ตุลาคม (ไพฑูรย์ ธัญญา)


สิ่งซึ่งประทับใจจากรวมเรื่องสั้นตุลาคมของคุณไพฑูรย์คือความเป็นหนึ่งเดียว คุณสมบัติข้อนี้ไม่ใช่ของง่ายๆ เพราะเรื่องสั้นส่วนใหญ่เป็นการรวบรวมผลงานต่างกาล ต่างวาระ ดังนั้นโดยโจทย์แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องออกมาเหมือน หรือกระทั่งคล้ายคลึงกัน ในทางตรงข้ามความเป็นหนึ่งเดียวก็ไม่ได้หมายถึงความซ้ำซาก มีรวมเรื่องสั้นหลายเล่มที่พออ่านเรื่องแรกก็สนุกดีอยู่หรอก แต่พอไปเรื่องที่สอง ที่สามถึงเพิ่งรู้ว่าคนเขียนประพันธ์งานได้แบบเดียวเลยนี่หว่า (คนรักเก่า ของคุณขจรฤทธิ์ก็ประสบปัญหาประเภทนี้)

ความเป็นหนึ่งเดียวช่วยสร้างประเด็นที่ชัดเจนให้หนังสือ แม้ว่าเรื่องสั้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งอาจไม่ดีมาก หรือไม่ถึงขั้น แต่พอกลายเป็นส่วนหนึ่งของตุลาคม กลับดูหนักแน่น ตอกย้ำประเด็นที่คุณไพฑูรย์ต้องการสื่อให้ชัดเจน ประเด็นในที่นี้คือการเมือง หรือพูดให้ตรงจุด การรับรู้การเมืองผ่านสายตาประชาชน ตุลาคมต่างจากรวมเรื่องสั้นการเมืองหลายเล่ม ตรงที่คุณไพฑูรย์ไม่ได้ใส่ร้ายป้ายสีให้นักการเมืองดูเป็นผู้ร้ายทั้งปีทั้งชาติ แต่พูดถึงอิทธิพลสื่อซึ่งผลต่อการรับรู้เรื่องการเมือง ถ้าจะมีใครสักคนเป็นผู้ร้ายก็น่าจะเป็นสื่อที่มอมเมาให้คนไทยมองการเมืองเป็นเรื่องของความรุนแรง

จุดนี้ชัดเจนมากในความตายในเดือนตุลาคม แนวรบด้านตะวันตก: เหตุการณ์ไม่ตื่นเต้น และ ในที่สาธารณะและถูกต้องตามกฎหมาย ถึงแม้เรื่องสุดท้ายจะไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองโดยตรง แต่ก็พอจะคาดเดาคติ และอคติซึ่งผู้เขียนมีต่อแวดวงโทรทัศน์ได้ไม่ยาก ขณะเดียวกัน โต๊ะตัวที่สามไม่ได้ต่อต้านสื่อ แต่ก็น่าสนใจเพราะแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านต่างจังหวัดตาดำๆ กับหนังสือพิมพ์ และข่าวสารการเมือง

คนไทยแปลกที่ว่าบทจะบ้าการเมือง ก็บ้าเอามากๆ ชนิดไม่ลืมหูลืมตา ติดยิ่งกว่าละครหลังคราว บทจะเบื่อขึ้นมา ก็หลับหูหลับตาเอาเสียดื้อๆ ปล่อยให้รัฐบาลบริหารประเทศตามใจชอบ

ตุลาคมตีพิมพ์หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในยุคนั้นผู้คนเบื่อรัฐบาลทหารเต็มที มีการต่อต้านนายกคนกลาง ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าเอามาอ่านเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันจะยิ่งขับประเด็นให้น่าสนใจขึ้นเท่าทวีคูณ

ตุลาคมมีเรื่องสั้นอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองกระจัดกระจายอยู่ตรงนู้นตรงนี้ ซึ่งก็ดีเหมือนกัน เพราะไม่ทำให้หนังสือ monotone เกิดไปนัก ตามขนบนักเขียนเพื่อชีวิต ต้องมีเรื่องสั้นต่างจังหวัดเรื่องสองเรื่องพอเป็นกระสาย ในที่นี้ได้แก่ แผ่นดินของเขา และ ลูกชายคนชวา เรื่องหลังดีกว่าเรื่องแรก ปลาตะเพียน และ คนบ้าบนภูเขา เป็นสองเรื่องสั้นที่แปลก เพราะค่อนข้างแหวกแนวจากเรื่องอื่นๆ เหมือนงานเขียนคุณสรจักรมากกว่า ซึ่งตรงนี้ถ้าให้วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาไม่มีใครเขียนเรื่องสั้นต่างจังหวัดได้ดีเท่าอาจารย์มนัส และไม่มีใครเขียนเรื่องสั้นสรจักรได้ดีเท่าคุณสรจักรเอง

ปิดท้ายด้วยหิมพานต์ซึ่งก็หลุดโลกไปอีกทาง ออกแนวกระแสสำนึก ถือเป็นเรื่องสั้นโชว์เหนือของคุณไพฑูรย์ว่าเรื่องแบบนี้ฉันก็เขียนได้นะเฟ้ย ซึ่งก็เขียนได้จริงๆ และออกมาดีมากๆ ด้วย ไม่แน่ใจว่าจัดลำดับเรื่องตามการพิมพ์หรือเปล่า แต่จบด้วยเรื่องนี้ กับอารมณ์ฝันๆ ของมันถือว่าเหมาะสมมาก

2006: The Year in Denial (หลายคนเขียน)


หมายเหตุ: ชื่อจริงๆ ของหนังสือเล่มนี้คือ "รัฐประหาร 19 กันยา รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" ซึ่งเป็นชื่อที่ไม่ได้สื่ออะไร (เฉกเช่นเดียวกับกับชื่อของคณะรัฐประหารซึ่งก็ไม่ได้สื่ออะไรเช่นกัน) เป็นรวมบทความต่อต้านรัฐประหารของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน โดยมีนักวิชาการต่างสาขา ต่างวัยวุฒิ และต่างคุณวุฒิอุทิศบทความ

ก่อนอื่นปกหนังสือเล่มนี้เด็ดโคตร เป็นการเอารูป The Treason of Image ของมากริต ดาวพลูโต และรถถังจับมาวางไว้ด้วยกัน โดยมีข้อความสั้นๆ ใต้แต่ละรูปว่า This is not a pipe. This is not a planet. และ This is not a coup. ก่อนปิดท้ายด้วยคำโปรย 2006: the Year in Denial ใครคิดปกนี้ รีบวิ่งมาเอารางวัลได้เลย

อย่างที่อธิบายนั่นแหละ ถ้าสนใจบทวิเคราะห์การเมือง สังคม และประวัติศาสตร์แบบถึงกึ๋น เล่มนี้ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะงานเขียนของอาจารย์นิธิ อาจารย์ธงชัย อาจารย์ศิโรฒม์ อาจารย์ชัยวัฒน์ อาจารย์ธเนศ และอีกหลายคนซึ่งถ้าใครอ่านหนังสือพิมพ์บ่อยๆ คงคุ้นเคยชื่อ หรือได้เห็นผ่านๆ ตามาบ้าง ถ้าจะติสำนักพิมพ์อย่างหนึ่ง ก็คือท้ายเล่มควรมีสรุปหน่อยว่าใครเป็นใครมาจากไหน เหมือนกับ anthology ฝรั่งที่ขนาดเอานักเขียนรางวัลโนเบลมา ยังต้องบอกท้ายเล่มเลยว่าเขาเป็นใคร

ไม่ขอพูดถึงแต่ละบทความในรายละเอียด แต่จะจับประเด็นสำคัญจากแต่ละบทความมาเล่าสู่ให้ฟังสั้นๆ ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งซึ่งต่อต้านรัฐประหารมาตั้งแต่ day one

ประเด็นแรกที่พูดถึงตั้งแต่ในบทความอาจารย์นิธิคือประชาธิปไตยเป็นระบบซึ่งแก้ไขตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพิงอำนาจมืด อำนาจกระบอกปืน ตัวอย่างน่าสนใจ ซึ่งเราเคยอ่านมาจากหนังสือพิมพ์มติชนคือคดี privatization บริษัทน้ำมัน และการไฟฟ้าของรัฐบาลทักษิณ สุดท้ายถูกศาลตัดสินว่ากฎหมายตัวนี้ใช้ไม่ได้ ประเด็นนี้ถูกขบวนการสนธิหยิบยกมาโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่พอถึงวันประกาศคำตัดสิน ในบรรดาสื่อมวลชน และผู้ให้คนสนใจที่มายืนรอหน้าศาล กลับไม่มีคนจากกลุ่มพันธมิตร

ในหนังสือยังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองสนธิ ซึ่งเรายอมรับว่าหลักฐานส่วนใหญ่ยังเป็นแค่หลักฐานสภาพแวดล้อม (คำซุบซิบนินทา) ถึงจะยังสรุปความจริงไม่ได้ แต่ก็ชวนให้ขบคิดไม่น้อย ว่าอะไรกันแน่เป็นต้นเหตุของ "ภาพลวงตาแห่งทางตัน" ซึ่งเกิดขึ้นก่อนรัฐประหาร


อีกประเด็นคือการใช้ "ความรุนแรง" มาเป็นเงื่อนไขของรัฐประหาร ตั้งแต่ต้นแล้วคณะรัฐประหารบอกว่าที่ออกมากระทำการเพื่อป้องกันความรุนแรงระหว่างผู้เข้าชุมนุม และฝ่ายรัฐบาล (ซึ่งน่าฉงนเพราะ ตั้งแต่ต้นอดีตนายกทักษิณซึ่งเป็นพ่อค้าก็ไม่เคยแสดงท่าทีจะใช้กองทัพ) พอกระทำรัฐประหารสำเร็จ ก็เอาข้ออ้างว่าที่ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น เพราะประชาชนยอมรับรัฐประหาร (ทั้งที่ถ้าขุดในประวัติศาสตร์จริง ตั้งแต่สมัยจอมพลฯ คนนั้นคนนี้ เวลาทำรัฐประหาร ก็แทบไม่เคยมีความรุนแรงมาเกี่ยวข้อง ความรุนแรงในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเกิดขึ้นมาจากการต่อต้านรัฐบาลทหารต่างหาก) ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ความรุนแรงกลายมาเป็นมิติทางการเมือง ประหนึ่งว่าถ้าชาวอิรักยอมให้อเมริการุกรานโดยไม่ต่อต้าน นโยบายต่างประเทศของบุชจะกลายเป็นสิ่งถูกต้องขึ้นมาทันที

หนังสือยังพูดถึงคำว่า "ระบอบทักษิณ" (ขอรวมคำว่า "ทักษิโณมิกส์" ไปด้วย) ว่าเป็นกลไกโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ทำประหนึ่งว่านายกทักษิณได้เปลี่ยนประชาธิปไตยให้กลายเป็นระบอบอื่น และทางเดียวที่จะล้มอำนาจเก่าลงได้คือต้องโค่นมันทั้งระบบ ทั้งที่จริงๆ ทักษิณก็เป็นเพียงปลาอันธพาลที่ว่ายวนในโถ ถ้าจะตักปลาเหล่านี้ทิ้งทีละตัวสองตัว แน่นอนว่าเราอาจไม่มีวันกำจัดพวกมันได้หมด แต่นี่จะบอกว่าให้ทุบทั้งโถทิ้งเชียวหรือ

ก่อนจะจบดื้อๆ ประเด็นรัฐประหารนี้ชี้ให้เห็นบทบาทหน้าที่ใหม่ๆ ของนักวิชาการในสังคมไทย คนเหล่านี้คิดดูก็น่าเห็นใจ เพราะเมื่อสถานการณ์การเมืองเป็นสีเทา ผู้คนไม่รู้ควรตัดสินใจเลือกทางไหน ก็ต้องหันหน้าเข้าหาพวกเขา รู้สึกว่านักวิชาการก็เหมือนนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ที่บางทีพอดูหนังจบใหม่ๆ ไม่รู้กระแสสังคมจะเป็นอย่างไร ก็อาจต้องพูดอะไรที่ทำให้พวกเขาเสียใจในภายหลัง

ไม่เป็นไรนะครับ คนเราผิดก็ยอมรับกันไป อย่างอาจารย์นิธิ ถ้ามานั่งไล่อ่านคำสัมภาษณ์แกดีๆ จะพบว่าช่วงต้นปี 2549 จนถึงตอนนี้ความคิดแกแปรเปลี่ยนไปไม่น้อย (แต่แกเป็นผู้ใหญ่จะให้มายอมรับโต้งๆ ว่า "ผมเปลี่ยนใจแล้ว" ก็คงจะไม่งาม) อย่างน้อยแกก็ยังมีวิญญาณความเป็นนักวิชาการอย่างแท้จริง ว่ากันไปตามหลักฐาน และสภาพแวดล้อม

J. Sartre's "No Exit and Three Other Plays"


ช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ น่าสนใจว่ารางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมนั้นไม่ได้มอบให้เฉพาะ "นักเขียน" เท่านั้น (หรืออย่างน้อยก็ "นักเขียน" ตามความหมายที่คนปัจจุบันเข้าใจ) แต่ยังมอบให้ "นักปรัชญา" ฉอง ปอล ซาร์ดเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลอีกคน ที่ชื่อเสียงของแกสั่งสมมาจากงานเขียนปรัชญา มากกว่างานวรรณกรรม รวมบทละครชุด "No Exit" นี้เป็นหนึ่งในงานเขียนfiction ไม่กี่ชิ้นของซาร์ต (รวมไปถึงไตรภาค The Roads to Freedom) แต่ความเป็นเลิศของบทละครชุดนี้ ขนาดที่ว่าถ้าจะมีคนให้รางวัลโนเบลแกเฉพาะมัน ก็จะไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย

บทละครที่ดังที่สุดของซาร์ตคือ "No Exit" เป็นการเสนอภาพนรกซึ่งน่าสนใจที่สุด นรกของซาร์ตไม่ต้องมีเครื่องทรมาณ ทัณฑ์ประหารอะไรทั้งสิ้น แค่จับเอาคนสามคนมาอยู่ในห้องเดียวกัน ไม่ช้าไม่นานพวกนี้ก็จะพูดจาเหน็บแหนม ทำร้ายกันเองอย่างเจ็บปวด ที่น่าเย้ยหยันคือประตูไม่ต้องลงกลอนกุญแจใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมนุษย์เราไม่อาจหนีจากกันพ้น

ปรัชญาของซาร์ตอิงอยู่บนแนวคิดอัตถิภาวนิยม เคยพูดถึงเรื่องนี้ไปหลายรอบแล้ว เอาเป็นว่าถ้าอัตถิภาวนิยมเชื่อว่าความดีงามอยู่ในใจมนุษย์ ก็ไม่แปลกที่ซาร์ตจะเชื่อเช่นกันว่าความเลวร้ายเองก็ไม่ได้มีต้นกำเนิดที่แตกต่างไปมากนัก

แต่บทละครที่มักถูกพูดถึงเพื่อแสดงให้เห็นแนวคิดอัตถิภาวนิยมอย่างชัดเจนสุดคือ "The Flies" อิงอยู่บนตำนานอีเล็กตร้า และออเรสเตส ซาร์ตไม่ใช่คนเดียวที่จับเรื่องนี้มาเล่าใหม่ Racine เองก็เคยเอาตำนานนี้มาใช้ใน Andromaque เรื่องค่อนข้างซับซ้อน แต่เล่าสั้นๆ คือเป็นเหตุการณ์หลังจากสงครามเมืองทรอยจบ กษัตริย์อากาเมนอนกลับมายังดินแดนของตน แล้วถูกสังหารโดยราชินี เพราะแค้นเคืองที่อากาเมนอนสังเวยลูกสาวให้กับเทพโปเซดอน ราชินีเองก็ถูกสังหารโดยออเรสเตสซึ่งตอนหลังกลายเป็นบ้า

ในฉบับของซาร์ต จุดแตกต่างสำคัญคือผู้เขียนโยงการกระทำของออเรสเตสว่าเป็นการขัดคำสั่งมหาเทพเซอุส ซึ่งในสายตาของนักอัตถิภาวนิยมแล้ว ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ซ้ำยังเป็นสิ่งดี เพราะมนุษย์ต้องค้นหาศีลธรรมในใจตน ไม่ใช่ปฏิบัติตามคำสั่งของเทพเจ้า


ละครที่ชอบสุดในเล่มคือ Dirty Hands การผจญภัยของชายหนุ่มปัญญาชนในพรรคคอมมิวนิสต์ นี่คือบทละครแห่งความขัดแย้ง ตั้งแต่ความขัดแย้งในตัวฮิวโก ระหว่างทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ระหว่างอัตลักษณ์ชนชั้นกลางของตัวเอง และปรัชญาคอมมิวนิสต์ รวมไปถึงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฟาสซิสต์ เยอรมัน คอมมิวนิสต์ รัสเซีย และหน่วยกู้เอกราช แม้ฉากเมืองใน Dirty Hand จะเป็นเพียงประเทศสมมติ แต่ปมการเมืองตรงนี้สมจริงสมจังมาก ชนิดที่ไม่ว่าประเทศยุโรปตะวันออกประเทศใดก็คงเคยประสบปัญหานี้มาแล้ว สุดท้ายคือความขัดแย้งในครอบครัว ระหว่างผู้ชาย ผู้หญิง ฮิวโก้ และภรรยาของเขา เจสสิก้า

ใช้คำว่า "การผจญภัย" เพราะละครเรื่องนี้ "สนุก" มาก ประเภทมีฉากให้ตื่นเต้น ลุ้น ยิงกัน ระเบิดเถิดเทิงอีกต่างหาก ฮอลลีวู้ดช่วยด้วยเอามาสร้างเป็นหนังเร็ว

ละครเรื่องนี้น่าสนใจมากขึ้น ถ้าเอาไปพิจารณาร่วมกับปูมหลังของซาร์ต ซาร์ตมีชื่อเสียงในฐานะนักอัตถิภาวนิยม แต่ภายหลังเขาละทิ้งปรัชญาตัวนี้ อันมาโอบกอดมาร์กซิส กระนั้นซาร์ตต้องประสบปัญหาหลายประการ ความเข้ากันไม่ได้ระหว่างนักปรัชญาในตัว และนโยบายของพรรค ไม่รู้เหมือนกันว่าแกเขียน Dirty Hands เมื่อไหร่ แต่ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากประสบการณ์ตรงด้วย

ละครสั้นๆ ปิดท้ายเล่มคือ The Respectful Prostitute เล่าถึงการเหยียดผิวในอเมริกา ดีนั่นแหละ ไม่ใช่ไม่ดีหรอก แต่รู้สึกพิลิกยังไงชอบกลที่คนฝรั่งเศสผิวขาว เจ้าของแนวคิดอัตถิภาวนิยม และมาร์กซิส จะมาพูดถึงเรื่องคนผิวขาวผิวดำ The Respectful Prostitute เยี่ยมยอดในฐานะละคร แต่ไม่ได้เสนอมุมมองลึกซึ้ง หรือน่าขบคิดเท่ากับงานเขียนสีผิวอื่นๆ เช่น The Invisible Man ของเอลิสัน หรืองานของบาล์ดวิน

L. Althusser's "Lenin and Philosophy and Other Essays"


เกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนที่แล้ว สาเหตุที่เราอ่าน Structuralism เพราะอยากเข้าใจ Structural Marxism ของ Louise Althusser คราวนี้ก็เลยได้โอกาสพูดถึงอัลทัสเซอร์เสียเลย จริงๆ แล้วต้องอ้างอิงหนังสือสองเล่มคือ "Louise Althusser and the Traditions of French Marxism" โดย William Lewis และ "Lenin and Philosophy and Other Essays" ของ Louis Althusser

พูดถึงเล่มแรกก่อนแล้วกัน เลวิสเล่าประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์ (PCI) ในประเทศฝรั่งเศษ ควบคู่กับไปพัฒนาแนวคิดมาร์กซิสด้วย เคยบอกไว้ตั้งแต่ตอนพูดถึงฟูโคท์แล้วว่า ถ้าอยากเข้าใจปรัชญา หรือศาสตร์สาขาใดๆ วิธีที่ดีที่สุดคือศึกษาไปตามประวัติศาสตร์ของแนวคิดนั้นๆ เลวิสเขียนไว้ในคำนำด้วยซ้ำว่าปรัชญามาร์กซิสไม่อาจแบ่งแยกจากประวัติศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์ได้ กรณีศึกษาฝรั่งเศสเป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะไม่เหมือนรัสเซีย หรือประเทศยุโรปตะวันออกอื่นๆ ฝรั่งเศสไม่เคยเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งถ้าดูจากประวัติ PCI เราก็จะได้เห็นขาขึ้น ขาลงของมัน ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ PCI มีอำนาจขนาดเป็นผู้ชักใยรัฐบาลฝรั่งเศส (เพราะช่วยรบกับฟาสซิส และนาซีในสงคราม) จนถึงช่วงปี 1956 ที่ชื่อเสียงพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศโลกที่หนึ่งตกต่ำถึงสุดขีด (ภายหลังที่กรุซชอฟเอาความโหดร้ายของสตาลินมาเปิดเผย)

เลวิสเขียนหนังสือเล่มนี้ได้ดีมากๆ อ่านเข้าใจง่าย ได้รู้ความแตกต่างระหว่าง ปรัชญาสังคมนิยม ปรัชญามาร์กซิสซึ่งเป็นต้นแบบของคอมมิวนิสต์ และปรัชญาเลนนิน/สตาลิน ซึ่งถือเป็น "สุดยอด" เพราะมาจากรัสเซีย ประเทศซึ่งถูกมองว่าเป็นยูโธเปียแห่งโลกในขณะนั้น (แต่มายุคนี้ ปรัชญาตัวนี้ถูกจัดว่าเป็นมาร์กซิสฉบับสามานย์ เพราะตัวตนที่แท้จริงของมันคือโฆษณาชวนเชื่อที่เลนนิน และสตาลินใช้เป็นเครื่องมือ สร้างฐานอำนาจ) ไปจนถึงมาร์กซิสดัดแปลงที่นักคิดชาวฝรั่งเศสเสนอแนะ ซึ่งก็แบ่งอีกเป็น humanis marxism (มอนติ-พอยตี้) existentialist marxism (ซาร์ต) และ structuralist marxism (อัลทัสเซอร์)

ไม่ขอยกรายละเอียดแล้วกัน ขอย้ำสั้นๆ อีกทีว่าหนังสือเล่มนี้เจ๋งมาก ชนิดที่ว่ามือใหม่คนไหนอยากเข้าใจปรัชญามาร์กซิส แนะนำเลยว่าต้องเล่มนี้แหละ


มาพูดถึงอัลทัสเซอร์ดีกว่า "Lenin and Philosophy and Other Essays" คือหนังสือรวมบทความของแก ตลอดชีวิตอัลทัสเซอร์ไม่เคยเขียนหนังสือปรัชญาเป็นเล่มๆ ออกมาอย่างจริงจัง มีแค่รวมบทความสองเล่ม คือเล่มนี้ และก็ "For Marx" ในเล่มนี้สองบทความที่ดังที่สุดคือ Ideology and Ideological State Apparatuses และก็บทความชื่อหนังสือนั่นแหละ Lenin and Philosophy

ใน Ideology อัลทัสเซอร์อธิบายว่า State หรือรัฐนั้นเป็นเพียงโครงสร้างการควบคุมอย่างหนึ่ง อัลทัสเซอร์เป็นนักโครงสร้างนิยม ดังนั้นแกไม่เชื่อว่าตัวตนของสถาบันย่อยในสังคมมีจริง แต่สังคมประกอบขึ้นจากโครงสร้าง อย่างรัฐก็คือโครงสร้างการควบคุม ทำยังไงถึงจะให้ประชาชนตอบสนองกระบวนการผลิตของรัฐ ซึ่งเครื่องมือในที่นี้แบ่งเป็นสองประเภท RSA หรือ Repressive State Apparatuses คือพวกกฏหมาย ระบบเศรษฐกิจที่บังคับให้คนเราทำงาน และ ISA หรือ Ideological State Apparatuses ในที่นี้คือการศึกษา ซึ่งไม่ใช่สอนประชาชนว่าต้องทำงานอย่างไร แต่รวมไปถึงการเป็นลูกจ้าง หรือนายจ้างที่ดี ความขยัน ความตั้งใจทำงาน เชื่อฟังเจ้านาย คำขวัญประเภท "งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข" สรุปก็คือการปลูกฝังค่านิยมนั่นแหละ

RSA สำหรับอัลทัสเซอร์แล้วลงลึกไปยิ่งกว่าค่านิยมเสียอีก กระทั่งภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันก็ถูกแฝงไว้ด้วย RSA เช่นการที่มีคนเรียกชื่อเรา ในแง่หนึ่งก็เหมือนเราได้ตกอยู่ใต้อำนาจการควบคุมของรัฐแล้ว ความคิดตรงนี้คล้ายๆ กับ Lacan เจ้าของปรัชญา structural psychoanalysis จริงๆ ในหนังสือเล่มนี้ก็มีพูดถึง Freud กับ Lacan อยู่บทหนึ่งสั้นๆ

Lenin and Philosophy แสดงให้เห็นอีกหนึ่งความคิดประจำตัวอัลทัสเซอร์ นั่นคือแกเชื่อว่าตัวตนของมนุษย์อยู่ที่การกระทำ หมายถึงว่าเรามักจะลงมือทำนู่นทำนี่ ก่อนที่จะมานั่งวิเคราะห์เป้าหมาย สาเหตุ หรือความคิดซึ่งประกอบกิจกรรมนั้นๆ ของเรา แปลความอีกอย่างได้ว่าวิทยาศาสตร์นั้นมาก่อนปรัชญาเสมอ สำหรับอัลทัสเซอร์ วิทยาศาสตร์ก็คือการเอาปรัชญามาปรับใช้กับวัตถุที่จับต้องได้ แต่ว่าระบบความคิดของมนุษย์ไม่ได้เริ่มจากปรัชญา แต่เริ่มมาจากวิทยาศาสตร์ (หรือการประยุกต์ต่างหาก) ยกตัวอย่างเช่นเราเรียนรู้ที่จะขับรถ กฎจราจร ก่อนจะมานั่งเข้าใจปรัชญาของการขับรถ เหตุใดกฎจราจรถึงถูกเขียนไว้เช่นว่า

ด้วยเหตุนี้อัลทัสเซอร์พยายามอ่านปรัชญาซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลัง Capital อภิผลงานเศรษฐศาสตร์ของมาร์ก (เศรษฐศาสตร์ก็ถือว่าเป็นวิทยาศาสตร์อีกแขนงหนึ่งเช่นกัน) รวมถึงตีความแนวคิดของ Lacan ว่าคือการที่ Lacan อ่านปรัชญาซึ่งซ่อนอยู่ในการปฏิบัติ หรือกระบวนการ psychoanalysis ของ Freud (ลาคานกับอัลทัสเซอร์เป็นเพื่อนรัก เพื่อนแค้นกัน)

บทความของอัลทัสเซอร์ไม่ได้อ่านยากอย่างที่คิด ถ้าใครอยากศึกษาปรัชญามาร์กซิส และคิดว่าตัวเองกระดูกแข็งแล้วในระดับหนึ่ง นี่เป็นหนังสืออีกเล่มที่อยากแนะนำ

J. Piaget's "Structuralism"


หมายเหตุ: Struturalism แปลเป็นไทยได้ว่า "โครงสร้างนิยม" ซึ่งเป็นคำแปลที่เห่ยมาก

ถ้าเปิด wikipedia แล้วหาคำว่า structuralism จะได้ตัวอย่างสุดคลาสสิกคือฟองสบู่ อธิบายง่ายๆ คือแต่ละอณูบนฟองสบู่ แค่พยายามรักษาสภาพเสถียรของแรงตึงผิว แต่ว่าพอพิจารณาทั้งฟอง กลับได้โครงสร้างทรงกลมออกมา

งงหรือเปล่า? เอาแบบนี้ดีกว่า สมมติว่ามีกฎข้อหนึ่งที่บอกว่า "คนไทยต้องอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยปีละ 6 บรรทัด" พอถึงคืนวันที่ 31 ธันวาคม นายหมูยังไม่ได้อ่านหนังสือเลยสักบรรทัดตลอดปีนี้ ซึ่งถ้าเอาปริมาณการอ่านหนังสือของคนทั้งประเทศรวมถึงนายหมูมาหาค่าเฉลี่ย จะไม่ถึง 6 บรรทัด ดังนั้นจะบังเกิดปาฏิหาริย์ พลังจักรวาลอะไรสักอย่างซึ่งบังคับให้นายหมูอ่านหนังสือในปริมาณที่ทำให้ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศเท่ากับ 6 บรรทัดพอดี

นี่แหละ structuralism...

...ไม่ใช่หรอก แต่ก็ประมาณนี้แหละ

"Structuralism" ของจีน เพียกอตคือหนังสือแนะนำปรัชญาโครงสร้างนิยม เพียกอตใช้ตัวอย่างจากหลายสาขาวิชา ตั้งแต่คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ชีวะ จิตวิทยา มานุษยวิทยา ภาษาศาสตร์ แล้วก็สังคมศาสตร์ แต่เนื่องจากเพียกอตเป็นนักจิตวิทยา ดังนั้นในบทจิตวิทยา คำอธิบายจะชัดเจนและเข้าใจง่ายกว่าเพื่อน อีกตัวอย่างว่าด้วยการรับรู้ของมนุษย์ เพียกอตบอกว่ามนุษย์เราไม่ได้รับสิ่งเร้าเข้าไปเป็นส่วนๆ แต่ว่าสิ่งเร้าแต่ละตัวจะบวกเอาโครงสร้างโดยรวมของสิ่งเร้าตัวอื่นๆ ในชุดของมันเข้าไปด้วย เรียกแนวคิดนี้ว่าจิตวิทยาแบบ gestalt อีกตัวอย่างคือการเรียนรู้ของเด็ก (ซึ่งตรงแนวทางวิจัยของเพียกอตนั่นเอง) เด็กเพิ่งเกิดไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์เป็นข้อๆ แต่ว่าประสบการณ์แต่ละตัวบรรจุโครงสร้าง ซึ่งช่วยให้เด็กเรียนรู้ประสบการณ์อื่นๆ ที่แม้จะยังไม่เกิดขึ้นกับตัวเองก็ตาม ทฤษฎีนี้คล้ายๆ ทฤษฎีทางภาษาของชอมสกี้

พอดีกว่า โดยรวมถือว่านี่เป็นหนังสือที่อ่านเข้าใจง่ายเลยล่ะ สำหรับปรัชญาชวนงุนงงตัวนี้ ไม่ค่อยอยากมานั่งอธิบายมาก เพราะยอมรับว่าตัวเองก็เพิ่งศึกษา อธิบายผิดๆ ถูกๆ แล้วจะหน้าแตกเปล่าๆ

ปล. จริงๆ แล้วที่ต้องมาอ่าน Structuralism เพราะอยากเข้าใจ Structural-Marxism ของ Althusser ซึ่งจะพูดถึงในโอกาสต่อไป รวมไปถึง Structural-psychoanalysis ของ Lacan ด้วย

J. Bowles's "Two Serious Ladies"


มีไม่กี่คนกระมังรู้จักชื่อเจน โบลเลส ที่แน่ๆ ในโลกนี้มีสามที่ยกย่องเธอว่าเป็นนักเขียนภาษาอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เทนเนสซี วิลเลียมส์ จอห์น วอลเตอร์ และก็ ทรูแมน คาโปต

สาเหตุที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักชื่อเธอ เพราะโบลเลสเขียนนิยายออกมาแค่เล่มเดียวคือ Two Serious Ladies นอกนั้นมีบทละครอีกหนึ่ง แล้วก็เรื่องสั้นกระจัดกระจาย พอเอามารวมได้เล่มกว่าๆ อีกสาเหตุความไม่ดังเพราะเธอมีสามีที่เป็นนักเขียนเช่นกัน นั่นคือพอล โบลเลส เจ้าของผลงาน The Sheltering Sky

ไม่ว่าอะไรก็ตามจะเป็นสาเหตุ ที่แน่ๆ ไม่ใช่เรื่องฝีมือ เพราะ Two Serious Ladies เป็นนิยายที่งดงามหาคำบรรยายเปรียบยาก ตามชื่อนั่นแหละ นี่เป็นเรื่องของสุภาพสตรีสองคน โดยทั้งสองเรื่องนี้แทบไม่มีความคาบเกี่ยวซึ่งกัน และสุภาพสตรีที่ "เอาจริงเอาจัง" ทั้งคู่นั้นก็แทบไม่ได้สนทนา หรือปรากฏตัวในฉากเดียวกันด้วยซ้ำ

สุภาพสตรีคนแรกคือนางคอปเปอฟิลว์ ตามสามีไปเที่ยวอเมริกากลาง ช่วงนี้คล้ายๆ กับ The Sheltering Sky ของพอล โบลเลส คือพูดถึงความขัดแย้งระหว่างคู่แต่งงาน สภาพต่างถิ่น ต่างภาษา (ถ้าไม่เคยอ่าน The Sheltering Sky นึกถึง Lost in Translation ก็พอกล้อมแกล้มได้) นางคอปเปอร์ฟิลว์ผูกมิตรกับหญิงชาวปานามาสองคน คนแรงคือนางควิล และแปซิฟิก้า นางคอปเปอร์ฟิลว์นำตัวแปซิฟิก้ากลับมายังประเทศอเมริกาด้วย ซึ่งทั้งคู่จะมีบทบาทเล็กๆ ในตอนท้ายเรื่องสุภาพสตรีคนที่สอง

ยอมรับว่าช่วงแรกนี่ยังเฉยๆ ภาษาน่าสนใจดี โบลเลสแทบไม่บรรยายฉาก ขนาดว่าตัวละครไปเที่ยวต่างทวีป ต่างเมืองแท้ๆ เรื่องราวถูกเล่าผ่านบทสนทนาล้วนๆ ซึ่งแม้คนอ่านจะไม่เห็นภาพ แต่ก็ช่วยให้อ่านง่าย และอ่านเพลิน คาโปตพูดถึงบทสนทนาของโบลเลสว่า ประหนึ่งแปลมาจากภาษาต่างประเทศสักภาษาที่ไม่มีใครรู้จัก (เจน โบลเลสพูดได้สี่ภาษา โดยเธอครูพักลักจำระหว่างการเดินทางกับสามี)


ครึ่งหลังเล่าเรื่องสุภาพสตรีคนที่สอง นางสาวกอริ่ง จุดนี้เองที่เป็นความมหัศจรรย์อย่างแท้จริง อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าอะไรคือเคล็ดลับความมหัศจรรย์ที่ว่า ในแง่หนึ่งสไตล์ของโบลเลสชวนให้นึกถึงเวอจิเนียร์ วูลฟ์ตรงที่เหตุการณ์ไหลไปเรื่อยๆ ไม่มีโครงสร้างการเล่าเรื่องชัดเจน แต่ถ้าถามว่าประสบการณ์การอ่านนิยายเล่มนี้ใกล้เคียงกับอะไรที่สุด ขอตอบว่าเหมือนดูการ์ตูนในฝันของมิยาซากิ เป็นความรู้สึกที่ประหลาด เพราะนางสาวกอริ่งไม่มีอะไรเหมือนนางเอกมิยาซากิแม้แต่น้อย

ครึ่งหลังของ Two Serious Ladies ว่าด้วยเรื่องของนางสาวกอริ่ง และคนรอบข้าง ซึ่งประกอบด้วยแขกรับ และไม่ได้รับเชิญในบ้านสามคน นางกาเมลอน จอมขี้บ่น อาร์โนล ผู้ชายที่มาสารภาพรักกับนางสาวกอริ่ง แต่จนแล้วจนรอด ก็เอาแต่นอนขี้เกียจ และพ่อของอาร์โนล ชายแก่ที่ตอนแรกเหมือนจะเป็นนักธุรกิจเลือดเย็น แต่พอมาพบรักนางสาวกอริ่ง ก็พยายามปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นกวี

นิยายที่เต็มไปด้วยตัวละครประหลาดๆ จริงๆ แล้วมีให้เห็นดาษดื่น แต่ความพิเศษอยู่ตรงโบลเลสไม่ได้พยายามขับเน้นความแปลกประหลาดเหล่านี้ คนอ่านไม่ได้รู้สึกว่าตัวละครเป็นนักแสดงตลก หรือปาหี่ ตรงกันข้ามพวกเขาเสมือนเมฆรูปร่างผิดธรรมดาสักก้อนซึ่งล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า ความล่องลอยตรงนี้กระมังคือคุณสมบัติอันโดดเด่นของ Two Serious Ladies ทั้งในบทของนางคอปเปอร์ฟิลว์ และนางสาวกอริ่ง ประเด็นเรื่องบ้าน ที่อยู่อาศัย และความไร้บ้านถูกนำมาเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเงียบๆ

จากตัวละครทั้งหมด ที่น่าจดจำสุดคงหนีไม่พ้นแอนดี้ คนจรจัดที่พยายามปรับปรุงตัวเอง เพื่อพิชิตหัวใจของนางสาวกอริ่ง พูดแบบนี้แล้วเหมือนนิยายน้ำเน่า แต่ที่จริงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ก็เบาหวิวๆ เฉกเช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ ของหนังสือ

อ่าน Two Serious Ladies จบ แล้วรู้สึกเศร้าๆ ยังไงชอบกล เหมือนเวลาตื่นขึ้นมา ขอบตารื้นๆ แต่จำไม่ได้แล้วว่าฝันถึงอะไร

G. Lukacs's "The Historical Novel"


มีปรัชญาวรรณคดีแขนงหนึ่งเรียกว่า Marxism ซึ่งก็ตามชื่อนั่นแหละ หมายถึงอันเนื่องมาจากแนวคิดของคาร์ล มาร์ก ที่แปลกคือจริงๆ อีตามาร์กไม่เคยพูดอะไรโต้งเกี่ยวกับวรรณกรรมมากพอจะเอามาตั้งเป็นทฤษฎีได้หรอก เพียงแต่นักคิด นักเขียนในยุคหลังๆ ต่างหากที่ประยุกต์แนวคิดของแกมาใช้ในการวิจารณ์วรรณคดี

กล่าวกันว่า The Historical Novel ของ Georg Lukacs นั้นเป็นหนึ่งในหนังสือเล่มแรกๆ ที่เป็นต้นกำเนิด Marxism ในปรัชญาวรรณคดี

หัวข้อที่ Lukacs พูดถึงคือนิยายอิงประวัติศาสตร์ Lukacs นิยามนิยายอิงประวัติศาสตร์ว่าเพิ่งเกิดขึ้นช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส ยุคแห่งเหตุและผล เมื่อประชาชน "ตื่น" จากประวัติศาสตร์ หมายถึงผู้คนเริ่มตระหนักว่าเหตุการณ์ในอดีตมาจากน้ำพักน้ำแรงมือของบรรพบุรุษ ไม่ใช่ของที่ควรปล่อยให้ไหลลอยไปกับสายน้ำ นิยายอิงประวัติศาสตร์ก็มีเป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นความจริงตรงนี้

นักเขียนซึ่งเป็นตัวอย่างชัดเจนสุดของ Lukacs คือ Sir Walter Scott Lukacs วิเคราะห์นิยายอิงประวัติศาสตร์โดยตั้งเป็นกฎง่ายๆ สองสามข้อเช่น 1) เขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เพื่อตอบปัญหาในปัจจุบัน ในกรณีนี้หมายถึงความขัดแย้งระหว่างทุนนิยม และอำนาจเก่า นิยาย Scott เกิดในช่วงที่ประเทศอังกฤษประสบปัญหาความขัดแย้งคล้ายคลึงกัน เป้าหมายของผู้เขียนคือแสดงให้เห็นว่าถ้าในอดีตคนเราสามารถผ่านพ้นวิกฤติการณ์นั้นได้ ก็เป็นไปได้ที่เราจะผ่านพ้นมันอีกในปัจจุบัน 2) ให้ความสนใจรายละเอียด ความสัมพันธ์ของชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ในอดีต ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อสร้างภาพอดีตให้ชัดเจน เพื่อคนอ่านจะได้เข้าใจสภาพการเมือง และสังคม 3) ขณะที่ตัวประกอบคือบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ตัวเอกกลับเป็นพวกกึ่งๆ กลางๆ Lukacs วิเคราะห์จุดนี้มายาวเหยียด แต่อธิบายสั้นๆ คือเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพ และเข้าใจที่มาที่ไปของทั้งสองฝ่ายได้อย่างทัดเทียม

ยุคต่อมาคือครึ่งหลังศตวรรษที่ 19 นับจากปฏิวัติปี 1848 เป็นช่วงที่ผู้คนเริ่มตระหนักถึงความเหลวไหลของการเมือง ไม่ว่าจะล้มล้างระบบการปกครองกี่ครั้งกี่คราว ดูเหมือนอำนาจตกอยู่แต่เฉพาะในเงื้อมมือคนกลุ่มเล็กๆ ของสังคม นักปรัชญาอย่างนิทเช่เริ่มออกมาโจมตีประวัติศาสตร์ นิทเช่ปฏิเสธความจริงทางประวัติศาสตร์ มองว่าอดีตคือความโกลาหล ที่ไม่ว่าใครต่อใครก็สามารถหยิบยกเรื่องราวมาใช้สนับสนุนความคิด ความเชื่อของตัวเอง นิยายอิงประวัติศาสตร์ในยุคนี้แบ่งเป็นสองชนิด ชนิดแรกคือนิยายพาฝันย้อนอดีต มีเป้าหมายคือนำผู้อ่านกลับไปสัมผัสโลกยุคกลาง ซึ่งตอนนั้นถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขี ชนิดที่สองคือนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ตัวละคร ข้อขัดแย้ง และความคิดเป็นของปัจจุบัน แต่ฉากเกิดขึ้นในอดีต พูดอีกอย่างคือใช้ประวัติศาสตร์เป็นเพียงเสื้อผ้าสวมใส่ตกแต่งตัวละคร


จุดนี้เองนำไปสู่ประเด็นน่าถกเถียงสองข้อ ข้อแรกคือจำเป็นไหมว่าตัวละครในประวัติศาสตร์ต้องพูดจาด้วยภาษาในยุคนั้น Lukacs ย้ำว่าไม่จำเป็น เฉกเช่นเดียวกับนิยายแนวอัตชีวประวัติ ไม่จำเป็นที่เด็กเพิ่งเกิดจะต้องใช้ภาษาแบเบาะ ตรงนี้ไม่รู้ยังไง เรานึกถึงภาพยนต์เรื่องนางนากขึ้นมาเลย ฉากที่ฮาแตก และเฮงซวยสุดในความคิดเราคือตอนสุดท้ายที่วินัย ไกรบุตร และทราย เจริญปุระมานั่งกูๆ มึงๆ ซึ้งใส่กัน ต่อให้คุณนนทรีย์มาแก้ตัวว่าคนสมัยก่อนพูดแบบนี้จริงๆ ก็ฟังไม่ขึ้น

อีกจุดที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเรื่องของความรุนแรง Lukacs บอกว่านักเขียนในยุคนี้เช่น Flaubert ใส่ความรุนแรง และโจ๋งครึ่มเข้าไปยังนิยายอิงประวัติศาสตร์ของตัวเอง เพื่อหลีกหนีสภาพจำเจในสังคม ประเด็นนี้เราสนใจเพราะมันโยงไปหาข้อถกเถียงว่า ปัจจุบันคนทำหนัง หรือนักเขียนที่วนเวียนแต่เรื่องเพศ เรื่องความรุนแรง เพราะคนพวกนี้เชื่อจริงๆ ว่านี่คือสภาพความจริงในสังคมซึ่งถูกมองข้าม (อย่างที่เวลาเขาให้สัมภาษณ์) หรือเป็นเพียงการหลีกลี้ความจำเจ และกฎระเบียบของสังคมมากกว่า เมื่อฉันไม่อาจไปข่มขืนใครได้ในชีวิตจริง ก็เลยเขียนฉากข่มขืนขึ้นมาในนิยาย (หรือเรื่องสั้น)

นิยายอิงประวัติศาสตร์ยุคสุดท้ายซึ่งถูกพูดถึงใน The Historical Novel คือช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสอง เป็นนิยายที่ตอบสนองการเฟื่องฟูของลัทธิ Fascism Lukacs บอกว่าแนวคิดเดียวเดียวที่ใช้ต่อต้าน Fascism ได้คือ Revolutionary Democracy ซึ่งอุตส่าห์ไปเปิด Wikipedia ดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีคำอธิบายตรงไหน เข้าใจคร่าวๆ ว่าเป็นประชาธิปไตยแบบมีอรรถสาระอิงอยู่บนหลักสังคมนิยม นิยายประวัติศาสตร์ยุคนี้เริ่มกลับไปเป็นแบบเดียวกับยุคแรก คือใช้ประวัติศาสตร์อธิบาย เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน

แต่ปัญหาของนิยายอิงประวัติศาสตร์แบบ Revolutionary Democracy คือการที่ผู้เขียนจับจดตัวละครเดี่ยวๆ ตัวเดียว เอาความเชื่อ แนวคิดตัวเองยัดใส่ปากตัวละคร โดยทำเสมือนว่าคนในยุคนั้นใครๆ ต่างก็คิดแบบนี้กันทันนั้นแหละ เป็นที่มาของลัทธิสรุปกว้างๆ โมเม (over-generalization) อ่านคำอธิบายตรงนี้แล้วนึกถึงนิยายแนว socialist realism (ซึ่งถูกอธิบายไปแล้วตอนที่พูดถึง The Captive Mind ของมิลอส) และนิยายเพื่อชีวิตเมืองไทย อดคิดติดหมัดไม่ได้ว่า "จริง จริงโคตรๆ "

ประเด็นหนึ่งที่ Lukacs ไม่ได้เอ่ยถึงแต่เราอยากพูดคือการที่นิยายอิงประวัติศาสตร์ มีส่วนในการเขียนประวัติศาสตร์จริงๆ ขึ้นมา ไม่รู้เหมือนกันว่าในโลกตะวันตก ประเด็นนี้จริงแค่ไหน แต่อย่างน้อยในประเทศไทย ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ถูกเขียนขึ้นมาให้เป็นแบบนิยาย ดังนั้นเราก็เลยได้ประวัติศาสตร์แกนๆ ประเภทมีพระเอก (นักศึกษา, ต้นตระกูลไทย) มีผู้ร้าย (รัฐบาลทหาร, พม่า) มีประเด็นชัดเจน (สู้เพื่อประชาธิปไตย, กู้เอกราช)

ช่างเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าสมเพชเสียนี่กระไร