พระราชอำนาจ องคมนตรี และผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ (ปิยบุตร แสงกนกกุล)


วันนี้รู้สึกเหมือนมีเรื่องให้อัพเดทบลอคเยอะ ต้องขออภัยอาจารย์ปิยบุตรล่วงหน้าว่าคงได้แต่กล่าวถึง พระราชอำนาจ องคมนตรี และผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ แต่เพียงสั้นๆ ในทางกลับกัน สำหรับหนังสือเล่มนี้คงไม่มีประเด็นให้ต้องพูดเยิ่นเย้อ สำหรับผู้ที่ติดตามรักชวนหัวมาตลอดคงพอเดาองศาการทางเมืองของเราถูก และ พระราชอำนาจ องคมนตรี และผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ก็คือหนึ่งในบทวิเคราะห์การเมืองที่ถูกอกถูกใจเรายิ่งนัก

อาจารย์ปิยบุตรเป็นนักกฎหมาย ดังนั้นมุมต่อกรณีรัฐประหารโพสโมเดิร์นจึงยืนพื้นอยู่บนแง่มุมทางกฎหมาย ซึ่งสำหรับเราแล้วถือว่าน่าสนใจมาก เพราะที่ผ่านมานี่คือประเด็นที่เราเข้าใจน้อยสุด (ถ้าพูดถึงประเด็นทางประวัติศาสตร์ หรือรัฐศาสตร์ ยังพอเข้าถึงได้มากกว่านี้) หลักๆ ของเล่มนี้คือกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หมายถึงอะไร มีมูลความจริงแค่ไหนในคำกล่าวหาที่แพร่สะพัดไปทั่วบ้านทั่วเมือง รวมไปถึงบทบาทอันชัดเจนของพระมหากษัตริย์ในระบบประชาธิปไตยแบบไทย

อีกครั้งหนึ่งที่อยากให้คนไทยทบทวนว่าที่ผ่านมาเราทำอะไรลงไป สะใจมากกับประโยคหนึ่งของอาจารย์ปิยบุตรนับแต่นี้ชาวเมืองหลวงไม่มีสิทธิด่าว่าคนต่างจังหวัดข้อหาซื้อเสียงอีกแล้ว เพราะสิ่งที่พวกเราทำก็คือการบั่นทอนระบอบประชาธิปไตยทางอ้อม ไม่ผิดเพี้ยน และรักชวนหัวขอเพิ่มเติมด้วยว่า อย่างน้อยๆ การซื้อเสียงก็ยังมีประโยชน์โภคผลในรูปเงินตราตอบแทน แต่การเห็นดีเห็นงามไปกับ “นักโฆษณาชวนเชื่อ” ลองถามตัวเองสิว่าเพื่อความมันส์ หรือตกเป็นเบี้ย หมากเกมการเมืองใคร

อาจารย์ปิยบุตรไม่ใช่พวกคลั่งทักษิณอย่างไม่ลืมหูลืมตา ถึงแกจะไม่เริ่มต้นประกาศตัวเองแบบนักต่อต้านรัฐประหารหลายคนว่า “ผมเองก็ไม่ชอบทักษิณแต่…” ใน พระราชอำนาจ องคมนตรี และผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ก็มีบทความจู่โจมทักษิณอยู่ไม่น้อย ซึ่งก็ช่วยเพิ่มความเป็นกลาง และน่าเชื่อถือให้กับรวมบทความชิ้นนี้

มีไว้เพื่อซาบ (อุรุดา โควินท์)


สมัยเรียนมัธยมปลาย เคยอ่านเรื่องสั้น เราคือลูกพระแม่ธรณี ของคุณอิศรา ซึ่งแกคงเขียนหนังสือดีๆ ไว้เยอะ แต่กับเรื่องนี้เราเกลียดมันเข้ากระดูกเลย เป็นเรื่องสั้นตอแหลๆ จากผู้ชายที่ไม่ยอมเข้าใจอะไรทั้งนั้นนอกจากตัวเอง และอุดมคติ มีอย่างที่ไหนผู้หญิงซึ่งสูญเสียลูกไปทั้งคนจะยอมอภัยให้กับผืนแผ่นดินอันโหดร้าย เพียงเพราะต้นหญ้าสองสามต้น เราคือลูกพระแม่ธรณี ไม่ใช่เรื่องสั้นลักษณะนี้เรื่องเดียวในสังคมไทย ผลพวงจากพลังนักศึกษา และ 16 ตุลาฯ ทำให้แวดวงวรรณกรรมบ้านเราเต็มไปด้วยเรื่องสั้นเพื่อชีวิตของผู้ชายวนขวา

ตรงนี้เองทำให้เราถูกอดถูกใจ มีไว้เพื่อซาบ แทบไม่เคยเลยจะได้อ่านวรรณกรรม ที่ไม่ใช่แนวโรมานซ์ ซึ่งเขียนได้ผู้หญิงวนซ้ายขนาดนี้ กระทั่งคุณเดือนวาด ซึ่งชอบเล่นประเด็นความแตกต่างทางเพศก็ยังถูกแวดวงหล่อหลอมจนเขียนหนังสือเหมือนผู้ชาย หรืออย่างเก่งก็ไร้เพศไปเลย สำหรับผลงานของพี่อุรุดา บอกตรงๆ ชีวิตนี้ไม่คาดคิดว่าจะได้อ่านเรื่องสั้นอย่าง ช่างทำผม ซึ่งพูดถึงการเสริมสวยล้วนๆ

มีไว้เพื่อซาบ คือเรื่องสั้นเพื่อชีวิตจากมุมมองผู้หญิง เกิดอะไรขึ้น เมื่อชายหนุ่มลูกทุ่งพรากสาวเมืองกรุงไปตกระกำลำบากในบ้านนา ถ้าเป็นงานเขียนทั่วไป ผู้หญิงคงเอะอะรักความสบายในช่วงแรกๆ ก่อนจะหลงใหลเสน่ห์บ้านนอก แต่ มีไว้เพื่อซาบ บอกเล่าการต่อสู้ และปรับตัวของหญิงสาวในบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมซึ่งเธอเป็นคนนอก ตัวละครหญิงในรวมเรื่องสั้นชุดนี้ ถ้าไม่ฝันถึง ก็อย่างน้อยสักนิดหนึ่งโหยหาชีวิตสะดวกฉับไวในเมืองหลวง แต่เพราะความรักสามีเท่านั้น เธอถึงทนตกระกำลำบาก แต่บางครั้งยังอดไม่ได้จะรู้สึกเปราะบาง ไม่มั่นคง ไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่

ชอบประเด็นคนนอก โดยเฉพาะจากเรื่องเอก มีไว้เพื่อซาบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชนบท เมือง และหญิง ชาย ไม่อาจเวียนมาบรรจบกันอย่างแท้จริง จากทุกเรื่องในเล่ม เสียดายมือ น่าจะเป็นเรื่องสั้นซึ่งตรงขนบสุด แม้ตัวละครหญิงในเรื่องจะยอมรับบทบาทตัวเอง แต่ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นหญิง รักสวยรักงาม และแอบเสียดายโอกาสบางอย่าง อีกเรื่องที่น่ารักน่าชังคือ เงาะเพื่อชีวิต ที่แม้จะได้อารมณ์เบาๆ สบายๆ แต่ก็พูดถึงการปรับตัวสาวเมืองหลวงในบ้านนอกแปลกถิ่น

ระยะหลังนี้ชอบพูดถึงเอกลักษณ์ และปัจเจก เลยอดไม่ได้จะบอกว่านี่คือหนังสือซึ่งแต่ละเรื่องสั้นค่อนข้างเหมือนกัน เราไม่รู้สึกว่านี่เป็นจุดด้อย แต่ก็มีหลายคนทนงานเขียนลักษณะนี้ไม่ได้ จุดด้อยจริงๆ คือสองเรื่องสุดท้ายที่เขียนล่าสุดค่อนข้างอ่อนอย่างเห็นได้ชัด หวังว่าคงเป็นแค่การค้นหาแนวทางชั่วคราวของพี่อุรุดานะครับ

หนี้เลือด (ปราชญา ปารมี)


ก็เป็นไปตามคาดสำหรับหนังสือรางวัลชมเชยการประกวดนิยายสืบสวนสอบสวนของนานมีบุ๊ค ชนิดว่าตั้งแต่เห็นประกาศรับสมัครผลงาน เราก็คาดเดาได้เลยว่านิยายที่ผ่านการประกวดจะต้องมีปัญหาตรงนี้แน่ๆ ปัญหาที่ว่าก็คือความยาว ไม่รู้เหมือนกันว่าผีสางตนใดดลบันดาลทีมงานจัดประกวดให้ตั้งกติกาสติเฟื่องว่า “ความยาวอย่างน้อย 300 หน้ากระดาษเอสี่”

นิยายนักสืบสำคัญสุดคือโมเมนตัมครับ สังเกตว่าไม่มีอกาธาคริสตี้เล่มไหนเลยที่หนาเกิน 400 หน้ากระดาษพิมพ์ (ซึ่งก็ประมาณ 200 หน้าเอสี่) หนังสือพวกนี้จะสนุกไม่สนุกอยู่ที่การตบเท้ากันเข้ามาของข้อมูล ถ้าอ่านแล้วเยิ่นเย้อก็จบกัน ช่วงแรกของ หนี้เลือด น้ำท่วมทุ่งมากๆ มิหนำซ้ำนางเอก ซึ่งเป็นนักสืบ ยังดูโง่ๆ อีกต่างหาก เพราะต้องปล่อยให้ฆาตกรสำแดงเดชไปสามรายแล้วถึงค่อยสรุปว่านี่คือฆาตกรรม ไม่ใช่อุบัติเหตุ หรือฆ่าตัวตาย พอเข้าใจคนเขียนอยู่เหมือนกันที่ต้องยืดเรื่องให้เป็นไปตามกติกา ดังนั้นความผิดตรงนี้แบ่งรับกันไปทั้งทางผู้จัดพิมพ์ และคนเขียนแล้วกัน

อันที่จริงข้างในหนังสือเล่มนี้ก็พอมีนิยายสืบสวนสอบสวนชั้นดีซ่อนอยู่ ตั้งแต่ภาษาของคุณปราชญาที่ลื่นไหล สมกับเคยมีผลงานเรื่องยาวตีพิมพ์ หรือพอถึงครึ่งหลัง นิยายเล่มนี้ก็พอจะกลายเป็น page turner หรือ “อ่านแล้ววางไม่ลง” ได้อยู่เหมือนกัน

ติหยิบติย่อยก็เช่นในแง่ genre ของมันแล้ว นิยายเรื่องนี้เดาฆาตกรได้ค่อนข้างง่ายครับ เพราะตัวละครน้อย ถ้าตัดตัวเลือก และตามอ่านดีๆ ยังไง๊ยังไงก็น่าจะเก็ตผู้ร้ายได้ก่อนคนเขียนจะเฉลย อีกปัญหาหนึ่งคือความซ้ำซาก ถ้าให้นับฉากที่นางเอกเรียกตัวละครพิริยะมาสอบปากคำ ก็น่าจะได้เป็นโหล หนี้เลือดจัดเป็นนิยายสืบสวนซึ่งดำเนินรอยตามนิยายนัวร์แบบอเมริกัน มากกว่า who dun ‘it หรือ “ใครฆ่า” ของอังกฤษ ซึ่งตามแบบนิยายนัวร์แล้วน่าจะเน้นปมมืด และความชั่วร้ายในใจมนุษย์มากกว่านี้ ทั้งที่จริงๆ แก่นของมันก็วนเวียนอยู่กับปัญหาครอบครัว ความแตกแยก สันดานเจ้าชู้ของผู้ชาย แต่คุณปราชญาดูจะเล่าเรื่องนี้แค่พอผ่านๆ

ถ้าพูดว่านี่คือก้าวแรกของนิยายสืบสวนสอบสวนไทย ก็ถือว่าน่าจับตามองครับ คิดว่าในปีหน้าทางนานมีเองก็คงจะรัดกุมกับกติกามากกว่านี้

เก๊าะซารี มิตรภาพ และความตาย (หลายคนเขียน)


ส่งคอมพิวเตอร์เข้าอู่มาอาทิตย์หนึ่งครับ ช่วงนี้เลยไม่ได้อัพเดทบลอค และเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้อ่านหนังสือเพิ่มเติมนักหนา ติดอยู่กับนิยายสืบสวนสอบสวนคนไทยเขียนเล่มหนึ่ง ซึ่งคงไม่เวิร์คแล้วล่ะ เพราะอ่านมาจะครึ่งเล่มแล้วตึ๋งหนืดเหลือเกิน ไม่ชวนติดตาม เนื้อเรื่องไม่ดำเนินไปไหนเลย

มาพูดถึงหนังสือรวมเรื่องสั้นรางวัลนายอินทร์ปี 2549 เล่มนี้ดีกว่า จริงๆ หนังสือรางวัลนายอินทร์นี่ถ้าใครอยู่ในวงการจริงๆ ควรซื้อหามาเก็บไว้ เพราะในอนาคตอาจกลายเป็นของมีค่าได้ เนื่องจากมันเป็นสนามเปิดตัวนักเขียนรุ่นใหม่ ถ้าใครอยากรู้ว่าไผเป็นไผในแวดวง young blood ก็ต้องเล่มนี้แหละ

ขี้เกียจพูดถึงรวมๆ เอาเป็นว่าหยิบยกมาแต่ละเรื่องที่น่าสนใจแล้วกัน

สายใยวันวานฯ ของน้องหมีฟู น่ารักโคตร น้องจ๋า พี่อยากเจอตัวจริงน้องมากเลย เขียนหนังสือต่อไปนะ มั่นใจว่าน้องเอาดีทางนี้ได้แน่ๆ อ่านหนังสือเพิ่มเติมเยอะๆ แล้วหมั่นฝึกฝนฝีมือ อนาคตน้องแซงหน้ารุ่นพี่ได้แน่ๆ

ความฝันที่มากับบุรุษไปรษณีย์ เรื่อง(ไม่)สั้นอารมณ์ชวนฝัน ซึ่งคงได้เค้าโครงมาจากชีวิตจริงของคุณสร้อยแก้วอยู่ไม่น้อย อ่านจบแล้วอยากแอบแซวผู้เขียนว่าส่งเรื่องสั้นไปสำนักพิมพ์ไหน ทำไมเขาใจดีตอบปฏิเสธกลับมาด้วย สมัยนี้ไม่ลง ก็คงดองเอาไว้แบบนั้นแหละ

Passion of Love จริงๆ ไม่ค่อยชอบงานเขียนชื่อปะกิตเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้เหงาได้ใจ เท่าที่อ่านประวัติ คนเขียนเป็นสถาปนิก แต่กลับมีฝีไม้ลายมือเชิงอักษรไม่เลวเลย

เกมของฉันกับเธอ เรื่องซื่อๆ หวานๆ คล้ายๆ เรื่องข้างบน คนเขียนหน้าใหม่เหมือนกัน แต่จับอารมณ์คนดูอยู่หมัดดี

ในอาณาแห่งอารม ไม่ถึงกับชอบๆ ๆ แต่เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกของชิด ชยากรที่เรารู้สึกว่าน่าสนใจ

เก๊าะซารีฯ ไม่ชอบเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ต้องเอ่ยถึงมันเพราะเป็นเรื่องสั้นรางวัลชนะเลิศ เฉยมากๆ สำหรับเรื่องสั้นปัญหาภาคใต้เรื่องนี้ ถูกใจอยู่อย่างเดียวคือเป็นไม่กี่เรื่องที่โทษ “ผู้ก่อปัญหา” อย่างแท้จริง แทนที่จะประนาม “ผู้มีอำนาจในสังคม” แบบที่ขนบมักทำกัน

พรายทะเล ดีที่สุดในเล่มแล้วล่ะ เห็นความเจ๋งจริง เหนือชั้นของผู้เขียน แต่พี่วรภครับ พี่ไม่หน้าใหม่แล้วเน๊อะ เปิดเวทีนี้ให้น้องๆ ดีกว่าไหม

สำหรับหนังสือ เก๊าะซารี มิตรภาพ และความตาย ตินิดก็คือมันเฮฮาปาร์ตี้รวมหลายเรื่องเกินไปหน่อย แต่โดยรวมถือว่าเลือกเรื่องได้ดีเลยล่ะครับ สำหรับหนังสือรวมเรื่องสั้นคลื่นลูกใหม่แบบนี้

ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร (ทินกร หุตางกูร)


ความรักเป็นเรื่องของอารมณ์ แต่การเมืองเป็นเรื่องเหตุและผล ไม่ควรอย่างยิ่งจะจับสองสิ่งนี้มาปะปนกัน ไม่ว่าจะในชีวิตจริง หรือบนหน้ากระดาษ

ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร คือหนังสือที่ทำให้เราหลงใหล และฉุนเฉียวคุณทินกรไปพร้อมๆ กัน เราหลงใหลอารมณ์รักอันละมุนละไม แต่เมื่อใดที่คุณทินกรพยายามเอาอารมณ์ดังกล่าวไปใช้กับการเมือง อ่านแล้วแทบอาเจียน

ขึ้นชื่อว่าอารมณ์ก็บอกอยู่แล้วเป็นการมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงด้านใด เพราะเหตุนี้มันถึงได้เหมาะกับความรัก ไม่มีรักใดงดงามอย่างแท้จริง หากเรามองมันอย่างลึกซึ้ง ละเอียดทุกแง่ทุกมุม ทัชมาฮาล ลมและทราย และ แมวกับหุ่นยนต์ เล่าเรื่องราวสัมพันธ์แสนอ่อนหวานระหว่างเด็กหนุ่ม และเด็กหญิง รักที่เป็นไปไม่ได้ รักที่ผ่านพ้น รักที่สมหวัง ไม่ต้องมาคิดเล็กคิดน้อย ตั้งคำถามเลยว่าเหมาะสมไหม แก่แดดเกินวัยไปหรือเปล่า (คู่พระคู่นางแทบทุกคู่ในหนังสือเล่มนี้อายุไม่เกินยี่สิบ) ไม่อย่างนั้นก็ “เสียมู้ด” กันพอดี

ขณะเดียวกัน จะเอาวิธีนี้มาใช้กับการเมืองไม่ได้ การเมืองคือเหตุและผล คือการมองสองด้าน หลักการประชาธิปไตยถึงบอกให้เรารับฟังเสียงข้างน้อยด้วย ขณะที่อ่าน ฟ้าไร้ดาว และ หิมะกลางแดด รู้สึกเหมือนถูกมัดมือชก ถ้าผู้เขียนตัดสินไปเรียบร้อยแล้วว่าไม่ชอบคุณทักษิณ อเมริกา ทุนนิยม แล้วก็เอาอารมณ์มาใส่ความไม่ชอบตรงนั้น สิ่งที่ได้ไม่ใช่การเมือง แต่เป็นการปลุกระดม โฆษณาชวนเชื่อ ไม่ต่างอะไรจากผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติกระทำไว้เมื่อปี สองปีที่แล้ว

ประธานาธิบดีอเมริกาคนหนึ่งเคยกล่าวว่า เคล็ดลับความสำเร็จอยู่ที่การค้นหาสิ่งที่ตัวเองถนัดแล้วกระทำสิ่งนั้น ถ้าเทียบกับ คนไต่ลวดบนดาวสีฟ้า ส่วนหนึ่งของ ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร คือผลลัพธ์จากคำกล่าวที่ว่า คุณทินกรค้นพบความถนัดของตัวเองในการเล่าเรื่องรักระหว่างหนุ่มสาว อย่างน้อยองค์ประกอบนี้ผู้เขียนทำออกมาได้งดงามในแทบทุกเรื่อง ขณะเดียวกันมันก็มีความไม่ถนัดตามมาด้วย ในรูปแบบของการเมือง

เฝ้ารอวันที่คุณทินกรจะค้นพบตัวเอง (อีกครั้ง) ครับ

คนเล็ก หัวใจมหึมา มหาสมุทร (ประชาคม ลุนาชัย)


พี่ประชาคมครับ อ่าน คนเล็ก หัวใจมหึมา มหาสมุทร ของพี่จบ สิ่งแรกที่เราอยากทำคือจุดธูปขอขมา ขอโทษพี่ประชาคมจริงๆ ที่ตั้งแต่เห็นหนังสือเล่มนี้วางแผงก็นึกดูถูกมันในใจมาตลอด ตั้งแต่ชื่อเล่มที่ยังกะหนังโจวชิงซือ จนถึงว่านี่คือผลงานลำดับที่สิบสาม สิบสี่ของพี่ในรอบสิบปีเศษ พี่ “ขยัน” น้องๆ คุณปราบดา กับคุณวินทร์เลย แต่พออ่านจบ ก็ยอมรับเลยว่า พี่รู้แจ้งเห็นจริงแล้วซึ่งความเป็นนักเขียน มีมือทองคำที่หยิบจับอะไรก็เอามาเล่าได้อย่างน่าฟัง และมีชั้นเชิง

คนเล็ก หัวใจมหึมา มหาสมุทร คือผลงานเรือหาปลาลำดับที่เท่าไหร่แล้วไม่ทราบได้ แต่เป็นลำดับที่สามที่เราอ่าน ทึ่งแรกเลยคือทึ่งที่ป่านนี้แล้วคุณประชาคมยังหามุกใหม่ๆ มาเล่าให้เราตื่นตาตื่นใจ ไม่เหมือนกับผลงานชิ้นก่อนๆ ภยันตรายยิ่งยวดของเรือหาปลาไม่ใช่ท้องทะเล แต่เป็นเรือตรวจน่านน้ำยามฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าชาวประมงคนไหนถูกจับ ติดคุกที่เวียดนาม พม่า หรือเขมร อย่างแย่คือตายในนั้น อย่างดีก็กลับมาในสภาพไม่ครบสามสิบสอง ทึ่งสองเลยคือทั้งที่ทุกเรื่องใช้ฉาก และตัวละครคล้ายคลึงกัน แต่มันกลับมีความต่างพอให้อ่านไม่รู้เบื่อ เป็นหนังสือที่รักษาสมดุลระหว่างเอกภาพ และปัจเจกของแต่ละเรื่องได้อย่างงดงาม

เพิ่งบ่นไปหยกๆ ว่าเบื่อเรื่องสั้นวิถีชนบท คนเล็ก หัวใจมหึมา มหาสมุทร จึงเป็นผลงานน่าศึกษา ว่าทำไมคนอื่นเขียนแล้วเราเบื่อ แต่พอคุณประชาคมเขียน เรารู้สึกว่ามีเสน่ห์ หลังจากขบคิดโจทย์ตรงนี้ คำตอบประการแรกคือคุณประชาคมไม่ได้มองทะเลด้วยสายตาแจ๋วแหว๋วเปล่งประกาย ไม่ได้ยกยอปอปั้นวิถีชีวิตชนบทซ้ำซาก ตัวละครออกเรือด้วยจำเป็น ถ้าเลือกให้ขี่เบนซ์ได้ พวกนี้ก็คงไปนานแล้ว ท้องทะเลในเรื่องจึงมีทั้งความโหดร้าย ปลอบประโลม ดุดัน เป็นเบ้าหลอมที่เปลี่ยนเด็กให้กลายเป็นผู้ใหญ่ และเป็นที่ซึ่งมนุษย์ขับสันดานดี และเลวอย่างสุดขั้ว ไม่กล่าวโทษทุนนิยม บริโภคนิยมเลอะเทอะ แค่คนตัวเล็กพยายามยืนหยัด

ซึ่งก็นำไปสู่เหตุผลประการที่สอง ก็เพราะคนนั่นแหละ สังเกตว่าเรื่องสั้นชนบทชอบเน้นฉาก แต่ยิ่งพยายามวาดทิวทัศน์เท่าไหร่ ก็ยิ่งดูน่าเบื่อ เพราะคนคือปัจจัยสำคัญสุด พออ่านเรื่องสั้นคนอื่นแล้วมันดูลอยๆ สะเปะสะปะ อย่างเรื่องสั้นหนึ่งใน ราหูอมจันทร์ ก็ไม่รู้จะเสียเวลาไปทำไมตั้งเกือบสิบหน้ากับอาแป๊ะอาซิ้มขายของชำ ที่สุดท้ายไม่ได้มีบทบาทใดๆ แต่กับเรื่องสั้นคุณประชาคม แค่ย่อหน้าแรกก็แทบจะรู้ว่าผู้เขียนต้องการกล่าวถึงใคร

ถ้าถามว่าตัวละครลึกไหม หรือมีความเป็นคนไหม เราก็จะตอบว่าเปล่า เป็นตัวละครดำขาวง่ายๆ ซึ่งหลายเรื่องก็ดี เลวเสมอต้นเสมอปลาย กระนั้นพอจับหลายชีวิตมาอยู่ในเล่มเดียว แต่ละตัวช่วยเสริมช่วยสร้างจนเราได้เห็นความเป็นคนสามมิติขึ้นมาจากหลายตัวละครซึ่งซ้อนทับกัน ไม่แน่ใจว่าให้อ่านแยกเดี่ยวๆ จะชอบไหม แต่สำหรับรวมเรื่องสั้น คนเล็ก หัวใจมหึมา มหาสมุทร เอาไปเลยห้าปลาดาว

ราหูอมจันทร์ พระพุทธเจ้า...มีไหม? (หลายคนเขียน)


เพิ่งบ่นเรื่อง ราหูอมจันทร์ วันปลดปล่อยผีเสื้อ มาหยกๆ พอได้อ่าน ราหูอมจันทร์ พระพุทธเจ้า…มีไหม? ถึงค่อยรู้สึกว่า “นี่ มันต้องอย่างนี้” ขนาดภาพประกอบ และปกในเล่มนี้ยังลงตัวกว่าเลย

ส่วนเนื้อใน ผลประโยชน์ยกให้คุณแดนอรัญ กับเรื่องสั้น แมวผี่ ที่ดึงคนอ่านได้อยู่หมัด แม้จะใช้ภาษาเหน่อสุ่พรรณ เล่าความทรงจำหนังกลางแปลง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับ “แมวผี่” มาเกือบยี่สิบหน้า ตอนท้ายค่อยตัดมาเป็นเรื่องน่ากลัว ถือเป็นความสร้างสรรค์ใน genre ที่เฝือสุด (รองลงมาคือเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์) ส่วน ทำไมต้องมาลงที่หล่อน ก็เป็นเรื่องสั้นชีวิตคนเมืองน่าสนใจตามแบบคุณจำลอง

ผลงานหน้าใหม่ที่น่าจับตามองคือ เซ็กส์ในสวยเซ็น ของนก ปักษนาวิน เหนือชั้นตรงผู้เขียนจับอารมณ์หวิวๆ ลอยตัวแบบไฮคุแล้วนำมาใช้กับเรื่องสั้นได้ อีกเรื่องคือ เทพบุตรคืนลวง ของปั้นคำ ซึ่งเราสนใจนักเขียนคนนี้มาตั้งแต่อ่านรวมเรื่องสั้น บางหลืบสมรภูมิ ปั้นคำไม่ได้มีตัวหนังสือที่แข็งกร้าวแต่กลับสามารถบอกเล่าเรื่องราวอันเฉือดเชือน

มีเรื่องสั้นประเภท “ความล้มเหลวที่ยังน่าติดตาม” เช่น ลิงลพบุรี เหมือนคนเขียนแบ่งย่อหน้า ใช้ภาษาไทยแผลงๆ ยังไงไม่ทราบ ซึ่งกลายเป็นน่าสนใจเพราะอ่านจบแล้วอยากอ่านเรื่องสั้นอื่นๆ ของคุณปานศักดิ์ เพื่อจะได้รู้กันไปเลยว่านี่จงใจ หรือผิดพลาด พระพุทธเจ้า…มีไหม? อ่อนยอบแยบแป้งเปียก แต่ก็มีหลายอย่างคล้าย ขอบคุณแรมโบ้ ใน วันปลดปล่อยผีเสื้อ บางทีถ้าได้อ่านผลงานคุณชิด ชยากรเยอะๆ อาจจับสไตล์แกออก แล้วเริ่มชอบมันขึ้น ที่นี่มีบุหรี่จำหน่าย โดยนักเขียนหน้าใหม่เอี่ยมถอดด้าน ถือว่ายังต้องเดินเส้นทางนี้อีกไกล แต่ก็เป็นก้าวแรกที่น่าจับตามอง น่าคิดด้วยว่ากองบรรณาธิการพบเห็นศักยภาพอันใดในตัวนักเขียนท่านนี้

เล่มนี้มีเรื่องสั้นวิถีชนบทเยอะ เรื่องหนึ่งดี แต่อีกสองเรื่องอ่อน และยาวเกินเหตุ รู้สึกเสียดาย แกมแปลกใจว่าแนวนี้คนไทยเขียนกันมาเกือบๆ จะห้าสิบ หกสิบปีแล้ว ทำไมถึงยังย่ำอยู่กับที่ นักเขียนที่อยากเขียนแนวนี้จริงๆ ลองกลับไปอ่านผลงานอาจารย์มนัส แล้วถามตัวเองก่อนดีไหมว่า “มีอะไรนำเสนอมากไปกว่านี้หรือเปล่า” ถ้าไม่มีหาให้เจอก่อน แล้วค่อยเริ่มลงมือเขียนดีไหม