ตะกวด กับคบผุ (นิคม รายยวา)


ตะกวด กับคบผุของคุณนิคม เปิดฉากมาด้วยศพลึกลับ ตอนแรกก็สงสัยว่านิยายเล่มนี้จะเข้าทำนองโรแมนซ์ชนบท คือชาวบ้านดีแสนดี ส่วนคนร้ายก็เป็นผู้มีอิทธิพลจากกรุงเทพ ที่เลี้ยงเจ้าหน้าที่ไว้ในฝ่ามือ อ่านจบบทที่สอง ที่สาม ถึงเพิ่งตระหนักว่านิยายเล่มนี้ไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดายังไง ผ่านไปร้อยยี่สิบหน้าแรก นักแสดงนำสองคนในเรื่องยังแทบไม่ได้เปิดตัวต่อหน้าคนอ่านเป็นจริงเป็นจังเลย ช่วงแรกของตะกวด กับคบผุคือตัวละครร้อยแปดนามผ่านเข้าออกหน้าหนังสือ มีแต่บทสนทนาฉุบฉับ พอจับเรื่องคร่าวๆ ได้ว่าหมอนี่โกรธกับคนนี้ ยายนี่มีลูกเป็นโจรอยู่ในคุก ไอ้นี้กำลังหนีตำรวจ ส่วนตานี่ไม่มีข้าวกิน ลักษณะเรื่องที่เต็มไปด้วยบทพูดจ่ายกันไปจ่ายกันมา แต่ปราศจากตัวละครแบบนี้เหมือนงานภาพยนต์ของโรเบิร์ต อัลแมนผู้กำกับชั้นครู

ลักษณะการเล่าเรื่องเช่นนี้แทบไม่เคยพบเห็นในงานเขียนมาก่อน ทั้งในนิยายไทย และฝรั่ง แค่นี้ก็บอกได้แล้วว่าตะกวด กับคบผุไม่ใช่หนังสือธรรมดา

ผ่านไปสักร้อยกว่าๆ เกือบสองร้อยหน้า เราถึงได้รู้จักสมคิด และประวิง นักแสดงนำสองคนในเรื่อง ประวิงเป็นลูกมหาเศรษฐีทำสวนปาล์มหลายร้อยไร่ เผชิญปัญหาร้อยแปดประการทั้งเรื่องการปกครองลูกน้อง และพวกโจร อิทธิพลข่มขู่ สมคิดเป็นชาวนาสวนยางเล็กๆ ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกินเหล้า ถกปัญหาความโสมมในโลก สมคิดมีทฤษฎีหัวชนฝาว่าความเลวร้านนั้นมาจากตะกวด (หรือ "เหี้ย" นั่นเอง) เมื่อคนกินตะกวดลงไป ก็เลยรับเอาความเลวร้ายนั้นเข้ามา สมคิดเป็นชาวบ้านคนเดียวที่ไม่ยอมกินเนื้อตะกวด กระนั้นตั้งแต่ต้นเรื่อง เขาออกตามล่าตะกวดมาตลอด คงเพราะรังเกียจ ต้องการกำจัดความเลวร้าย แต่ไม่อยากรับเอาสิ่งนั้นเข้ามาอยู่ในตัว (ความคิดชายหนุ่มถูกสื่อผ่านผลงานจิตรกรชาวกรุง ผู้ชอบวาดรูปคนตัวใสๆ ข้างในท้องมีตะกวด)

กระนั้นตะกวด กับคบผุก็ไม่ใช่นิยายชีวิตบัดซบ ประเภทตัวละครต้องมานั่งรับผลกรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อตั้งแต่ต้นยันท้ายเรื่อง แล้วสุดท้ายก็ปล่อยให้ผู้ร้ายสุขเกษมมีชัยไป ในทางตรงกันข้าม จะพูดว่านี่คือนิยายแห่งความดีงามก็คงไม่ผิดนัก เป็นความดีงามที่แฝง และปะปนอยู่กับความชั่วช้า เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแยกไม่ออก ดังสรุปได้ในฉากซึ่งเป็นที่มาของชื่อเรื่อง เป็นฉากอะไร เก็บไว้อ่านกันเอาเองดีกว่า

อีกฉากที่ชวนให้พูดถึงเป็นพิเศษคือตอนที่มีคนเข้าไปทำลายสวนปาล์มของประวิง และชายหนุ่มต้องการพิสูจน์ความจริงกับสนอง ซึ่งเป็นหัวหน้าคนงาน และผู้ต้องสงสัย (หรืออย่างน้อยก็เป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น) ไม่อยากเล่าเต็มๆ แต่ใบ้ให้แล้วกันว่าเป็นฉากเลียนแบบไคลแมกนิทานเรื่องวิลเลียม เทลส์ เป็นฉากผู้ช๊าย ผู้ชายที่ถ้าเขียนออกมาไม่ดี จะน่าหมั่นไส้ และดูไร้สาระมากๆ แต่คุณนิคมก็สามารถเขียนฉากลูกผู้ชายแบบนี้ออกมาได้อย่างงดงาม เคล็ดลับประการหนึ่งคงอยู่ที่ความแห้งของเนื้องาน ตั้งแต่ต้นเรื่องประวิงก็ไม่ใช่ตัวเอกประเภทพูดพล่าม ศีลธรรมจัด หรือออกตัวว่าเป็นคนดีหนักหนา บางครั้งก็ทำอะไรไร้สติ และเผลอรับเอา "ความเหี้ย" เข้ามาอยู่ในตัวได้ คนเราจะดี จะเลว บางครั้งอยู่ที่โอกาส สถานการณ์ และโชคช่วย

หมายเหตุ 1: เสียเวลาแทบแย่กว่าจะหารูปน้องตะกวดน่ารักๆ มาประดับบลอคเราได้

หมายเหตุ 2: ในหนังสือเล่มนี้มีฉากที่ "คนในป่า" บุกเข้ามายิงถล่มสถานีตำรวจ จนแม่ชราซึ่งมาเฝ้าลูกชายในคุก ถูกคานไม้ทับขาหักด้วย

I. Murdoch's "The Sacred and Profane Love Machine"


ฝรั่งมีสำนวนตัวหนึ่งคือ House of Card หรือบ้านไพ่ หมายถึงการเอาไพ่มาต่อสูงๆ เป็นปิระมิดหลายชั้น แค่หายใจแรงๆ หรือพลั้งมือไปนิดเดียว บ้านไพ่ที่อุตส่าห์ต่อมาเสียนาน สามารถพังทลายลงในพริบตา

สำนวนบ้านไพ่นี่เอามาใช้กับนิยาย หรือบทละครก็ได้ ในแง่หนึ่งหมายถึงหนังสือที่ซับซ้อนมากๆ ชนิดที่ตัวละครทุกตัวมีความต้องการแอบแฝง โกหกกันไปโกหกกันมาเพื่อจะได้สิ่งที่ต้องการ หนังสือประเภทนี้ได้แก่หนังสือนักสืบ ซึ่งในท้ายที่สุด เมื่อทุกอย่างเฉลย ก็เหมือนไพ่ที่พังเรียบลงในพริบตาอย่างสวยงาม ปัญหาการเขียนนิยายแบบบ้านไพ่ คือต้องซ้อนแต่ละองค์ประกอบดีๆ ไม่ให้บ้านทั้งหลังพังลงมาก่อนจะถึงจุดจบ

พูดมายาวเหยียดไม่ใช่ว่า "The Sacred and Profane Love Machine" จะเป็นนิยายนักส่งนักสืบหรอกนะ เพราะสำนวนบ้านไพ่เอามาใช้กับนิยายชนิดอื่นก็ได้ เช่นนิยายที่ตัวละครเยอะๆ ความสัมพันธ์คาบเกี่ยวกันไปมา จริงๆ นิยายของไอริช เมอดอกส่วนใหญ่ก็มีความเป็นบ้านไพ่อยู่เหมือนกัน TSaPLM คือตัวอย่างที่คนเขียนล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการรักษาสมดุลตัวละครไว้จนท้ายเรื่อง

ซึ่งน่าเสียดาย เพราะ TSaPLM คือนิยายที่เปลี่ยนจากโคตรดี ไปเป็นเฮงซวยในเวลาเพียงไม่กี่หน้า

TSaPLM เล่าเรื่องของเบลน ผู้ต้องเลือกทางเดินระหว่างแฮเรียด ภรรยา และเอมิลี เมียน้อย แน่นอนว่านี่คือนิยายเมอดอก นอกจากสามตัวละครที่กล่าวมาแล้วยังมี เดวิด ลูกชายของเบลน มอนตี้ เพื่อนบ้านที่เป็นนักเขียน เอดการ์ เพื่อนของมอนตี้ ปิน เพื่อนสนิทของเอมิลี ลูคัส ลูกชายของเอมิลี และคิคิ สาวใจแตกที่ไม่รู้จะโผล่เข้ามาในหนังสือทำไม

จริงๆ ก็อยากชมอยู่หรอกนะ เพราะ 300 หน้าแรกของหนังสือเล่มนี้ดีมาก ถือเป็นงานคลาสสิกสไตล์เมอดอกเลย แต่พอถึง 60 หน้าสุดท้าย เริ่มรู้สึกแล้วว่าเมอดอกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับตัวเอกของเรื่อง คือเลือกไม่ถูกว่าจะให้เบลนไปอยู่กับใครดี ความสับสนของผู้เขียนสื่อในเหตุการณ์พิลึกพิสดารประเภท เบลนถูกสุนัขในบ้านขย้ำคอจนเกือบเสียชีวิต อยู่ดีๆ ตัวละครที่ไม่เคยพบหน้ากันมาขึ้นเตียงด้วยกันอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

จบดื้อๆ แบบนี้แล้วกัน คนเขียนบลอคเองก็หงุดหงิดจนไม่รู้จะเขียนอะไรต่อแล้ว

M. Atwood's "Surfacing"


ปกหลังบอกว่า Surfacing เป็นนิยายกึ่งนักสืบ กึ่ง psychological thriller ซึ่งขอแปลไทยแบบตีหัวแล้วกันว่า "ตื่นเต้นจิตวิทยา" (โป้ก!) ที่บอกว่าเป็นนิยายนักสืบก็ไม่ผิดความจริงนักหรอก เพราะปูเรื่องมาได้คินดะอิจิเราดีๆ นี่เอง วัยรุ่นสี่คนไปพักผ่อนเกาะกลางทะเลสาบ ในกระท่อมซึ่งไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า วิทยุ หรือ โทรศัพท์ พวกเขาต้องจับปลา เก็บพืชผักมากินเอง กระท่อมนี้จริงๆ แล้วเป็นบ้านพักวัยเด็กของ "ฉัน" ซึ่งสาเหตุที่เธอพาเพื่อนมาที่นี่ เพราะได้ข่าวว่าพ่อหายสาบสูญ คนในหมู่บ้านเชื่อว่าท่านเสียชีวิตไปแล้ว

สถานการณ์เริ่มมาซับซ้อนเมื่อ "ฉัน" พบว่าพ่อของเธออาจยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ เพียงแต่เสียสติ และซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งบนเกาะ จ้องมองพวกเธอสี่คน!

ระหว่างที่อ่านก็อดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่าถ้าเอา Surfacing มาทำเป็นภาพยนต์จะออกมายังไง ตอนแรกก็รู้สึกว่าคงตื่นเต้นดีพิลึก (แม้พลอตทำนองนี้จะไม่แปลกใหม่นักก็ตาม) แต่พออ่านจนจบ ถึงรู้ว่าถ้าทำเป็นหนังไม่เวิร์คแน่ๆ สาเหตุเพราะความเจ๋งของหนังสืออยู่ที่ภาษา แอดวู้ดน่าจะได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแม่แห่งพรรณนาความ อย่างตอนหนึ่ง "ฉัน" เล่าเรื่องแม่ให้ฟัง แม่ "ฉัน" ร่างกายอ่อนแอ หลายครั้งก็ป่วยออดแอดเหมือนจะไปไม่รอด แต่ก็หายดีทุกครั้ง จน "ฉัน" อดคิดไม่ได้ว่าแม่จะไม่มีทางเป็นอะไร ตอนที่แม่ตายความรู้สึกแรกของ "ฉัน" คือผิดหวัง

เพราะหนังสือเจ๋งที่ภาษา หากถ่ายทอดออกมาเป็นภาพ จะแทบไม่เหลืออะไรเลย และเอาเข้าจริง ก็ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นมากมายใน Surfacing ถ้าทำเป็นหนังจริงๆ ก็คงเป็นหนังตื่นเต้นประเภทที่มีแมวกระโดดตุบตับๆ ให้คนดูตกใจเล่นอยู่ร่ำไป (ถึงยังไกขอตบมือให้คนเขียนที่ไม่ยอมใส่ฉากความฝันลงไปในหนังสือ)


เช่นเดียวกับ Handmaid's Tale หลายเหตุการณ์ใน Surfacing เกิดขึ้นในความทรงจำ นอกจากเรื่องราวบนเกาะในปัจจุบัน คนอ่านได้รับรู้เบื้องหลังตัวละคร "ฉัน" ได้รู้จักพี่ชาย สามีคนแรกของเธอ และเหตุใดหญิงสาวถึงหนีออกจากบ้าน โดยไม่ยอมให้เหตุผลกับครอบครัว

จริงๆ แล้ว Surfacing ก็ไม่ต่างจากหนังสือ Stephen King หลายเล่ม โดยเฉพาะในแง่ความเป็นนิยายตื่นเต้นจิตวิทยา อย่าง The Shining ของคิงก์ก็เล่นกับ Cabin Fever คืออาการป่วยทางจิตอันเกิดจากคนธรรมดาถูกกักขังอยู่ในสถานที่แคบๆ ที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลานาน จะต่างกันก็ตรงในหนังสือคิงก์มีการฆ่า การตายเกิดขึ้นจริงๆ ส่วนแอดวู้ดต้องการเล่นกับความขัดแย้งระหว่างคู่รัก ความเปราะบางของสถาบันครอบครัว และการแต่งงาน แอดวู้ดแสดงให้เห็นว่าบางครั้งความเกลียดก็เป็นโซ่คล้องใจ ที่หนักแน่น ทนทานไม่แพ้ความรัก ประเด็นสงครามเพศ บทบาทผู้หญิง ผู้ชายถูกจับมาใช้ได้อย่างหลักแหลม สมกับเป็นผู้เขียน Handmaid's Tale

Surfacing เป็นงานเขียนที่อิงอยู่บนสัญลักษณ์ ตั้งแต่ภาพวาดครึ่งคนครึ่งกิ้งก่าที่พ่อเธอทิ้งไว้ ข้างในกระเพาะปลามีทากที่ถูกย่อยสลายครึ่งตัว กบถูกเสียบตะขอเพื่อใช้เป็นเหยื่อตกปลา หัวนกเน่า และผู้หญิงเปลือย คนเขียนแสดงความสามารถในการถักร้อยภาพ และสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อสื่ออารมณ์ของงานได้เป็นอย่างดี

ยอมรับว่าไม่ค่อยชอบสามสิบหน้าสุดท้ายเท่าไหร่ แอดวู้ดคงตั้งใจสื่อพัฒนาการความสติแตกของตัวละคร ซึ่งปัญหาก็คือทันทีที่ตัวละครไปถึงจุดนั้น เรื่องก็ชักเริ่มไม่ค่อยน่าสุดใจแล้ว ประกอบกับเราจับทางเธอออกว่ายังไง เธอก็คงไม่ปล่อยให้มีความรุนแรงจริงๆ จังๆ เกิดขึ้นในหนังสือเธอแน่ๆ ถ้าสามารถเอาคิงก์มาเขียนสามสิบหน้าสุดท้ายได้ Surfacing จะกลายเป็นนิยายชั้นเลิศขึ้นมาทันที

J. Baldwin's "Going to Meet the Man"


นิยายเล่มแรกของนักเขียนคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นผลงานชิ้นแรกเสมอไป ประเด็นนี้ชัดมากในกรณีเจมส์ บาลวิน นิยายเล่มแรกของบาลวินคือ Go Tell It to the Mountain (1953) ส่วนรวมเรื่องสั้นของบาลวิน Going to Meet the Man ตีพิมพ์ปี 1965 หนึ่งรอบนักษัตรถัดจาก Go Tell It to the Mountain พอดี แต่ถ้าอ่านหลายเรื่องใน Going to Meet the Man จะเห็นว่านี่คือดราฟแรกของ Go Tell It to the Mountain ชัดๆ โดยเฉพาะสองเรื่องแรกคือ The Rockpile และ The Outing คือชิ้นส่วนนิยายเล่มแรกดีๆ นี่เอง

ความน่าสนใจของ Going to Meet the Man ก็อยู่ตรงนี้แหละ นี่คือรวมเรื่องสั้นซึ่งใช้เวลาเขียนทั้งหมดสิบสองปี เราได้เห็นวิวัฒนาการของนักเขียน แม้นิยายเล่มแรกของบาลวินจะมีชื่อเสียงสุด เรากลับรู้สึกว่า Go Tell It to the Mountain คืองานที่ค่อนข้างไร้ชั้นเชิง แม้จะมีตอนจบที่น่าใคร่ครวญ แต่เป็นความน่าใคร่ครวญประเภทคนเขียนมันคิดอะไรของมันมากกว่า

ผลงานช่วงแรกของบาลวินวนเวียนอยู่กับเรื่องศาสนา เห็นได้ชัดจาก The Rockpile และ The Outing คำถามน่าขบคิดคือบาลวินศรัทธาในพระเยซู และศาสนาคริสต์แค่ไหน ถ้าเปลี่ยนคำถามใหม่ให้ชัดเจนขึ้น คงต้องถามว่าสำหรับคนดำที่เกิดในอเมริกาช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีทางเลือกอื่นไหม นอกจากการเชื่อถือในพระเจ้า จากทั้งสองเรื่องสั้นซึ่งยกมา และนิยายเล่มแรกคนอ่านสัมผัสข้อขัดแย้งในตัวผู้เขียน บางทีก็อยากเชื่อในไบเบิ้ลใจจะขาด แต่ก็อดห้ามใจไม่ได้ว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้อง

ผลงานยุคกลางๆ ของบาลวินเริ่มแยกจากศาสนา ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเรื่องสั้นใน Going to Meet the Man เรียงลำดับยังไง แต่เข้าใจว่าน่าจะตามปฏิทิน The Man Child, Previous Condition และ Sonny's Blue มีหลายอย่างคล้ายคลึงกัน พูดถึงความเจ็บปวด การเหยียดผิว ความเจ็บช้ำและทุกข์ทนของการเกิดเป็นคนดำ (จะว่าไป The Man Child ไม่เกี่ยวกับเรื่องสีผิวเสียทีเดียวนัก) โดยเฉพาะ Sonny's Blue ถือเป็นเรื่องสั้นที่ดังที่สุดของบาลวิน และเป็นตัวอย่างวิธีนำเสนอดนตรีในงานเขียนได้อย่างมีสีสัน อีกเรื่องซึ่งเข้าทำนองดังกล่าวคือ Going to Meet the Man เรื่องสุดท้ายและเป็นชื่อหนังสือ แต่โดยส่วนตัว ไม่ถึงกับชอบเรื่องนี้มาก


สองเรื่องที่ชอบสุด คืองานยุคหลังๆ ได้แก่ The Morning, This Evening, So Soon และ Come out the Wilderness ประเด็นตอนนี้ไม่ใช่แค่คนดำประท้วงคนขาว แต่เป็นมุมมองของคนดำที่หลุดพ้นจากการเหยียดผิวออกมาแล้ว หมายถึงประสบความสำเร็จ มีเงินทอง ผ่านการยอมรับในสังคมระดับหนึ่ง พวกนี้เขามองข้อขัดแย้งทางสีผิวยังไง พูดง่ายๆ คือเป็นปัญหาจิตใต้สำนึก มากกว่าการเหยียดผิวแบบโต้งๆ เป้าจู่โจมของบาลวิน ไม่ใช่แค่โลกภายนอก คนขาว หรือคนดำที่บ้าศาสนา แต่รวมไปถึงความขัดแย้งในใจตัวละครหลัก น่าคิดว่าเนื่องจากนี่เป็นงานยุคหลังๆ ของผู้เขียน เป็นไปได้ไหมว่าความสำเร็จในหน้าที่การงานช่วยให้บาลวินมองปัญหาสีผิวด้วยมิติที่แตกต่างจากตอนแรก

สไตล์การเขียนในยุคนี้ก็น่าจับตามองสุด เป็นส่วนผสมระหว่างบาลวินยุคแรกๆ (ซึ่งโดยส่วนตัวรู้สึกว่าคล้ายๆ แนวทางของเอลิสัน) บวกกับวูลฟ์ และตบท้ายด้วยเฮมมิงเวย์/คาร์เวอร์ นอกจากจะพูดถึงความเจ็บปวดแล้ว ยังมีวิธีเล่าเรื่องแบบไหลไปเรื่อยๆ จับกลไกลำบากเช่นเดียวกับวูลฟ์ และตบจบด้วยบทสนทนาแห้งๆ มุมกล้องบุคคลที่สามแบบเฮมมิงเวย์/คาร์เวอร์ ประโยคหนึ่งที่ชอบมากจากเรื่องสั้น Come out the Wilderness คือ "วิธีโกหกที่ดีที่สุดคือการเปิดเผย เพราะความลับคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความมืด พร้อมจะถูกลากออกมาที่สว่างเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สิ่งใดก็ตามที่ว่างไว้ในที่โล่งแจ้ง สามารถหลอกลวงสายตาได้ดียิ่งกว่า เพราะแสงช่วยเปลี่ยนแปลงสภาพความจริงไปได้เรื่อยๆ "

ตอนที่อ่าน Go Tell It to the Mountain จบ ตั้งใจว่าจะไม่อ่านหนังสือบาลวินอีกแล้ว บังเอิญมี Going to Meet the Man ติดบ้านพอดี พออ่านรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ ก็สนใจจะติดตามผลงานเล่มอื่นๆ (ยุคหลังๆ ) ของนักเขียนผู้นี้ต่อไป

U. Eco's "Six Walks in the Fictional Woods"


สงสัยหงุ่ยๆ ว่าตัวเองควรจะเขียนเกี่ยวกับ "Six Walks in the Fictional Woods" ดีหรือเปล่า นี่คือหนังสือรวม Norton Lecture ของอัมเบอโต อีโค เบื้องหลังนิดหนึ่งคือ Norton Lecture จัดขึ้นทุกปีที่ฮาวาร์ด เป็นการเชิญนักเขียน นักกวี หรือนักวิจารณ์ดังๆ มาพูดให้นักเรียนวรรณคดีฟัง คนที่เคยไปปรากฏตัวใน Norton Lecture ได้แก่คาลวิโน อีโค ฆอเฆส มิลอส กอไดเมอ แล้วก็ฮาโรล บลูม บางที (หรือว่าส่วนใหญ่?) พอผู้พูดพูดจบ ก็มักมีคนอัดเทป แล้วเอามาถ่ายเทปพิมพ์ขายเป็นหนังสืออีกต่อ

ที่บอกว่าสงสัยหงุ่ยๆ ไม่ควรเขียนเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้เพราะถึงยังไงซะพวกนี้ก็เป็น "trick of trade" คือความลับวิชาชีพเรา แหม! คนเขาอุตส่าห์นั่งอ่านมา จะบอกให้คนอื่นฟังง่ายๆ ได้อย่างไรเล่า แต่ก็เอาเถอะ ตั้งใจให้บลอคนี้รวบรวมรายชื่อหนังสือ(แทบ)ทุกเล่มที่เราอ่านในแต่ละปีอยู่แล้ว เอาเป็นว่าเขียนเล่าให้ฟังสั้นๆ แล้วกัน

SWitFW แบ่งเป็นหกบท โดยสามบทแรกค่อนข้างแยกออกจากสามบทหลัง สามบทแรกอีโคพูดถึงเทคนิคการเขียนหนังสือ ที่น่าสนใจก็ได้แก่การให้ความสัมคัญกับมุมมอง ก็ที่นักเรียนไทยได้ยินบ่อยๆ นั่นแหละ มุมมองในนิยาย (หรือเรื่องสั้น) มีสามประเภทคือบุรุษที่หนึ่ง บุรุษที่สอง แล้วก็มุมมองพระเจ้า ถ้าให้ละเอียดหยิบย่อยไปกว่านั้นก็จะมีมุมมองแบบตั้งกล้อง หรือแบบเข้าไปอยู่ในหัวตัวละคร แต่มุมมองในความหมายอีโคไม่ใช่แค่เรื่องเบๆ แบบนี้ แกพูดถึงความแตกต่างระหว่าง empirical reader และ ideal reader (มาจากคำพูดของจอยซ์ที่ว่า "ฟินิแกนเวคเป็นหนังสือสำหรับ ideal reader ที่มี ideal insomia") empirical reader ก็คือผู้อ่านจริงๆ คือเรานั่นแหละ ส่วน ideal reader คือผู้อ่านที่คนเขียนกำลังคุยด้วยอยู่ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะอย่างไม่รู้ตัว ระหว่างที่เราอ่านหนังสือ ผู้อ่านก็จะสวมบทบาทที่แตกต่างกันออกไป ถ้าคนเขียน (ซึ่งอีโคก็แบ่งอีกเป็น empirical และ ideal auther) ตระหนักตรงจุดนี้ก็สามารถเล่นกับมุมมองได้อย่างหลักแหลมขึ้น

อีกประเด็นที่น่าสนใจมากๆ คือเรื่องเวลา อีโคบอกว่าหนังสือคือศิลป์หนึ่งในไม่กี่ประเภทที่เวลาในการอ่าน และเวลาของสารไม่สัมพันธ์กัน ซึ่งตรงข้ามกับภาพยนต์ และดนตรี สารใช้เวลาในการสื่อเท่าไหร่ คนฟัง และผู้ชมก็ใช้เวลาในการรับรู้เท่านั้น (รู้สึกยังไงไม่รู้ว่านักทำหนังบางคนแถวนี้จะไม่เห็นด้วย) อีโคให้ความสำคัญของการ "เดินทอดน่อง" ในป่านิยาย ยกตัวอย่างว่าสถาปัตยกรรมเจ๋งๆ บางชิ้น ผู้สร้างออกแบบให้เป็นเขาวงกต เพื่อว่าผู้ชมจะได้ใช้เวลาในการเสพนานๆ ไม่ใช่ว่าเห็นปั๊บ รับรู้ทุกอย่างเข้าไปปุ๊บ ในแง่การเขียน อีโคถึงพูดว่าบางทีคนเขียนจงใจใส่ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อ่าน "เดินทอดน่อง" ถึงกับยืนยันด้วยซ้ำว่าอันที่จริง ต่อให้ไม่อ่าน แล้วเปิดข้ามไป ก็ยังถือว่าช่วยรักษาโมเมนตัมการอ่านให้เป็นไปดังที่คนเขียนต้องการ

สามบทสุดท้ายของหนังสือ พูดถึงเส้นแบ่งระหว่างนิยาย และโลกแห่งความจริง ซึ่งเป็นหัวข้อสุดโปรดของแก แต่บอกตรงๆ เราไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ว่ะ ไม่ได้มีความลับวิชาชีพอะไร มาให้เราเปิดเผยแล้ว

M. Foucault's "Discipline & Punish"


ส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบประวัติศาสตร์ รู้สึกว่าการมองวิชาใดวิชาหนึ่งโดยจับไปอ้างอิงกับประวัติศาสตร์นั้น เป็นวิธีมองที่ง่ายดายที่สุด ด้วยเหตุนี้ มิเชล ฟูคัลท์ถึงได้เป็นนักปรัชญาในดวงใจเรา แตกต่างจากเล่มอื่นๆ หนังสือของเขาอธิบายหัวเรื่องเรื่องหนึ่งตามลำดับเวลา ไล่ตั้งแต่เก่าแก่ จนถึงช่วงที่ใกล้เคียงปัจจุบันสุด จนหลายครั้งอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมคนเรียกฟูคัลท์ว่านักปรัชญา แทนที่จะเป็นนักประวัติศาสตร์

"ฝึกฝน และลงโทษ" หรือชือเต็มๆ คือ "Discipline & Punish: The Birth of the Prison" คือหนังสือว่าด้วยประวัติและปรัชญาของการลงทัณฑ์ โดยมีจุดมุ่งหมายคืออธิบายกำเนิดคุก ซึ่งปัจจุบันถือเป็นวิธีการลงโทษที่เป็นมาตรฐานสุด

ในอดีต ฟูคัลท์บอกว่าประเพณีการทรมาน และลงทัณฑ์ที่อาศัยความรุนแรง และกระทำต่อหน้าสาธารณชนมีเป้าหมายคือตอกย้ำอำนาจของกษัตริย์ และความอสมมาตรของ "พลัง" ไม่ว่าอาชญากรจะกระทำผิดร้ายแรงแค่ไหน แต่ "พลัง" ของเขาย่อมไม่อาจเทียบเท่ากษัตริย์ ซึ่งประหนึ่งเป็นพระเจ้า เมื่อพระเจ้าคิดกำราบมนุษย์ ย่อมกำราบกันอย่างเอิกเกริก ชนิดที่ว่าฆ่าทิ้งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องควักตับไตไส้พุงมาเสียบประจานด้วย

ปลายศตวรรษที่ 17 เมื่อกษัตริย์ถูกลดความศักดิ์สิทธิ์ ประกอบกับอำนาจรวมศูนย์ไม่อาจนำมาซึ่งความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม และทั่วถึง เริ่มมีนักกฎหมาย นักปรัชญามองหาวิธีลงโทษรูปแบบใหม่ๆ เช่น "สวนแห่งกฎหมาย" พิพิธภัณฑ์ที่ปล่อยให้ประชาชนเข้าไปชมนักโทษรับการทรมาน เป้าหมายของมันคือเชื่อมต่อทัณฑ์ และอาญชาในกระแสสำนึกสังคม คนที่ขโมยของถูกลงโทษด้วยการตัดมือ ดังนั้นเมื่อไหร่ที่มีคนคิดกระทำผิดโดยการใช้มือขโมยของ ภาพนักโทษถูกตัดมือจะผุดขึ้นมาในหัวเขาทันที เป็นกลไกลดการกระทำผิดรูปแบบหนึ่ง

สวนแห่งกฎหมายไม่ได้แพร่นัก เพราะมันถูกแทนที่ด้วยปรัชญาการลงโทษรูปแบบใหม่ ซึ่งก็คือ "การฝึกฝน" สำหรับคนปัจจุบัน สิ่งนี้อาจฟังดูน่าเหลือเชื่อ แต่แนวคิดเรื่องการฝึกฝน และเรียนรู้เพิ่งมีมาในโลกไม่กี่ร้อยปีที่แล้วเอง ก่อนศตวรรษที่ 18 ร่างกายมนุษย์ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสร้างความเจ็บปวดให้กับเจ้าของ ตัวกลางถูกนำไปใช้ในการลงทัณฑ์ แต่เมื่อคนเปิดรับ "การฝึกฝน" มากขึ้น ร่ายกายถูกมองใหม่ว่าเป็นทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ คนเลว คนขี้เกียจ คนคดโกงสามารถจับมา "ฝึกฝน" ดัดสันดานให้กลายเป็นเครื่องไม้เครื่องมืออันมีประโยชน์ของสังคมได้

ระบบการลงโทษรูปแบบใหม่จึงถูกคิดค้นขึ้นมาโดยมีเป้าหมายคือสร้างแรงงานในสังคม "ถ้าการรวมศูนย์ทุนคือแนวคิดเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ การรวมศูนย์แรงงานก็คือแนวคิดการเมืองยุคใหม่เช่นกัน"


การเมืองในความหมายของฟูคัลท์คือศาสตร์แห่งอำนาจ ฟูคัลท์ยังบอกอีกด้วยว่าอำนาจมาจากการ "เฝ้าสังเกต" ผู้อยู่ใต้อำนาจ เขายกตัวอย่าง Panopticon สิ่งก่อสร้างในจินตนาการที่ "ผู้อยู่ใต้อำนาจ" ถูกจับขังในห้องสี่เหลี่ยม แต่ละห้องไม่เปิดถึงกัน แต่เปิดไปหอกลาง อันเป็นที่อยู่ของ "ผู้เฝ้าสังเกต" หรือ "ผู้มีอำนาจ" (Panopticon ปรากฎในนิยายเรื่อง "ค่ำคืนละครสัตว์" ของแองเจลิน่า คาร์เตอด้วย) (พยายามอ่านอยู่เหมือนกันว่าทำไมฟูคัลท์ถึงคิดว่า "การสังเกต" คือกลไกแห่งอำนาจ เพราะเราไม่เห็นมันจะเกี่ยวข้องกันตรงไหน)

แน่นอนว่าจนบัดนี้ Panopticon ก็ไม่มีให้เห็นจริงๆ แต่สังคมยุคใหม่ถูกออกแบบมาให้เป็น Panopticon ในเชิงโครงสร้าง เช่นเราถูกแบ่งวรรณะตามหน้าที่ อาชีพ และรายได้ เช่นเดียวกับ "ผู้อยู่ใต้อำนาจ" ใน Panopticon รัฐบาลมองเห็นและควบคุมการกระทำทุกอย่างของประชาชน การที่ไม่มีประตู หน้าต่างเชื่อมระหว่างห้องก็เหมือนที่คนเรานับว่าจะยิ่งอยู่กับโลกแคบๆ ส่วนตัว เราสนใจข่าวดาราดัง หรือผู้คนสาธารณะมากเสียยิ่งกว่าเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันอีก เช่นเดียวกับ "ผู้อยู่ใต้อำนาจ" ที่วันๆ ได้แต่นั่งมองหอกลาง

บทสุดท้ายฟูคัลท์พูดถึงกำเนิดคุก ซึ่งเป็นระบบการลงโทษที่ได้รับการยอมรับสุด ประการแรก การจำกัดอิสรภาพคือการลงโทษอันเท่าเทียมสำหรับคนทุกระดับชั้น (ไม่เหมือนกับการจ่ายค่าปรับ) ประการที่สอง วิธีนี้มีมนุษยธรรมยิ่งกว่าการทรมาน และการประหารอย่างรุนแรง ที่สำคัญ การขังคุกไม่ทำให้ผู้ร้ายกลายเป็นวีรบุรุษ ผู้กระทำผิดไม่อาจเรียกร้องความเห็นใจได้มากเท่ากับการลงโทษต่อหน้าสาธารณชน (ซึ่งในอดีตถือเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจกษัตริย์อย่างรุนแรง)

กระนั้นถ้าเอาสถิติมาวัดจะพบว่าคุกเป็นระบบการลงโทษที่ไร้ประสิทธิภาพสิ้นดี อย่างแรกมันไม่ได้ช่วยลดอาชญากรรม คนที่เข้าคุกไปแล้วหนหนึ่ง มีโอกาสกระทำผิด และกลับเข้าไปใหม่มากกว่าคนธรรมดา มิหนำซ้ำการเอาผู้กระทำผิดมาอยู่ร่วมกันมากๆ ไม่มีใครรู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง บางคนมองด้วยซ้ำว่าคุกคือโรงเรียนสำหรับอาชญากร ให้หน้าใหม่ได้พบ และศึกษาจากรุ่นพี่ในวงการ

คำถามต่อไปก็คือถ้าคุกไม่ช่วยป้องกันอาชญากรรม เหตุใดมันถึงเป็นระบบการลงโทษที่อยู่ยืนยงมาจนทุกวันนี้ ฟูคัลท์ให้เหตุผลว่าคุกช่วยแบ่งประเภทความผิดระหว่าง illigality และ delinquency โดยประการหลังคือการกระทำผิดอันเกิดจากความยากจน ไร้การศึกษา หรือไม่มีโอกาส เป็นความผิดที่ไม่ต้องรับการลงโทษ ช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 ประชาชนเริ่มถามไถ่กันมากขึ้นว่ากฎหมายถูกเขียนขึ้นมาเพื่อใคร เพื่อชนชั้นปกครอง หรือเพื่อทุกคนในสังคมกันแน่ ถ้าประการหลังจริง ทำไมถึงมีแต่คนจนที่กระทำผิดกฎหมาย ในแง่นี้ คุกนิยาม delinquency ขึ้นมาเพื่อแบ่งแยกความผิดทั้งสองประเภท คนยากคนจนสามารถกระทำ delinquency ต่อไปได้ ตราบใดที่เขายังไม่กระทำ illigality ก็ไม่ถือเป็นหน่วยที่ต้องถูกจับไปดัดสันดานในคุก

พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง


ไหนๆ ขอทำตัวตามกระแสพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงกับเขาหน่อยเถอะ ระยะนี้เปิดเวปบลอค เวปบอร์ดที่ไหนก็มีแต่คนพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งในแง่หนึ่งก็น่ายินดี เพราะช่วยกระตุ้นเตือนกระแสสำนึกในสังคม

แต่อีกแง่หนึ่งก็น่ายินร้ายอยู่เหมือนกันเพราะข่าวที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียง มักออกมาในทำนองน่าสงสัย ยกตัวเองเช่นเจ้าสัวออกมาให้สัมภาษณ์ว่าที่ตัวเขาร่ำรวยมาถึงทุกวันนี้เพราะหลักเศรษฐกิจพอเพียง หรือนักการเมืองอำนาจเก่ากลายเป็นตัวแทนประเทศอธิบายให้ชาวต่างชาติฟังว่าอะไรใช่ ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งก็ชวนให้ประชาชนสงสัยว่าถ้าท่านรู้จริง ทำไมไม่ปรับมาใช้ตั้งแต่สมัยอำนาจเก่า ยังไม่กลายเป็นอำนาจเก่าเล่า

ข่าวเหล่านี้ทำให้เรานึกถึงละครช่องสามเมื่อปีมะโว้ จำชื่อเรื่องไม่ได้แล้ว แต่จำได้ว่าคุณพีท ทองเจือเล่นเป็นพระเอก มีเจ้าหงิญเป็นนางเอก ผู้ร้ายละครเรื่องนี้คือนักค้ายาเสพติด ซึ่งชอบยกพุทธสุภาษิตมาอ้างปาวๆ เจตนาของคนทำละครคงไม่ใช่ต้องการสื่อหรอกว่าพุทธสุภาษิตนั้นเป็นของเปล่าประโยชน์ แต่น่าจะเพื่อแสดงให้ความมือถือสากปากถือศีลของผู้ร้ายมากกว่า เพราะพุทธสุภาษิตเป็นของดี ของแท้ที่มีมาคู่สังคมไทย ถ้าหยิบจับมาใช้ คนดูก็จะเข้าใจได้ง่ายว่าเออ! ขณะนี้คนทำละครต้องการยั่วล้อพฤติกรรมนกแก้ว นกขุนทอง ท่องได้แต่ไม่รู้จักนำมาใช้

ที่น่าเป็นห่วงคือตอนนี้เศรษฐกิจพอเพียงกำลังตกอยู่ในวิกฤติเดียวกัน! คือไม่ว่าใครก็อยากโอ้อวดว่าฉันเข้าใจมัน เพื่อการโฆษณา สร้างความนิยมให้กับตัวเอง ซึ่งถ้าปล่อยไว้แบบนี้เรื่อยๆ เศรษฐกิจพอเพียงจะยิ่งกลายเป็นทฤษฎีว่างเปล่าขึ้นทุกวัน

ซึ่งจะโทษสังคมฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เพราะก็ต้องยอมรับนั่นแหละว่า ปัจจุบันหลายแง่มุมของเศรษฐกิจพอเพียงยังเป็นนามธรรมสูง หมายถึงยังขาดหลักการจับต้องได้ มีสักกี่คนที่อ้างว่าเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงสามารถตอบคำถามเหล่านี้ เศรษฐกิจพอเพียงสนับสนุนให้คนกู้ยืมเงินหรือไม่? ถ้าฉันมีอันจะกิน อยากไปเที่ยวเมืองนอก ใช้ของแพงนี่ถือว่าขัดหลักเศรษฐกิจพอเพียงหรือเปล่า? จำเป็นไหมว่าในเศรษฐกิจพอเพียงทุกคนต้องเท่าเทียมกัน ห้ามมีใครรวยกว่า จนกว่า? หรือฉันเป็นศิลปิน ยังไงงานศิลป์มันก็ถือเป็นของฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว ถ้าประเทศไทยหันมาใช้เศรษฐกิจพอเพียงเต็มตัวจริง ฉันควรเปลี่ยนงานหรือไม่?

ไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่มีคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้นะครับ เชื่อว่ามี และเป็นคำตอบที่น่าพอใจเสียด้วย แต่คนไทยพร้อมหรือยังที่จะให้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นระบบซึ่งนำมาปรับใช้ได้จริง เราพร้อมไหมที่จะให้นักวิชาการทั้งใน และต่างชาติมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตีแผ่ ประเมิน สร้างโมเดลเศรษฐกิจพอเพียง ต้องยอมรับแหละว่าปรัชญาทุกข้อที่ตั้งมาใหม่ๆ ก็เหมือนเด็กทารกที่ต้องอาศัยการฟูมฟักเลี้ยงดู เราพร้อมไหมที่จะให้เศรษฐกิจพอเพียงเจริญเติบโตไปกว่านี้ ทุกทฤษฎีย่อมมีกาลเทศะ ความเหมาะสม จุดด้อยจุดอ่อน เรายอมรับได้หรือเปล่า ถ้านักวิชาการจะบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงอาจไม่เหมาะสมกับทุกสถานการณ์ มีบางจุดของมันที่อ่อนประสิทธิภาพกว่าทุนนิยม หรือตั้งคำถามว่าอะไรคือวิธีนำมันมาใช้ให้ได้ผลดีสุด (เพราะโดยหลักการ ทุกทฤษฎีเวลาอยู่บนกระดาษก็โคตรหรูเลย แต่พอเอามาใช้จริง ก็ต้องหารสอง เผื่อความโลภ ความเลวของคนด้วย)

ถ้าพร้อมก็ดีไปครับ แต่นั่นหมายถึง ถ้าวันข้างหน้าฝรั่งมาชี้ ติติงจุดนั้นจุดนี้ของเศรษฐกิจพอเพียง ก็หวังว่าเราจะรับฟังเขาบ้าง ไม่ใช่เอะอะโวยวายไปก่อน ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องหวังหรอกครับว่าหลักอันงดงาม และมีประโยชน์เช่นเศรษฐกิจพอเพียงจะมีวันไต่ลงมาจากหิ้ง เพื่อรับใช้ประชาชน