และเป็นอยู่ เรียกว่าอภิสรรพสิ่งก็ได้ โดยเครื่องจักรไอน้ำมีตัวตนอยู่ในอภิสรรพสิ่งตั้งแต่แรก เมื่อกลศาสตร์ความร้อนถูกคิดค้นขึ้น มนุษย์ถึงสามารถเอาเครื่องจักรไอน้ำลงมาจากอภิสรรพสิ่ง ให้ปรากฎอยู่ในโลกสัมผัสได้


The Question Concerning Technology พูดถึงสองสิ่งซึ่งประกอบกันเป็นสังคมยุคใหม่ ซึ่งก็คือพัฒนาการด้านเทคโนโลยี และปรัชญาแบบ nihilism เทคโนโลยี โดย "แก่น" แล้วคือการเปลี่ยนธรรมชาติให้กลายเป็นทรัพยากร ซึ่งมีปัจจัยสำคัญคือวิทยาศาสตร์ที่ทำนายปรากฎการณ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ เช่นว่าถ้าเผาถ่านหินเป็นจำนวนเท่านี้ๆ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ย่อมต้องได้พลังงานเป็นสัดส่วนที่คาดเดาไว้ก่อนได้เสมอ วิทยาศาสตร์ยุคใหม่จึงต่างจากวิทยาศาสตร์แบบกรีก หรือยุคกลาง เพราะเป้าหมายของเราคือการจับธรรมชาติที่ยืนรออยู่เฉยๆ เอามาใช้ได้ทุกขณะตามต้องการ การมองธรรมชาติเป็นทรัพยากรเช่นนี้คือหัวใจของระบบทุนนิยม ซึ่งในปัจจุบันก็เป็นแง่มุมที่ถูกคนหยิบยกขึ้นมากล่าวโจมตีบ่อยๆ

ส่วนความเชื่อแบบ nihilism ก็ตีความมาจากหลักอภิปรัชญาอีกนั่นแหละ โดยภายในอภิสรรพสิ่งไม่ได้มีเฉพาะเครื่องจักรไอน้ำ หรือวัสดุรูปธรรมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงนามธรรมอื่นๆ เช่นความดีงาม กฎเกณฑ์ ระเบียบสังคม คริสตศาสนา (ซึ่งดัดแปลงมาจากอภิปรัชญาอีกที) สอนว่าเจ้าแห่งอภิสรรพสิ่ง หรือสิ่งที่สมบูรณ์สุดก็คือพระเจ้า ความคิดแบบ nihilism คือการที่เราปลดพระเจ้าออกจากแท่นบัลลังก์ และเอาความว่างเปล่ามาแทนที่ พอมาถึงยุคนิทเช่ แกบอกว่าปัจเจคชนจะหาคุณค่าแบบอื่นๆ มาวางไว้แทนที่ความว่างเปล่าตรงนั้น พระเจ้าของปัจเจคก็คือคุณค่าที่แต่ละคนเลือกจะยืดถือ

ไฮเดกเกอร์เรียกแนวคิดของนิทเช่ว่า nihilism แบบไม่สมบูรณ์ ที่ไม่สมบูรณ์เพราะถึงแม้จะถอดพระเจ้าออกจากแท่นบังลังก์ แต่การพูดถึง และมีอยู่ของอภิสรรพสิ่ง ก็ยังเรียกว่าเป็นการยึดแนวทางของอภิปรัชญา ไฮเดกเกอร์พูดต่อด้วยว่าความยุ่งเหยิง สงคราม และการฆ่าฟันกันเกิดจาก nihilism แบบไม่สมบูรณ์นั่นเอง เพราะถ้าปัจเจคนับถือคุณค่าที่แตกต่างกัน ย่อมนำมาซึ่งโลกแห่งความขัดแย้ง ใน The Question Concerning Technology ไฮเดกเกอร์นิยาม nihilism แบบอื่นที่ไม่ต้องอาศัยหลักอภิปรัชญา ซึ่งไอ้ประโยควิวๆ หวิวๆ ที่ยกมาตอนต้น ก็มาจากตรงนี้นี่เอง ไฮเดกเกอร์เชื่อว่าหลัก nihilism แบบสมบูรณ์สอดคล้องกับมนุษย์ยุคใหม่ และสามารถสร้างความสงบสุขในโลกได้

G. Deleuze's "Spinoza: Practial Philosophy"


สองปีที่แล้ว ก่อนจะเริ่มเขียนบลอคนี้ ได้อ่าน A Dictionary of Maqiao ซึ่งเป็นนิยาย แต่ถูกนำเสนอในรูปแบบพจนานุกรม ไอเดียฟังแล้วเท่ห์มาก แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้เท่ห์ขนาดนั้น เพราะผู้เขียนจัดเรียงลำดับคำเสียใหม่ ไม่ได้ตามตัวอักษร เพื่อให้ผู้อ่านติดตามเรื่องราวได้ สุดท้ายก็เลยเหมือนอ่านนิยายธรรมดาเล่มหนึ่ง ที่มีคำศัพท์ขั่นแต่ละบท

หนังสือที่ต้องพลิกซ้ายพลิกขวาเวลาอ่านจริงๆ ก็ได้แก่ชุดผจญภัยตามใจเลือกซึ่งเคยฮิตสมัยเราเป็นเด็ก แต่ท่าทางจะไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะสมัยนี้ก็ไม่เห็นมีใครเขียนแบบนั้นแล้ว เคยเห็น Chick Read ในรูปแบบเดียวกันวางขายที่ร้านหนังสือ น่าสนใจดี แต่ก็ไม่ได้สร้างกระแสอะไร Hopscotch ของจูลิโอ คอทาซาร์น่าจะเป็นนิยายพลิกซ้ายพลิกขวาที่โด่งดังสุด ไว้ว่างๆ จะอ่านแล้วมาเล่าให้ฟัง

เกริ่นแบบนี้เพราะใน Spinoza: Practial Philosophy ดีลูซใช้รูปแบบพจนานุกรมอธิบายปรัชญาของสปิโนซา โดยแกเล่นเรียงลำดับคำตามตัวอักษรจริงๆ นี่คือหนังสือที่ต้องพลิกซ้ายพลิกขวาเวลาอ่าน สำหรับบางคำก็ต้องอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก กว่าจะจับความออก อันที่จริงแค่อ่านบทความธรรมดาที่ดีลูซเขียนก็ยากจะตายหักอยู่แล้ว นี่ยังต้องมานั่งโยงใยคำศัพท์อีก อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าบางทีดีลูซอาจตั้งใจให้หนังสือเล่มนี้เป็นพจนานุกรมสำหรับการอ่านสปิโนซาจริงๆ ก็ได้

อย่างไรก็ดี ยอมรับเลยว่าสนุกสนานไม่น้อยกับการอ่าน Spinoza: Practial Philosophy หนังสือปรัชญาที่ดีไม่ใช่แค่นำเสนอความคิดเท่านั้น แต่ผู้เขียนต้องถามตัวเองด้วยว่า เขียนยังไง ความคิดถึงจะไปประจุในหัวผู้อ่านเองได้ การอ่าน Spinoza: Practial Philosophy แม้จะยากแสนยาก แต่ก็รู้สึกดี ที่บางครั้งพออ่านนิยามของคำคำหนึ่งไม่รู้เรื่อง แต่พออ่านคำอื่นมากๆ เข้า กลับมาอ่านคำเดิม เริ่มจับเนื้อความออก

ส่วนปรัชญาสปิโนซาเป็นเช่นไร ไม่พูดถึงแล้วกัน สรุปสั้นๆ คือเป็นส่วนผสมระหว่างพุทธศาสนา และคริสตศาสนา คิดเล่นๆ ว่าถ้าพระพุทธเจ้าท่านเชื่อในพระยะโฮวา ก็คงกล่าวอะไรทำนองนี้ออกมานั่นแหละ

E. A. Abbott's "Flatland"


Flatland เขียนเมื่อประมาณ 120 ปีที่แล้ว ก่อนไอนสไตน์จะคิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไป ก่อนที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะรู้จัก "มิติที่สี่" ดูจากประวัติ แอบบอตเป็นหลายอย่าง ตั้งแต่นักบวช นักการศึกษา จนถึงผู้เชี่ยวชาญเชคสเปียร์ แต่ไม่เห็นมีตรงไหนบอกเลยว่าแกเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือนักคณิตศาสตร์ด้วย ยิ่งน่าทึ่งเข้าไปใหญ่ว่าความคิดที่คนปัจจุบันส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจกลับถูกคนจากศตวรรษที่ 19 หยิบยกมาใช้ได้อย่างสวยงามเช่นนี้

Flatland คือเรื่องราวของ "สี่เหลี่ยมด้านเท่า" ช่วงแรกเป็นการแนะนำคนอ่านสู่ดินแดนราบเรียบ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของสี่เหลี่ยมด้านเท่า (ที่จริงๆ แล้วมีอาชีพเป็นทนายความ) ได้รับรู้ประวัติศาสตร์ของดินแดนราบเรียบที่ฟังดูุคุ้นเคยจนน่าเกาหัว ช่วงหลังคือการผจญภัยของสี่เหลี่ยมด้านเท่า พบปะผู้คนจากมิติต่างๆ ราชาแห่งดินแดนเส้นตรง ศาสดาแห่งอวกาศ (แปลมาจาก space ซึ่งจะใช้ในความหมายว่า "โลกสามมิติ" ก็ได้) และ "จุด" ซึ่งเป็นทั้งผู้ปกครอง ผู้อยู่ใต้ปกครอง และดินแดนในขณะเดียวกัน

หนังสือเจ๋งๆ บางเล่ม อ่านจบแล้วไม่อยากพูดอะไรให้มากความเลย นอกจากเชิญชวนให้คนอื่นได้ลองอ่านมันดู หัวใจจริงๆ ของนิยายเล่มนี้คือการเปิดใจให้กว้างเพื่อยอมรับสิ่งที่อยู่นอกเหนือสามัญสำนึก แอบบอตต้องการชี้ให้เห็นว่ามันยากแค่ไหนที่จะตีฝ่าความรั้น และความเขลาของคนเรา

ขึ้นด้วยไอนสไตน์ ก็ขอจบด้วยคำพูดอมตะของไอนสไตน์แล้วกัน "สองสิ่งเท่านั้นอันไร้ที่สิ้นสุดคือจักรวาล และความเขลาของมนุษย์ พูดตรงๆ ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าอย่างแรกใช่หรือเปล่า"

L. Althusser's "For Marx"


เคยพูดไว้แล้วว่านักปรัชญาก็เหมือนไอติม หลังจากอ่าน For Marx ของหลุยส์ อัลธัสเซอร์ เราได้ข้อสรุปว่าอัลธัสเซอร์คือนักปรัชญาการเมืองรสญาณวิทยา (epistemology) การศึกษามาร์กของอัลธัสเซอร์ไม่ได้ตั้งอยู่บนคำถาม "มาร์กกล่าวไว้ว่าอย่างไร" แต่เป็น "อะไรทำให้มาร์กกล่าวเช่นนั้น" ซึ่งความพยายามตอบคำถามที่สองได้นำผู้เขียน และผู้อ่านไปสู่คำถามแรกด้วยเช่นกัน

For Marx อธิบายการแตกตัวทางความคิดของมาร์ก จากระบบปรัชญาของเยอรมันซึ่งมีเฮเกลเป็นเสาหลัก หนึ่งในคำพูดอมตะของมาร์กใน Le Capital คือข้าพเจ้าพยายามจับปรัชญาเฮเกลกลับหัวกลับหาง จากที่เท้าชี้ฟ้า ให้ตั้งยืนอยู่บนพื้นได้ ไอ้การ "กลับหัวกลับหาง" ตรงนี้เองที่เป็นหัวข้อหลักของอัลธัสเซอร์

ชั่วชีวิตมนุษย์ถ้าสามารถทิ้งคำศัพท์ไว้ให้ชนเบื้องหลังจดจำเราได้สักคำ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จยิ่งแล้ว อย่างไอนสไตน์ก็คงเป็นคำว่า "สัมพันธภาพ" ดาร์วิน "วิวัฒนาการ" เดริดา "deconstruction" และสำหรับอัลธัสเซอร์ "overdetermination" หมายถึงสภาพความขัดแย้งในสังคมซึ่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ในทางประวัติศาสตร์ก็คือการปฏิวัตินั่นเอง อัลธัสเซอร์ใช้คำนี้อธิบายเหตุใดคอมมิวนิสต์จึงเกิดได้ในรัสเซีย คิวบา และจีน เสียดายที่แกไม่ได้ยกตัวอย่างความจริงในทางประวัติศาสตร์ วิเคราะห์ว่าประเทศเหล่านั้นมีเงื่อนไขตรงไหนที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ บ้าง แต่เท่าที่อ่านมา รู้สึกอยู่เหมือนกันว่าอัลธัสเซอร์คงไม่เห็นด้วยกับการวิเคราะห์เจาะจงอะไรขนาดนั้น เพราะความคิดของแกเป็นเงื่อนไขทางทฤษฎี มากกว่าภาคปฏิบัติ

overdetermination ต่างจากความขัดแย้งง่ายๆ ที่พูดถึงการแตกออก และผสานคืน (thesis, antithesis, และ synthesis) อันเป็นส่วนหนึ่งของระบบ dialectic ของเฮเกล เนื่องจากอัลธัสเซอร์เป็นนักโครงสร้างนิยม การอ่านมาร์กของแกจึงออกมาในเชิงนี้ overdetermination เป็นความขัดแย้งระดับทั้งโครงสร้าง ไม่สามารถเจาะจง หรือมองอย่างง่ายๆ เป็นสองขั้วชัดเจนได้ แม้ในภาคปฏิบัติ ทั้งเหมา เลนินเห็นตรงกันว่ามีความขัดแย้งเพียงตัวเดียวซึ่งสร้างรอยแยกอันชัดเจน พอให้เกิดการปฏิวัติ กรณีนี้อัลธัสเซอร์อธิบายว่าเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหว จัดโครงสร้างสังคมอันนำไปสู่สภาพที่ความขัดแย้งตัวใดตัวหนึ่งโดดเด่นขึ้นมา

ยกตัวอย่างง่ายๆ ในประเทศไทยช่วงสองปีก่อน สังคมเราเต็มไปด้วยความขัดแย้งแบบเจ้านิยม vs ประชานิยม vs ทุนนิยม vs ธรรมนิยม vs เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งบางช่วงก็เหมือนจะเป็นคู่ใดคู่หนึ่งที่น่าจะสร้างรอยแยกได้ แต่สุดท้ายก็เนื่องมาจากการขยับเขยื้อนโครงสร้างในสังคม ผลัดกันชูความขัดแย้งแต่ละคู่ขึ้นมาให้โดดเด่น และผลที่ตามมาก็อย่างที่รู้ๆ กัน

R. Carver's "Will You Please Be Quiet, Please?"


ช่วงนี้เรากับเพื่อนกำลังบ้า David Hockney มากๆ นักเขียนและจิตรกรบางคนประหนึ่งว่าเกิดมาคู่กันเลย ถ้าจะมีคนบอกว่าเรย์มอน คาร์เวอร์คือนามปากกาของเดวิด ฮอกเนย์ หรือฮอกเนย์เป็นของคาร์เวอร์ เราก็พร้อมจะยอมเชื่อ

อาทิตย์ที่ผ่านมาบริโภคหนังสือเป็นว่าเล่น ซึ่งถ้าจะให้อ่านกันจริง Will You Please Be Quiet, Please? ก็คงใช้เวลาไม่ถึงสองวัน แต่รู้สึกว่าชักจะอ่านเร็วเกินไปแล้ว เพื่อสร้างอุปสรรคให้ตัวเองเล่นๆ สำหรับรวมเรื่องสั้นของคาร์เวอร์เล่มนี้ เราจะอ่านด้วยวิธี close reading ซึ่งก็คือพยายามวิเคราะห์ทุกบรรทัด ทุกตัวอักษร ให้เห็นถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในแต่ละคำที่ผู้เขียนเลือกใช้

ซึ่งในแง่หนึ่ง คงไม่มีหนังสือเล่มไหนอีกแล้วจะเหมาะกับการ "อ่านใกล้ๆ " (หรือ "อ่านปิดๆ " แล้วแต่ว่าอยากแปลมั่วๆ ยังไง) เท่ากับเรื่องสั้นชุดนี้ เพราะจุดเด่นของงานคาร์เวอร์คืออ่านจบแล้วก็ยังงงๆ เหมือนกับว่าบางอย่างขาดหายไป (เช่นเดียวกับภาพของฮอคเนย์) ถามว่าเราเข้าใจไหม อาจตอบได้ไม่เต็มปาก แต่ถ้าถามว่าชอบไหม ยืนยันเลยว่าชอบ พอลองอ่านใกล้ๆ เหมือนได้เข้าใจสิ่งที่คนเขียนต้องการนำเสนอมากขึ้น แต่เหนืออื่นใด คือเราจับทริคคาร์เวอร์ได้มากขึ้นด้วย ตระหนักเลยว่า การอ่านใกล้ๆ จำเป็นมากสำหรับนักเขียนที่อยาก "ขโมย" ครูพักลักจำชาวบ้าน

เคยพูดถึงทริคคาร์เวอร์ไปแล้ว หนนี้ที่เราจับสังเกตเพิ่มขึ้นคือการแนะนำให้คนอ่านรู้จัก "วัตถุลึกลับ" ตั้งแต่ต้นเรื่อง ซึ่งอาจเป็นสิ่งของ เหตุการณ์ เงื่อนไข หรือว่าบุคคล โดยวัตถุลึกลับตัวนี้จะส่งผลทั้งทางตรง และทางอ้อม (ในระดับจิตใต้สำนึก) กับคนอ่านตลอดทั้งเรื่อง นอกจากวัตถุลึกลับ ยังรวมไปถึงการซ้ำคำหรือข้อความเพื่อส่งผลกระทบต่อจิตใจผู้อ่าน ดังนั้นถึงแม้ไม่มีเรื่องราวชัดเจน แต่เรื่องสั้นเหล่านี้สามารถเร้า หรือกระทบอารมณ์คนอ่านได้อย่างงงๆ

เท่าที่เคยอ่านรวมเรื่องสั้นมา Will You Please Be Quiet, Please? น่าจะเป็นเล่มที่ดีที่สุด ด้วยคลาสสิคอย่าง Fat หรือ Neighbors ส่วน The Father คงเป็นเรื่องที่สั้นสุดของผู้เขียน ยาวแค่สองหน้าเท่านั้น แต่ดีมากๆ มีหลายเรื่องเหมือนกันที่เราได้อ่านเป็นรอบสอง โดยเมื่ออ่านอย่างละเอียด วิเคราะห์ก็รู้สึกชอบมันมากขึ้นเช่น Put Yourself in My Shoes กับ What Do You Do in San Francisco? ส่วนเรื่องที่ดีน้อยกว่าเพื่อนคือ Why, Honey? ซึ่งเป็นสไตล์แปลกๆ เหมือนไม่ใช่เขาเขียนเลยด้วยซ้ำ และ Will You Please Be Quiet, Please? ทั้งที่เป็นชื่อเล่มแท้ๆ รู้สึกเหมือนเป็น carver wannabe พยายามเขียนให้เหมือน carver ยังไงไม่ทราบ

กับนักเขียนในดวงใจเราทั้งหมด ให้เปรียบอย่างง่ายๆ กุนเดระคือนักปราชญ์ผู้รู้สิ่งสรรพ เมอดอชคือนักวางแผนรบผู้จับตัวละครต่างประเภทมาผสมผสาน อีโคคือนักประวัติศาสตร์เจ้าสำราญ เดวีสันคือพ่อมดหมอผี และคาร์เวอร์ก็คงเป็นนักมายากล สะกดจิตคนอ่านด้วยคำพูด และข้อความเล็กๆ น้อยๆ

เดียวดายกลางสายลม

บินไปเดียวดายกลางสายลมแปรปรวน เพียงทะเลครวญฟังคล้ายเป็นเพลงเศร้า ค่ำคืนนี้ฉันเพลียฉันเหนื่อยฉันหนาว และเหงาเหลือเกิน



ไม่เคยมีใครมีรักแท้จริงใจ จะมองทางใดดูเคว้งคว้างว่างเปล่า ฝ่าลมฝนลำพังมากี่ร้อนหนาว จนล้าสิ้นแรง



ไม่อยากเห็นภาพใดแม้แต่ท้องฟ้า อยากจะพักดวงตาลงชั่วกาล จะไปซุกตัวนอนซ่อนกายในเงาจันทร์ จะหลับฝันไม่ขอตื่นขึ้นมา



คงจะมีเพียงลมหายใจรวยริน เอนกายบนดินยอมรับความแพ้พ่าย ปีกของฉันมันหนักบินต่อไม่ไหว จะขอพักกายชั่วกาล

U. Eco's "Misreadings"


ครั้งกะนู้นตอนคุณโน้ต อุดมเพิ่งเล่นเดี่ยวหนึ่ง และมีชื่อเสียงหมาดๆ มีคนพูดกันว่าเดี่ยวไมโครโฟนนั้นต่างจากตลกคาเฟ่ตรงที่เป็น "ตลกปัญญาชน" ซึ่งแน่นอนว่าความคิดอะไรเช่นนี้เมื่อออกมาในประเทศไทย ย่อมถูกสังคมด่ายับเยิน (เพราะถ้าผันในทางตรงกันข้าม จะเรียกตลกคาเฟ่ว่าอะไรดีละ) ในที่สุดฉลากปะหัวโชว์คุณโน้ตว่าเป็น "ตลกปัญญาชน" ก็เป็นอันตกไป (ส่วนที่ว่าเราเห็นด้วยกับฉลากตัวนี้แค่ไหน เอาไว้พูดถึงในโอกาสหน้า) ให้พูดแบบถูกต้องการเมืองหน่อยๆ ก็ยอมความกันไปว่าแก๊กตลกเป็นรสนิยมส่วนบุคคล ที่ต่างนิสัย ต่างพื้นเพกันไม่จำเป็นต้องขำกับเรื่องเดียวกัน และไม่ได้บ่งบอกระดับสติปัญญาของผู้ฟังแต่อย่างใด

ซึ่งเราไม่เห็นด้วย พูดกันอย่างไม่เกรงฟ้าดินคือ คนโง่ก็จะขำกับอะไรโง่ๆ และคนฉลาดขำกับอะไรฉลาดๆ ถ้าจะมีมาตรสักอย่างที่ใช้วัดสติปัญญาคนก็จากวิธีที่เราหัวเราะให้กับมุกตลกนี่แหละ

Misreadings คือหนังสือที่สามารถเอามาใช้ยืนยันได้เลยว่า comedy มีระดับชั้น เพราะถ้าจะ "เก็ตมุก" ของอีโคให้ได้ทั้งเล่ม ก็ต้องเป็นพหูสูตรอ่านมาก รู้มากในระดับหนึ่ง ซึ่งอันนี้ก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน ในฐานะความเป็นเรื่องชวนหัวหนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จแค่ไหนกับกลุ่มผู้อ่านอันคับแคบ ในทางตรงกันข้ามมุกตลกแบบ ขายหัวเราะ (ซึ่งจริงๆ ในระดับหนึ่ง เราชอบนะ) ที่แทบจะอธิบายให้คนอ่านฟังอยู่แล้วว่าคุณต้องหัวเราะเพราะอะไร เวลาไหน กลับเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า จะจัดว่าเจ๋งกว่าได้หรือเปล่า (ที่แน่ๆ คือคงทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะมากกว่า Misreadings)

ยอมรับว่าขนาดตัวเองยังไม่สามารถ "เก็ตมุก" ทั้งหมดในเล่มเลย แต่ถ้ามุกไหนเก็ตขึ้นมา ความรู้สึกเหมือนถูกชิ่งสองต่อ คือนอกจากจะขำแล้ว ยังเหมือนได้ชื่นชมตัวเองกลายๆ ว่า เออ! กูแน่เว้ย เข้าใจมุกของอีโคได้ ถ้าใช้สำนวนฝรั่งคือนอกจากจะถูกสะกิด funny bone แล้วยังเป็นการ intellectual masturbation ไปด้วยในตัว

ลักษณะการเขียนคล้ายๆ แนววูดดี้ อัลเลน คือเป็น parody ตั้งแต่ Granita เรื่องสั้นล้อเลียน Lolita ว่าด้วยอัมเบอโต อัมเบอโต (เลียนแบบฮัมเบิร์ต ฮัมเบิร์ต ตัวเอกในเรื่อง Lolita) ผู้ชายที่หลงรักหญิงชรา การเขียนวิจารณ์กิจกรรมเปลื้องผ้า ธนบัตรห้าร้อย และหนึ่งพันลีประหนึ่งว่าเป็นงานศิลปะ ไปจนถึงจดหมายจากบรรณาธิการ ปฏิเสธการตีพิมพ์หนังสือคลาสสิกอย่างไบเบิล Don Quixote หรือ The Trial

ในฐานะที่อ่านนิยายของอีโคแล้วทุกเล่ม เรารู้สึกมาตั้งนานว่าความเจ๋งสุดๆ ของแกคืออีโคเป็นคนที่เข้าใจ genre ต่างๆ ทุกประเภทอย่างแท้จริง Misreading ถ้ามองแบบง่ายๆ ก็คือการสลับ genre กับเนื้อหา เช่นเอาเรื่องราวยุคหินมาเขียนให้เหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ (The Thing คือหนึ่งในเรื่องสั้นที่ดี และตลกที่สุดเท่าที่เราเคยอ่าน) เอาการค้นพบทวีปอเมริกามาเขียนให้เหมือนการส่งจรวดไปดวงจันทร์ หรือใช้ภาษาตำรวจลับกับการบรรยายเรื่องราวบนสรวงสวรรค์ เป็นความเหนือชั้นที่ถ้าไม่เก่งจริง เขียนออกมาแบบนี้ไม่ได้แน่ๆ