Sir Ian McKellen


อาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสดูละครสองเรื่อง คือ King Lear และ The Seagull จริงๆ แค่ได้ดูละครสองเรื่องนี้ก็ถือว่าโคตรปลื้มแล้ว แต่นี่ยังเป็นของคณะ Royal Shakespeare Company คณะละครระดับโลก และที่สำคัญคือเซอร์เอียน แมคคัลเลนเล่นในทั้งสองเรื่องด้วย!

The Seagull เป็นละครที่มีความหมายกับเรามาก เพราะถือเป็นละครเปลี่ยนชีวิตก็ว่าได้ The Seagull เป็นละครเรื่องสุดท้ายที่เรา "เล่น" หลังจากนั้นเริ่มเบื่อหน่ายกับการเป็นตัวประกอบ ต้นไม้ ก้อนหิน ก็เลยหันมาเขียนละครเอง และ "ส____" ก็เกิดขึ้นมา โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเจ้านางนวลไปเต็มๆ

เจ้านางนวลเขียนโดยเชคอฟ แต่ฉบับที่เราอ่านครั้งแรกเป็นเวอร์ชั่นเทนเนสซี วิลเลียม ไม่เคยได้ดูหรืออ่านเวอร์ชั่นดั้งเดิมกระทั่งวันนี้ ดูไปก็ปลื้มไป แล้วก็ตื่นเต้นจนใจสั่น ให้พูดถึงละครจริงๆ ก็ดีมากอยู่แล้ว แต่นี่ยังรู้สึกถึงอิทธิพลที่มันมีต่อความคิด ความอ่านเรา กี่ครั้งแล้วที่เรานั่งหน้าแป้นพิมพ์ พยายามเขียนอะไรบางอย่างออกมา โดยที่มีภาพเงาของนีนา คอนสแตนดิน อาคาดินา และตริกอรินทาทับอยู่เสมอ

ทั้งที่เคยอ่านแค่รอบเดียว แต่จนบัดนี้ก็ยังจำหลายฉากได้ขึ้นใจ ตั้งแต่ประโยค (เกือบ) เปิดเรื่อง "ฉันแต่งดำไว้ทุกข์ให้กับชีวิตตัวเอง" จนถึงตอนจบ ที่ไม่เหมือนกันระหว่างสองเวอร์ชั่น ฉบับเชคอฟจะสมจริงสมจังกว่า ส่วนวิลเลียมปิดเรื่องได้ละค๊รละครแต่ก็ตราตรึงใจผู้ชมได้มากกว่าเช่นกัน

ส่วน King Lear คือหนึ่งในสองละครของเชคสเปียร์ที่เราชอบสุด ความชอบสลับไปมาระหว่าง Macbeth กับเรื่องนี้ ขณะที่เซอร์เอียนเล่นเป็นตัวประกอบใน The Seagull แกรับบทราชาเลียร์ไปเลยเต็มๆ เคยเขียนถึงบทละครเรื่องนี้ไปแล้ว สำหรับการแสดงของ Royal Shakespeare Company ต้องยอมรับว่าสมคำร่ำลือ แอบผิดหวังนิดๆ กับเซอร์เอียนในบทราชาสติแตก อาจเพราะคุ้นชินกับแกเวลาเป็นตัวละครเท่ๆ อย่างกันดาฟ แมคนิโต หรือว่าทิปปิง (The Da Vinci Code) กระมัง ส่วนตัวก็เลยชอบการแสดงช่วงเปิดเรื่องมากกว่า กระนั้นฉากมงกุฎดอกไม้ (act 4 scene 6) ซึ่งเป็นฉากเอกของละครก็ทำออกมาได้งดงามชวนฝันสมที่รอคอย

P. Roth's "American Pastoral"


จะว่าบังเอิญก็บังเอิญ ระหว่างที่อ่าน American Postoral ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์ Across the Universe ของจูเลียน เทมอร์ ซึ่งทั้งสองเรื่องพูดถึงสิ่งเดียวกัน นั่นคือการเคลื่อนไหวของฮิปปี้ยุคปีหกศูนย์ เจ็ดศูนย์เพื่อต่อต้านสงครามเวียดนาม เพียงแต่เป็นการมองจากสองมุมตรงข้ามกันสุดขั้ว Across the Universe วางบทบาทฮิปปี้ให้เป็นหนุ่มสาวผู้แสวงหา ล้มล้างระบบความเชื่อเก่า เพื่อนำไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า ขณะที่ American Postoral มองคนกลุ่มนี้เป็นผู้ก่อการร้าย นักวางระเบิด

ถอยหลังดีกว่า ให้พูดว่าฮิปปี้ของฟิลิบ รอธเป็นผู้ก่อการร้ายก็ดูเป็นการกล่าวเกินจริงไปบ้าง เพราะประเด็นของ American Postoral ไม่ได้อยู่ตรงฮิปปี้ แต่อยู่ที่จุดจบความฝันสไตล์อเมริกัน หรือที่รู้จักกันในนาม American Dream สวีดคือ American Dream ตัวเป็นๆ คุณปู่ของเขาคือชาวต่างชาติซึ่งย้ายมาอยู่ทวีปอเมริกา และทำธุรกิจถุงมือจนร่ำรวย เปิดโรงงาน และสร้างครอบครัว อาณาจักรเล็กๆ อันอบอุ่น สวีดเอง ตอนเด็กเป็นนักเบสบอลมือหนึ่ง ซึ่งในยุคนั้นเบสบอลคือกีฬาแห่งความฝันแบบอเมริกัน

แต่ความฝันของสวีดจบสิ้นลงในเงื้อมมือเมอรี่ ลูกสาวสุดที่รัก ตั้งแต่เด็กเธอมีอาการพูดติดอ่าง ซึ่งทั้งสวีด และภรรยาหาทางช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ ท้ายที่สุดนอกจากจะไม่อาจรักษาความผิดปกตินี้ ความรัก และความอบอุ่นในครอบครัวกลับสร้างปมบางอย่างในตัวเด็กหญิง ท้ายสุดเธอหนีออกจากบ้าน เข้าร่วมกลุ่มผู้ก่อการร้าย วางระเบิดเพื่อสั่งสอนชาวอเมริกันให้รู้จักคำว่าสงคราม

อย่างที่บอก ประเด็นของรอธไม่ใช่เพียงสร้างภาพลักษณ์ติดลบให้กับกลุ่มฮิปปี้ หรือพวกนักปฏิวัติที่มีใจฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ (ถึงแม้รอธจะสร้างตัวละครริต้า โคเฮนขึ้นมา ซึ่งคงไม่มีคำไหนนิยามเธอได้ดีไปกว่า "กะหรี่สวะหัวเอียงซ้าย") แต่อยู่ที่ความไม่เข้าใจโลกยุคใหม่ของสวีด เหตุใดทุกสิ่งที่ตัวเขา พ่อ และปู่เชื่อ ถึงกลายเป็นค่านิยมอันน่าเหยียดหยามในสายตาคนรุ่นใหม่ วัยเด็กของสวีดอยู่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ซึ่งชาวอเมริกันสัมผัสลัทธิชาตินิยมอย่างเต็มเปี่ยม ตั้งแต่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ชัยชนะเหนือขบวนการฟาสซิสต์ และผู้นำทางเทคโนโลยี พอถึงปีหกศูนย์ เจ็ดศูนย์ หลังการสังหารเคนเนดี้ และจอห์นสันนำชาวอเมริกาเข้าสู่สงครามเวียดนาม จนกลายเป็นความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ (จนถึงทุกวันนี้ผู้คนยังกล่าวขานกันว่าเคนเนดี้คือประธานาธิบดีที่เข้าท่าเข้าทางคนสุดท้ายของอเมริกา)

เนื้อหาน่าสนใจ แต่นี่คือหนังสือเยิ่นเย้อที่สุดเท่าที่เคยอ่านเล่มหนึ่ง ชนิดที่ว่าหลังๆ อ่านข้ามหน้า ข้ามเป็นบทๆ ยังรู้เรื่องไม่ตกหล่น สำหรับหนังสือยาวสี่ร้อยกว่าหน้าเล่มนี้ ตัดให้เลือสองร้อยนิดๆ เนื้อความก็คงไม่สูญหายไปไหน นี่คือผลงานเล่มที่สองของรอธที่เราเคยอ่าน และคงเป็นเล่มสุดท้าย ขนาดได้รางวัลพูลลิตเซอร์ยังขนาดนี้ แล้วถ้าไม่ได้จะขนาดไหนหนอ

S. Plath's "The Bell Jar"


หายไปนาน ไม่มีข้อแก้ตัวนอกจากอ่านนิยายอิตาลีเล่มหนึ่ง ซึ่งไม่ชอบและเลิกอ่านกลางคัน ดังนั้นไม่ใช่ว่า The Bell Jar มีอะไรไม่ดี หรือหนาปึกถึงขนาดต้องอ่านเป็นอาทิตย์หรอกนะ

เล่มนี้ชวนให้นึกถึง Surface Up หนังสือของแอดวู้ดที่เคยเขียนถึงไปแล้ว The Bell Jar เป็นอีกนิยายคนบ้า ที่พูดถึงตัวละครผู้มีสภาพจิตใจผิดธรรมดาและตลอดทั้งเล่มคือพัฒนาการของเธอ ตั้งแต่ตอนที่ยังปกติ จนไปจบลงในโรงพยาบาล (หรือในกรณี Surface Up คือหนีเข้าสู่ธรรมชาติ) ที่นิยายของแพลทต่างจากเล่มอื่น คงเป็นเพราะ attitude ที่มีต่อคนบ้า ไม่ใช่ออกมาในเชิงหลงใหล romanticize เหมือนแอดวู้ด หรือเวอจิเนียร์ วูลฟ์ เอสเธอร์ ตัวเอกของ The Bell Jar ลึกๆ ดูโหยหาความเป็นคนปกติไม่ใช่น้อย และในครึ่งหลังของนิยาย พูดถึงการเดินทางย้อนกลับจากความบ้า ไปสู่ความหายบ้า

ตอนเริ่มเรื่อง เอสเธอร์เป็นผู้หญิงที่นอกจากจะไม่บ้าแล้ว ยังฉลาดกว่าคนปกติด้วยซ้ำ เธอได้ทุนการศึกษา และรางวัลเรียนดีจากสถาบันต่างๆ เปิดนิยายมา เธอคือหนึ่งในผู้หญิงสิบสองคนผู้ถูกคัดเลือกไปโชว์ตัว และทำงานพิเศษในนิวยอร์ก คนที่จะได้รับอภิสิทธินี้นอกจากจะเป็นผู้หญิงเก่ง ยังต้องสวยเชิดหน้าชูตา (สมัยเรียนตรี เพื่อนสนิทเราคนหนึ่งก็ได้รางวัลนี้เช่นกัน ซึ่งบอกได้คำเดียวว่าเธอแจ่มมาก) คำถามชวนสงสัยคือสิ่งไหนกันผลักไสผู้หญิงคนนี้ให้หลุดโลกแห่งความจริงไป ใช่เรื่องที่แฟนหนุ่มสารภาพ ยาพิษที่ผู้ไม่ประสงค์ดีใส่ลงในอาหาร การที่เธอเป็นสาวบริสุทธิ์ ข่าวความล้มเหลวครั้งแรกในชีวิต หรือสภาพครอบครัวอันปราศจากพ่อ และสัมพันธภาพกับแม่ที่ไม่ราบรื่น

ถ้าจะตอบแบบตีขลุม ก็คงเป็นสภาพสังคมซึ่งกำหนดบทบาททางเพศมาให้เธอเล่น โดยเอสเธอร์รู้สึกว่าตัวเองไม่อาจเข้าถึงบทบาทนี้ได้ แม่พร่ำสอนเธอให้อยู่ใต้อำนาจผู้ชาย ในทางตรงกันข้าม ผู้หญิงซึ่งเธอชื่นชมอย่างหัวหน้าบรรณาธิการก็มีลักษณะไร้เพศบางประการ ซึ่งเธอไม่อยากเลียนแบบ ส่วนเพื่อนรุ่นเดียวกัน แบ่งฝักแบ่งฝ่ายระหว่างผู้หญิงที่เคยมีเซ็กแล้ว และยังไม่มี

อุปมาอุปมัยตัวหนึ่งซึ่งเราชอบมาก คือเอสเธอร์เปรียบชีวิตตัวเองเหมือนยืนอยู่ใต้ต้นไม้ โดยแต่ละกิ่งแทนอนาคตอันสดใสซึ่งเธอเลือกได้ แต่เมื่อไม่อาจเลือกอะไรเลย ก็เพียงแค่รอให้แต่ละกิ่งค่อยๆ ร่วงโรย ส่วนชื่อหนังสือ "ขวดโหล" อ้างถึงตอนแฟนหนุ่มนักเรียนแพทย์พาเธอไปดูเด็กดอง เอสเธอร์รู้สึกเหมือนโลกนี้มีคนบางประเภท ซึ่งเธอคือหนึ่งในนั้น ที่ถูกสาปให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโหลแก้ว และของเหลวกลิ่นเหม็นหืนตลอดกาล

เรารู้สึกว่าแพลทประสบความสำเร็จในครึ่งแรกของนิยาย มากกว่าครึ่งหลัง ที่ผู้เขียนบรรยายตัวเอกออกมาดูมีเหตุมีผลเกินกว่าจะเป็นคนบ้า รวมไปถึงเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งซึ่งเกิดมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เพื่อสร้างผลกระทบทางอารมณ์ให้คนเขียนปิดนิยายได้เท่านั้น อย่างไรก็ดีนี่อาจจะเป็นนิยายคนบ้าที่เราชอบที่สุดก็ว่าได้

ประชาธิปไตยไม่ใช่ของเรา (ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์)


ก็แปลกดีเหมือนกัน คิดเล่นๆ ว่าถ้าได้เจอตัว หรืออ่านงานเขียนของอาจารย์ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ช่วงสาม สี่ปีก่อน คงได้มีการประหมัดทางความคิด (ด้วยอาวุโสแตกต่าง เราก็คงผงกศีรษะหงึกๆ รับฟังสิ่งที่แกพูดถ่ายเดียว) พอเวลาผ่านเลย เกิดปรากฏการณ์ทักษิณ vs สนธิ ล่วงมาถึงรัฐประหาร ไปๆ มาๆ ทั้งเรา และแกกลับมาเห็นพ้องต้องกันได้

ประชาธิปไตยไม่ใช่ของเรา รวมบทความช่วงสาม สี่ปีของอาจารย์ศิโรตม์ โดยหนังสือแบ่งเป็นสามช่วง ช่วงแรกคือบทความล่าสุดซึ่งเขียนตอบโต้กรณีรัฐประหาร บทที่สองว่าด้วยปัญหาภาคใต้ และบทที่สามพูดถึงการเมืองซึ่งสะท้อนในวัฒนธรรมอื่นๆ นอกเหนือบริบทของมัน ตั้งแต่ 30 ปี 14 ตุลา จนถึงภาพยนตร์ แฟนฉัน และ องค์บาก (พูดกันขำๆ คือเป็นบทความจับฉ่ายที่ไม่เข้าพวกกับสองบทแรกก็พอได้) ซึ่งจริงๆ แล้วบทที่สอง และสามมีอายุเก่าแก่ว่าบทแรก

เรื่องที่เห็นด้วยกับอาจารย์ ไม่ขอพูดเพิ่มเติมแล้วกัน เพราะคนที่อ่านบลอคนี้ประจำ ก็คงพอรับทราบองศาการเมืองของเรา พูดถึงที่แตกต่างดีกว่า อย่างกรณีปัญหาภาคใต้ ดูเหมือนอาจารย์จะโทษรัฐบาลฝ่ายเดียว มองข้ามปัจจัยภายนอก (หมายถึงการลุกฮือของมุสลิมหัวรุนแรงทั่วโลกอันสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ 9/11 สงครามในอัฟกานิสถาน และอิรัก) ซึ่งยังไงเราว่ามันก็ต้องเกี่ยวบ้างแหละ เผลอๆ เกี่ยวเยอะเลยด้วย เคยคุยกับเพื่อนคนจีน และเนเธอแลนด์ บ้านเมืองเขาก็ประสบปัญหาผู้ก่อการร้ายในลักษณะคล้ายๆ บ้านเราในช่วงห้า หกปีให้หลังนี้ รวมถึงอีกหลายความเห็นที่น่าจะพิสูจน์เชิงสถิติได้โดยง่าย แต่เท่าที่เห็น เหมือนอาจารย์จะพอใจแค่เอ่ยอ้างลอยๆ (หรือเพราะเป็นบทความลง Aday Weekly ก็เลยใช่ที่ ถ้าจะต้องค้นตัวเลขให้วุ่นวาย)

อีกประเด็นก็คือกรณี 14 ตุลา อาจารย์ศิโรตม์บอกว่าคนไทยมองอะไรวีรบุรุษนิยมเกินไป ควรกระจายเครดิตไปสู่ประชาชน คนธรรมดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สนับสนุนนักศึกษาด้วย พูดอีกอย่าง 14 ตุลา ไม่ใช่เป็นของ "ปัญญาชน" เท่านั้น ถ้าทำเช่นนั้น 14 ตุลา จะมีภูมิคุ้มกันทางประวัติศาสตร์สูงกว่า คือเมื่อเวลาผ่านไป คนตุลาชราภาพลง คนรุ่นหลังจะมองเหตุการณ์นี้เฉกเช่นที่ทุกวันนี้เรารู้จักมัน

แต่ถ้าตัดปัจจัยวีรชนออก และรวมบริบททางสังคมอย่างเป็นกลางจริงๆ แน่ใจหรือว่าจะไม่มีกระแสต่อต้านของคนธรรมดาในยุคนั้น (เฉกเช่นเดียวกับที่การเคลื่อนไหวบุบผาชนในอเมริกา ทุกวันนี้เกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติด และกลายเป็นเรื่องไร้สาระขึ้นทุกที) เพราะเอาเข้าจริงๆ 14 ตุลา เป็น 14 ตุลาเพราะคนไทยต้องการวีรบุรุษ

สนใจมากว่าทุกวันนี้อาจารย์ศิโรตม์ยังเชื่อแบบเดิมอยู่หรือเปล่า สำหรับคนที่ต่อต้านปรากฏการณ์สนธิแบบ "เรา" อาจารย์ไม่รู้สึกหรอกหรือว่า 14 ตุลานี่เหละ "ตัวแสบ" สุดๆ แล้วในวัฒนธรรมทางปัญญาบ้านเรา จะพูดว่าเป็นจุดกำเนิดรัฐประหาร 2549 ที่อาจารย์ไม่เห็นด้วยก็คงไม่ผิดนัก

จะเป็นฉัน...


บางครั้งฉันได้ฟังเสียงของใจเธอ หัวใจฉันกลับมีคำถามขึ้นมากมาย...


...คนที่เธอวาดไว้ อยากให้เขาเข้าใจ อยากให้เขามีรักที่แท้จริง


...อยากให้เขามีเธอเป็นเหมือนทุกสิ่ง คนๆนั้นฉันอยากรู้ว่าใคร


จะใช่ฉัน...หรือเปล่า หากเธอรู้ใจฉันมีแต่เธอ...ตลอดมา


จะเป็นฉัน...ได้หรือเปล่า เมื่อใจฉันจะขอมีแต่รัก ให้กับเธอ...ตลอดไป

ฟังเสียงดอกไม้ทักทายกัน (รอมแพง อริยมาศ, ชัยวุฒิ ประเสริฐศรี)


ถึงจะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แต่ก็ยอมรับว่ามีบางแนวเหมือนกันที่ไม่ได้เข้าไปสัมผัสจริงจัง อย่างหนังสือ how to ก็หนึ่ง หรือหนังสือท่องเที่ยวก็อีก ทั้งที่จริงๆ การได้ออกไปต่างบ้านต่างเมืองเป็นเรื่องแสนโรแมนติก

ไม่รู้เหมือนกันจะจัด ฟังเสียงดอกไม้ทักทายกัน เป็นหนังสือประเภทไหนดี มันคล้ายๆ สารคดีท่องเที่ยว เพียงแต่ว่าไม่ได้จับจุดอยู่ตรงสถานที่ แต่เป็นดอกไม้ จริงๆ ถ้าเป็นเวลาปกติ หนังสือแบบนี้คงหยิบขึ้นมาเพราะปกสวย พลิกฉับๆ ผ่านๆ แล้วก็วางลง

เราอ่าน ฟังเสียงดอกไม้ทักทายกัน จบ ณ สนามบินไต้หวัน ระหว่างรอต่อเครื่องไปอเมริกา อารมณ์ขณะนั้นคืออยากอ่านอะไรสบายๆ เพราะจิตใจของคนที่ต้องจากบ้าน จากครอบครัว และเพื่อนรักไปทำภารกิจสาหัสในต่างแดน ต้องการภาพสวยๆ ข้อเขียนงามๆ มาช่วยประโลมใจ และ ฟังเสียงดอกไม้ทักทายกัน ตอบโจทย์สองข้อนี้ได้เป็นอย่างดี แม้ไม่ถึงขนาดค้นพบสัจธรรมอะไรใหม่ แต่ช่วงชั่วโมงครึ่ง สองชั่วโมงในสนามบินไต้หวันผ่านไปอย่างน่ารื่นรมย์ ด้วยภาษาของคุณรอมแพง และภาพถ่ายของคุณชัยวุฒิ

พูดถึงการพิมพ์ภาพสีหน่อย ในเล่มนี้ใช้วิธีพิมพ์ลงกระดาษทั่วไป ทำให้ภาพออกมาเกรนแตกๆ ถ้าเป็นภาพถ่ายมุมกว้างก็ไม่ค่อยมีปัญหา แต่กับภาพซูมดอกไม้ออกขัดเขินไปบ้าง ไม่อาจชื่นชมความงามตามภาษาสละสลวยบรรยายไว้ น่าเสียดาย จริงๆ การพิมพ์สีลงกระดาษแบบนี้ ทำให้นึกถึงนิยายภาพของอีโก The Mystic Flame of Queen Llorona ซึ่งพิมพ์ออกมาได้ชัดเจนกว่า ก็คงต้องโทษความแตกต่างของเทคนิคการพิมพ์ฝรั่ง และบ้านเรา

กาลมรณะ (จัตวาลักษณ์)


จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เราอ่านเชอลอคโฮมมันเมื่อไหร่กัน ถึงเรียกตัวเองว่าเป็นแฟนนิยายสืบสวน แต่ก็เอนเอียงไปทางคริสตี้มากกว่าดอยล์ แตกต่างตรงไหนน่ะรึ นิยายสืบสวนสไตล์โฮมจริงๆ แล้วไม่ใช่นิยายสืบสวนเสียทีเดียว น่าจะเป็นนิยายผจญภัยซึ่งบังเอิญมีตัวเอกเป็นนักสืบมากกว่า ถึงจะสนุกสนานกับเรื่องราวของโฮมและวัตสัน แต่ก็เหมือนเราอ่านเพลินๆ มากกว่ามานั่งพินิจ พิเคราะห์สืบฆาตกรแข่งกับตัวเอกเช่นปัวโร พอถึงตอนเฉลย ไม่ได้ตื่นเต้นขนาดอุทานออกมาว่า “คนเขียนคิดได้ไงเนี่ย!”

ที่เกริ่นมาแบบนี้เพราะพยายามมองว่าถ้าเอากรอบวิธีคิด และเขียนแบบดอยล์ (แทนที่จะเป็นคริสตี้) มาใช้กับ กาลมรณะ จะช่วยให้ชอบมันขึ้นไหม ถ้าให้เปรียบกับ หนี้เลือด ซึ่งเป็นนิยายในชุดเดียวกับ กาลมรณะ ดูมีชั้นเชิงกว่ามาก ขณะที่ หนี้เลือด สัมผัสได้ว่าผู้เขียนปลุกปล้ำกับจำนวนหน้า จัตวาลักษณ์รับมือกับปัญหาเรื่องความยาวได้อย่างแนบเนียน ชนิดว่าสามร้อยหน้าแรกอ่านเพลิน แวบเดียวจบ นี่สิ นิยายนักสืบมักต้องอ่านแล้ววางไม่ลงแบบนี้

แต่จัตวาลักษณ์ก็มาเสียเชิงในตอนใกล้ๆ จบ พอถึงช่วงไคลแมก แทนที่จะทึ่ง เราเปรยกับตัวเองว่า “อ้าวเหรอ…เออ…เนอะ…อ้า….อืม….ยังไงหว่า” ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังงงๆ ว่าข้อผิดพลาดของคนเขียนอยู่ตรงไหน หรือว่าปริศนามันไม่ชัดเจนพอ เหมือนจัตวาลักษณ์ไม่กล้าเผยไต๋ให้คนดู ก็เลยปิดๆ บังๆ มาทั้งเรื่อง พอถึงตอนเฉลย แทนที่จะทึ่ง คนอ่านกลับต้องมานั่งลูบๆ คลำๆ ทำความเข้าใจลำดับเวลา และเหตุการณ์ทั้งหมด บทเรียนคือนิยายนักสืบที่ดีไม่ใช่แค่ตื่นเต้น อ่านสนุก (ซึ่งตรงนี้จัตวาลักษณ์สอบผ่าน) แต่ยังต้องค่อยๆ เผยอะไรออกมาทีละนิด ถ้าทำแบบนี้แล้ว ก่อนคนเขียนเฉลย คนดูจะเห็นแก่นของปริศนา และน่าจะประทับใจมากกว่านี้

จัตวาลักษณ์เขียนนิยายเล่มนี้ออกมาในแนวย้อนยุค ซึ่งก็ทำสำเร็จน่าปรบมือเลย การบรรยายมีน้อย ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะฉากเกิดเรื่องคงไม่ใช่คนเขียนไปเห็นมากับตา แต่การค้นคว้าข้อมูล ใส่บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ และสถานที่จริงตรงนั้นตรงนี้ลงไปก็ช่วยสร้าง “ภาพลวงตา” ของอดีตขึ้นได้

เกือบแล้วครับ กับนิยายสืบสวนสอบสวนไทยเล่มนี้